โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สถิติความรุนแรงในครอบครัวในอังกฤษ เพิ่มขึ้นในช่วงฟุตบอลโลก

Mirror Thailand

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

ในการแข่งขันฟุตบอลโลกประจำปี 2026 นี้ หนึ่งในทีมชาติที่มาแรงมากที่สุดคงหนีไม่พ้นประเทศอังกฤษ ซึ่งรั้งอันดับหนึ่งประจำกลุ่ม และอยู่อันดับที่สี่ในการจัดอันดับของฟีฟ่า และสำหรับแฟนบอลชาวอังกฤษแล้ว พวกเขาโหยหาการเป็นแชมป์อยู่ทุกๆ ปี โดยก่อนหน้านี้ อังกฤษเคยคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้เพียงครั้งเดียวคือเมื่อปี 1966 และชาวอังกฤษที่ส่วนใหญ่รักฟุตบอลระดับเข้าเส้นเลือด ก็มองหาความเป็นไปได้และโอกาสในการจะพาถ้วยฟุตบอลโลกมายังอังกฤษเสมอ

และชัยชนะของอังกฤษเหนือโครเอเชียที่ผ่านมา ก็สร้างความประทับใจให้แก่แฟนฟุตบอลมหาศาล ผู้คนออกมาเฉลิมฉลองกันตามถนน คนดังมากมายออกมาแสดงความยินดี เช่นเดียวกับ ซาราห์ โพชิน (Sarah Pochin) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคปฏิรูปสหราชอาณาจักร (Reform UK) ที่โพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า

"เมื่อคืน ทีมชาติอังกฤษคว้าชัยมาได้ ขอบคุณพระเจ้าที่พวกเขาชนะ เพราะถ้าพวกเขาแข่งฟุตบอลแพ้ขึ้นมาละก็นะ อัตราการใช้ความรุนแรงในครอบครัวคงพุ่งสูงทะลุหลังคาไปเลย เพราะงั้นหนุ่มๆ แข่งให้ชนะเข้าไว้นะ"

โพชินเผยแพร่วิดีโอแสดงความยินดีต่อทีมชาติอังกฤษไปได้ไม่นาน เธอก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงแทบจะในทันที เหตุผลสำคัญคือ อังกฤษเป็นชาติที่มักมีรายงานการใช้ความรุนแรงในครอบครัวเสมอ หากว่าทีมฟุตบอลแข่งแพ้ ข้อความของโพชินจึงเสมือนการ 'ล้อเล่น' กับเหยื่อความรุนแรงในบ้านเกิดตัวเอง

ฟาราฟ์ นาเซียร์ (Farah Nazeer) ประธานบริหารขององค์กรช่วยเหลือสตรี (Women’s Aid) ออกมากล่าวว่า "ฟุตบอลไม่ได้เป็นต้นเหตุของความรุนแรงในครัวเรือน มันเป็นแค่ข้ออ้างของคนที่ใช้ความรุนแรงครั้งแล้วครั้งเล่าเท่านั้นแหละ ไม่ว่าทีมจะแพ้หรือชนะก็ตาม”

"มีงานวิจัยที่ชี้ว่า การใช้ความรุนแรงในครัวเรือนเพิ่มขึ้นในฤดูกาลที่มีการแข่งชิงแชมป์ และไม่ว่าทีมที่คนเหล่านี้เชียร์จะแพ้หรือชนะ พวกเขาก็ใช้ความรุนแรงอยู่ดี" นาเซียร์บอก "ดังนั้นการกล่าวว่าชัยชนะครั้งนี้จะช่วยลดความรุนแรงในครอบครัว มันจึงเป็นการกล่าวหาที่ไร้ความรับผิดชอบมากทีเดียว เพราะเรารู้ว่า พฤติกรรมเหล่านี้มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ มันไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับการแข่งขันฟุตบอลนัดใดนัดหนึ่งหรอก

"อังกฤษจะชนะหรือแพ้ หรือเสมอ ก็ไม่ควรมีผู้หญิงหรือเด็กๆ คนไหนต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความกลัวหลังเสียงนกหวีดสิ้นสุดลงทั้งนั้น" เธอกล่าว

ทั้งนี้ มีผลสำรวจมาตั้งแต่ฟุตบอลโลกปี 2018 (ซึ่งทีมชาติอังกฤษจบที่สี่) โดยผลสำรวจชี้ว่า อัตราการใช้ความรุนแรงในครอบครัวที่อังกฤษจะเพิ่มขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์ทุกครั้งที่ทีมชาติลงแข่ง ซึ่งความรุนแรงที่ว่านี้ก็มีเงื่อนไขมาจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะจากความหมกมุ่นต่อฟุตบอลของชายชาวอังกฤษ และการดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างรับชมการแข่งขันด้วย

ทั้งจากสถิติของรัฐบาลสหราชอาณาจักรในปี 2025 ชี้ว่า ในอังกฤษและเวลส์ มีคนที่อายุมากกว่า 16 ปีตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงในครอบครัวราว 3.8 ล้านคน โดยแบ่งออกเป็นผู้หญิง 2.2 ล้านรายและผู้ชาย 1.5 ล้านราย นอกจากนี้ยังมีคดีฆาตกรรมในครัวเรือน 11 คดีซึ่งเหยื่ออายุมากกว่า 16 ปีขึ้นไป จากผู้ก่อเหตุที่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับเหยื่อ เช่น เป็นคนรัก อดีตคนรัก หรือญาติพี่น้อง

