โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จาก ‘สกุชชี่’ ของมันต้องมี สู่พฤติกรรม Overconsumption ที่ต้องใช้เวลากว่า 500 ปี ในการย่อยสลาย

The Momentum

อัพเดต 9 กรกฎาคม 2569 เวลา 1.16 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

ช่วงนี้ไม่ว่าจะมองไปทางซ้ายหรือขวาก็มีแต่ ‘สกุชชี่’ (Squishy) เต็มไปหมด ของเล่นที่บีบแล้วคลายตัวคืนแบบสโลว์ (Slow Rising) กลับมาฮิตอีกครั้ง จนทำให้ใครหลายคนต้องออกตามหาสกุชชี่มาครอบครอง รวมถึงตัวผู้เขียนที่เคยไปตามหาถึงสำเพ็งมาแล้วเช่นกัน

สกุชชี่ ของเล่นหน้าตาน่ารัก หลากหลายรูปทรง มีกลิ่นหอมหวานเหมือนขนม มาจากคำภาษาอังกฤษว่า ‘Squish’ ที่แปลว่า การบีบ หรือของนุ่มนิ่มที่บีบได้ เพราะสกุชชี่ทำมาจากวัสดุประเภทโพลียูรีเทนโฟม (Polyurethane Foam: PU Foam) ที่มีความยืดหยุ่นสูง ทำให้เวลาบีบแล้วจะคลายตัวคืนแบบช้าๆ ยิ่งช้าเท่าไร ยิ่งเพิ่มอรรถรสในการเล่นให้ฟินมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ สกุชชี่เป็นของเล่นสำหรับเด็กที่ช่วงหนึ่งต้องมีไว้บีบเล่นหรือสะสม แต่ตอนนี้สกุชชี่กลายเป็นของเล่นที่ครองใจเหล่า GEN Y ตอนปลาย และ GEN Z ตอนต้น ที่นำมาบีบเล่นเพื่อคลายเครียดจากการทำงาน

จากวลี ‘ของมันต้องมี’ สู่พฤติกรรม Overconsumption

จากกระแสความนิยมของสกุชชี่ และการเข้ามาของสื่อโซเชียลมีเดีย เช่น TikTok, Facebook หรือ Instagram ซึ่งกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้สกุชชี่ได้รับความนิยมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคลิป ASMR บีบสกุชชี่ หรือคลิป Unbox ที่มียอดเข้าชมจำนวนมหาศาล

เมื่อคอนเทนต์เหล่านี้ถูกเผยแพร่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากของเล่นธรรมดา ก็กลายเป็นของตามกระแสที่ทุกคนอยากได้อยากมีเหมือนกับคนอื่นๆ เพื่อไม่ให้ตกเทรนด์ จนเกิดเป็นภาวะ ‘FOMO’ (Fear Of Missing Out) และปรากฏการณ์ ‘ห้องแห่งเสียงสะท้อน’ (Echo Chamber) ที่อธิบายถึงสถานการณ์ที่ผู้คนอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งก็คือโลกอินเทอร์เน็ต มักเห็นและเลือกที่จะชอบสิ่งเดียวกัน นำไปสู่การถูกขังอยู่ในกะลาของตัวเอง

นอกจากนี้ เมื่อเรากดไลก์หรือใช้เวลากับคลิปเหล่านั้นมากเป็นพิเศษ อัลกอริทึมก็จะเริ่มนำสิ่งที่เราสนใจกลับมาปรากฏบนหน้าฟีดทุกวัน ทำให้เรารู้สึกว่าทุกคนกำลังเล่นสกุชชี่ แม้ในความจริงแล้ว มันอาจจะเป็นเพียงแค่สิ่งที่อัลกอริทึมเลือกมาให้

จากทั้งหลายทั้งปวงที่พูดกันมาก่อนหน้านี้ ก่อให้เกิดวลี ‘ของมันต้องมี’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ แนวคิดบริโภคนิยม (Consumerism) นั่นคือ ค่านิยมที่ให้ความสำคัญกับการซื้อสินค้าและบริการ จนกลายเป็นเครื่องวัดความสุขและกำหนดคุณค่าของชีวิต โดยมักจะเป็นการบริโภคที่เกินความจำเป็นพื้นฐาน ที่นำไปสู่การซื้อของใหม่ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ยิ่งในบริบทปัจจุบัน สังคมถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการบริโภคอยู่ตลอดเวลา โดยมีระบบทุนนิยมและเทคโนโลยีเป็นตัวแปรสำคัญ ทำให้ผู้คนเข้าถึงสินค้าและบริการได้ง่ายและรวดเร็วกว่าที่เคย ชีวิตประจำวันของเราจึงเต็มไปด้วยโฆษณาสินค้า โปรโมชันลดราคา หรือคลิปรีวิวปักตระกร้าของเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ ปรากฏบนหน้าจอเกือบตลอด 24 ชั่วโมง

ทั้งหมดนี้ ถูกพัฒนากลายเป็นแนวคิด ‘บริโภคนิยมแบบสุดโต่ง’ (Hyperconsumerism) ซึ่งหมายถึง การที่สังคมมองว่าการบริโภคไม่ได้ตอบสนองเพียงความจำเป็น แต่ยังถูกใช้ในการเพิ่มสถานะทางสังคม หรือสร้างตัวตนบนโลกอินเทอร์เน็ต

เช่นเดียวกับกระแสสกุชชี่ในปัจจุบัน ที่แต่ละคนไม่ได้ซื้อเพียง 1-2 ชิ้น เพื่อเล่นหรือเอาไว้บีบคลายเครียดอีกต่อไป แต่ยังสะสมอีกหลายสิบชิ้น และยังต้องคอยติดตามคอลเลกชันใหม่ เพื่อนำมาทำคอนเทนต์ตามกระแสโซเชียลฯ อีกด้วย

พฤติกรรมดังกล่าวนำไปสู่ปัญหาใหญ่อย่าง ‘การบริโภคเกินความจำเป็น’ (Overconsumption) นั่นคือ การซื้อสินค้าที่เกินความต้องการ ซึ่งไม่เพียงสร้างภาระแก่ผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้เกิดการใช้ทรัพยากรเป็นจำนวนมาก ที่อาจส่งผลกระทบถึงสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

สิ่งหนึ่งที่สะท้อนพฤติกรรมการบริโภคเกินความจำเป็นได้อย่างดี คือคอนเทนต์จากอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังคนหนึ่งที่ซื้อสกุชชี่ 1,000 ชิ้น จนกลายเป็นไวรัลบน TikTok ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อวัฒนธรรมการบริโภคที่เกินความจำเป็นของคนในยุคนี้

จากคอนเทนต์ของเล่นน่ารักๆ อย่างสกุชชี่ สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าเกินความจำเป็น ส่งผลให้ของเล่นเหล่านี้ค่อยๆ กลายเป็น ‘ขยะ’ ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต

Fast Toy, Long Lasting Waste

สกุชชี่เป็นของเล่นแบบ ‘Fast Toy’ มาไวไปไวตามกระแสความนิยม ทำให้ความต้องการซื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและเลิกเล่นเร็วตามไปด้วย เพราะเมื่อเราบีบหรือดึงสกุชชี่ที่ทำมาจากวัสดุโฟมพียูเป็นเวลานาน พอเกิดการฉีกขาด เปื่อยยุ่ย หรือสกปรก ก็เอาไปล้างน้ำไม่ได้ ต้องทิ้งและซื้อใหม่เพียงอย่างเดียว ทำให้เกิดวงจรการสร้างขยะพลาสติกในปริมาณมาก

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ยังออกมาเตือนผู้ปกครองให้ระมัดระวังการเลือกซื้อของเล่นประเภทสกุชชี่ โดยเฉพาะสินค้าลอกเลียนแบบที่ไม่มียี่ห้อและแหล่งที่มาชัดเจน หลังมีกระแสข่าวจากต่างประเทศที่พบการปนเปื้อนสารเคมีอันตรายเกินเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค

ปัญหาไม่ได้จบอยู่แค่การทิ้งสกุชชี่ เพราะขั้นตอนการกำจัดนั้นยุ่งยากกว่าที่คิด สกุชชี่ไม่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ ต้องกลายเป็นขยะ ‘ฝังกลบ’ ที่ย่อยสลายยาก และใช้เวลานานกว่า 500 ปี กว่าจะย่อยสลายหมดก็แตกตัว กลายเป็นไมโครพลาสติก (Microplastics) ไปเสียก่อน จะใช้วิธีการเผาก็ไม่ได้ เพราะสารโพลียูรีเทนในสกุชชี่ จะปล่อยก๊าซพิษที่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อระบบทางเดินหายใจ เช่น ก๊าซไฮโดรเจนไซยาไนด์ (Hydrogen Cyanide) และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ทำให้เกิดปัญหามลพิษที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและห่วงโซ่อาหารเป็นวงกว้าง จนท้ายที่สุดอาจส่งผลกระทบต่อมนุษย์ที่เป็นผู้บริโภคเอง

สกุชชี่ควรไปต่อ หรือพอแค่นี้?

แม้ว่าเราจะไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของคนในสังคมได้ทันที แต่เราสามารถเริ่มต้นจากตัวเองได้ เช่น ซื้อเท่าที่จำเป็น ไม่ซื้อตามกระแส เลือกซื้อสินค้าที่มีมาตรฐานจากแหล่งจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ เพื่อยืดอายุการใช้งาน

ในเมื่อมนุษย์มีเพียงแค่ 2 มือ จะให้เล่นสกุชชี่เป็นร้อยชิ้นคงจะไม่ใช่ และการเล่นสกุชชี่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ผิดเสมอไป ถ้าเราไม่ปล่อยให้กระแสหรืออัลกอริทึมกลายเป็น ‘กะลา’ ที่ครอบงำความคิดเราไปเสียก่อน

ท้ายที่สุดแล้ว ผู้เขียนไม่ได้ต้องการเชิญชวนให้เลิกซื้อของเล่นที่ช่วยเยียวยาจิตใจ แต่มองว่าควรเลือกซื้ออย่างมี ‘สติ’ โดยคำนึงถึงความจำเป็น ความปลอดภัย และผลกระทบต่อทั้งตัวเราและสิ่งแวดล้อม ก่อนของเล่นที่เรารัก จะกลายเป็นขยะที่จะอยู่กับเราไปอีกนับพันปี

ที่มา:

- https://www.theguardian.com/wellness/2026/jun/08/how-to-shop-less-overconsumption-tips

- https://www.sac.or.th/portal/th/article/detail/549

- https://thepotential.org/social-issues/echo-chamber-2/

- https://www.matichon.co.th/lifestyle/news_5779849

- https://www.springnews.co.th/lifestyle/inspiration/860287

- https://www.thairath.co.th/news/politic/2942412

- https://www.sdthailand.com/2026/07/squishy-fast-toy-to-landfill/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...