เมล บี หรือ เมลานี จานีน บราวน์ (Melanie Janine Brown) ศิลปินสัญชาติอังกฤษและสมาชิกวง Spice Girls เองก็ออกมาเรียกร้องต่อต้านการใช้ความรุนแรงในครัวเรือนว่า "ฟุตบอลเป็นการแข่งขันที่สวยงาม แต่ถ้าถามคนที่เป็นเหยื่อความรุนแรง เราต่างก็รู้ทั้งนั้นว่าอีกด้านของความสวยงาม ก็แสนอัปลักษณ์เช่นกัน"

เมล บีเป็นศิลปินที่เคลื่อนไหวเรื่องการใช้ความรุนแรงเสมอมา โดยเธอเคยได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์แห่งจักรวรรดิบริติช (Member of the British Empire) ในปี 2022 จากการทำคุณประโยชน์ ช่วยเหลือสตรีผู้ด้อยโอกาส และในวาระของการแข่งขันฟุตบอลโลกเช่นนี้ เธอออกมาเน้นย้ำประเด็นการใช้ความรุนแรงในครอบครัว อันเป็นหนึ่งในประเด็นอื้อฉาวของอังกฤษว่า "ฟุตบอลไม่ได้เป็นต้นเหตุของการใช้ความรุนแรงในครัวเรือนหรอก แต่จากสถิติที่ตำรวจมี มันก็แสดงให้เห็นว่าความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญเมื่อมีการแข่งขันฟุตบอลนัดใหญ่ๆ เช่น เวิลด์คัพ ฉันจึงคิดว่าการออกมาสร้างความตระหนักรู้เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญมากๆ"

กลับมาที่โพชิน เธอเองก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จนเธอต้องออกมาให้สัมภาษณ์ทางสำนักข่าว ITV News ว่า เธอไม่มีเจตนาในการโยนความรับผิดชอบเรื่องการใช้ความรุนแรงในครัวเรือน ไปให้ทีมชาติอังกฤษแต่อย่างใด "พวกเขามีหน้าที่แค่ลงแข่งเท่านั้น" เธอบอก "ประเด็นที่ฉันอยากสื่อสารคือ หากพวกเขาแพ้การแข่งขัน ก็ควรต้องมีคนคอยดูแล เป็นหูเป็นตาให้เพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัวผู้หญิง ที่พวกเขารู้ว่าเธอเคยผ่านการเป็นเหยื่อความรุนแรงในบ้านมาก่อน"

แต่ดูเหมือนคำแก้ตัวของโพชินก็ไม่ค่อยช่วยนัก เมื่อ บริดเจ็ต ฟิลลิปสัน (Bridget Phillipson) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสตรีและความเสมอภาค ออกมาวิพากษ์วิจารณ์โพชินอย่างเผ็ดร้อนว่า "ผู้ชายไม่ควรทุบตีผู้หญิง แค่นี้จบ ไม่ต้องมีข้อแก้ตัวอะไร"

สิ่งที่น่าเศร้าอีกประการของประเด็นนี้คือ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการรายงานข่าวการใช้ความรุนแรงในครัวเรือนในช่วงที่ทีมชาติอังกฤษลงแข่งขันรายการใหญ่ๆ อันที่จริง มีผลสำรวจและบทความมากมาย ไล่ย้อนไปตั้งแต่การแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2006 หรือเมื่อยี่สิบปีก่อน ที่ระบุว่า ทุกครั้งที่อังกฤษลงแข่ง การใช้ความรุนแรงเกิดขึ้นในครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างน่าจับตา และเหยื่อมักเป็นเด็กหรือผู้หญิงในบ้านด้วย

หรือแม้แต่การ ‘หยอกเย้า’ ต่อประเด็นนี้ของโพชิน ไม่เพียงแต่สะท้อนความไร้รสนิยมในการเชียร์กีฬาของเธอ แต่ยังทำให้เห็นว่าเธอมองข้ามและละเลยประเด็นการใช้ความรุนแรงในครัวเรือนของเธอด้วย

และจริงดังที่ฟาราฟ์ นาเซียร์กล่าว ฟุตบอลไม่ใช่ต้นเหตุของความรุนแรง มันเป็นแต่เพียง 'ข้ออ้าง' ของคนที่ใช้ความรุนแรงอยู่แล้วในการจะกระทำต่อผู้อื่นเท่านั้น และด้วยเหตุผลนี้ ไม่ว่าทีมชาติอังกฤษจะชนะ พ่ายแพ้หรือเสมอ พวกเขาก็จะหาทางใช้ความรุนแรงต่อผู้อื่นอยู่ดี และนั่นถือเป็นสิ่งที่น่าเศร้าที่สุดของประเด็นนี้ เพราะไม่ว่าจะอย่างไร ก็ไม่มีใครควรต้องตกเป็นเหยื่อจากผลของการแข่งขันทั้งสิ้น

อ้างอิง

https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S004727272300213X

https://www.nytimes.com/athletic/7354906/2026/06/30/england-world-cup-domestic-abuse/

https://www.bbc.com/news/articles/c992pkx4medo

https://www.theguardian.com/society/2026/jun/27/prosecutors-cps-expect-rise-domestic-abuse-football-world-cup

https://refuge.org.uk/news/refuge-responds-to-sarah-pochin-mp-comment-that-england-should-win-more-world-cup-matches-to-reduce-domestic-abuse/

บทความต้นฉบับได้ที่ : สถิติความรุนแรงในครอบครัวในอังกฤษ เพิ่มขึ้นในช่วงฟุตบอลโลก

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...