ครอบครัวน้องเมย ร้อง “โรม” ที่พึ่งสุดท้าย สางปมเสียชีวิตลูกชายหลังรอมา 9 ปีไม่คืบ
ครอบครัวของนักเรียนเตรียมทหารภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือน้องเมย พร้อมทนายความเข้ายื่นหนังสือต่อประธานกรรมาธิการการกฏหมาย ยุติธรรม สภาผู้แทนราษฎร โดยนายรังสิมันต์ โรม เป็นผู้รับเพื่อขอให้ตรวจสอบ กรณีการเสียชีวิตของน้องเมย ครอบครัวยังเคลือบแคลง สงสัยสาเหตุการเสียชีวิต
ทนายความ กล่าวว่า ทั้งบิดาและมารดาของน้องเมยได้ยื่นร้องเรียนต่อกรรมาธิการการกฏหมายฯ 2 เรื่อง เรื่องแรกเมื่อกลางปีที่แล้วมีคำพิพากษาศาลอาญาสูงสุดที่ลงโทษนักเรียนเตรียมทหารบังคับบัญชาหนึ่งคนซึ่งปัจจุบันนี้รับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ โดยศาลพิพากษาในความผิดฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้น้องเมยได้รับอันตรายทั้งร่างกายและจิตใจ
ซึ่งศาลรับฟังว่าเป็นการธำรงวินัย ผิดที่คือสถานที่ไปใช้ห้องน้ำของผู้บังคับบัญชาและธำรงวินัยในท่าไม่ได้ถูกกำหนดในระเบียบ คือเอามือไขว้หลังและหัวปักลงดิน และที่สำคัญไม่อนุญาตให้ปรับปรุงวินัยเดี่ยว ถ้าทำได้ต้องขออนุญาตผู้บังคับบัญชาซึ่งกรณีนี้ไม่มีการขออนุญาต
ซึ่งศาลเห็นว่าจำเลยยังอายุน้อยไม่ได้ส่งตัวไปคุมขังแต่ให้โอกาสปัจจุบันรุ่นพี่ผู้ก่อเหตุก็รับราชการในสายงานตำรวจแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาครอบครัวได้ตั้งคำถามต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผบ.ตร. ถึงมาตรการทางวินัยและการทำงานของรุ่นพี่เตรียมทหารคนนี้แล้ว แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ
ส่วนเรื่องที่สองคือ ครอบครัวได้ไปร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท ให้ดำเนินคดีกับนายแพทย์ทหารคนหนึ่งเพราะช่วงที่เกิดเหตุมีการส่งศพน้องเมยพิสูจน์ที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า และนายแพทย์ทหารคนนี้ก็วินิจฉัยว่าเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ
ซึ่งครอบครัวติดใจคำวินิจฉัยนี้เพราะน้องเมยไม่มีโรคดังกล่าว และร้องขอให้มีการนำศพไปพิสูจน์ที่สถาบันนิติเวชข้างนอกซึ่งผลการพิสูจน์ออกมาบอกว่าไม่สามารถผ่าพิสูจน์ได้เพราะไม่มีสมองและหัวใจ และกระเพาะอาหารที่หายไปหลังการชันสูตร
ครอบครัวจึงร้องขออวัยวะดังกล่าวเพื่อนำกลับมาตรวจชันสูตรต่อจิตเวช แต่ปรากฏว่าไม่สามารถตรวจหาดีเอ็นเอได้เนื่องจาก ได้ถูกทำลายไปแล้ว และตั้งแต่ปี2563 จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีความคืบหน้าของคดีจึงมาร้องขอให้กรรมาธิการกฎหมายช่วย ทวงคืนความยุติธรรมให้กับน้องเมยและครอบครัว
ซึ่งตลอด 9 ปี ครอบครัว ได้ใช้ทุกช่องทางของกฎหมายในการร้องเรียนแต่ติดเรื่องกฎหมายตามพระราชบัญญัติพระธรรมนูญ ไม่สามารถทำได้ เพราะแม่น้องเมยไม่ได้รับราชการทหารไม่มีอำนาจในศาลทหารไม่สามารถร่วมในโจทย์ได้ต้องผ่านอัยการทหาร ซึ่งกังวลว่าหากศาลทหารสั่งไม่ฟ้องนายแพทย์ทหารท่านนี้ก็ไม่สามารถที่จะตรวจสอบได้
ด้านนางสุกัลยา ตัญกาญจน์ กล่าวว่าเราพยายามหาความจริงทุกวิถีทางที่อยากจะรู้ว่าลูกชายเสียชีวิตด้วยเหตุใดแต่เหมือนยิ่งพยายามยิ่งไปต่อไม่ได้ ยิ่งตันไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อ หากศาลทหารสั่งไม่ฟ้องแม่คงไม่สามารถทำอะไรต่อได้ เท่ากับคดีจะต้องจบลง
และสุดท้ายน้องเมยก็เสียชีวิตด้วยสาเหตุที่ไม่มีใครรู้ แต่ถ้าพูดถึงหัวอกของคนเป็นแม่หากได้อ่านผลชันสูตรครั้งที่สองที่ชี้เข้าไปก็จะเห็นเหตุเชื่อมโยงและด้วยความที่เราเห็นภาพทุกอย่างมันก็เจ็บอยู่ในใจแต่ก็โกรธตัวเองว่าทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้ คงทำได้แค่รอเวลาให้คดีมันจบ ตามอายุความ และคิดอยู่นานว่าจะไปหาความยุติธรรมตรงไหนได้บ้างสุดท้ายก็ต้องมาพึ่งกรรมาธิการกฎหมาย ความรู้สึกเหมือนลอยอยู่กลางทะเลแล้วมีขอนไม้ลอยมาให้เกาะเราก็ต้องคว้าไม่รู้ว่าเขาจะผลักเราไปถึงฝั่งหรือเปล่าแต่ถ้าโอกาสมาถึงเราจะไขว่คว้ามัน
ด้านนายรังสิมันต์กล่าวว่า เรื่องนี้แทบจะหาความเป็นธรรมให้กับน้องเมยไม่ได้เลย กรรมาธิการจะทำเรื่องนี้อย่างดีที่สุด และไม่รู้ว่าปลายทางจะเจออะไร แต่สำหรับกรรมาธิการที่ได้ชื่อว่าดูแลเรื่องความยุติธรรมหากกรณีที่เป็นเรื่องที่ถูกจับตามองและสังคมให้ความสนใจเรายังไม่สามารถที่จะมอบความทำให้ให้ได้ต่อไป
ในวันข้างหน้าความยุติธรรมก็ก็คงจะมีแต่เครื่องหมายคำถามต่อไปและหากมีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นอีกก็ไม่รู้ว่าจะมีอีกกี่ศพที่ต้อง สูญเสียเรื่องนี้ถึงจะจบ ตนเองจะนำเรื่องนี้ไปหารือกับ สส.ในกรรมาธิการ และหารือกันว่าจะดำเนินการแนวทางใดต่อไปและขอข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติตามความคืบหน้าต่อไปด้วย ขอครอบครัวมั่นใจว่าจะไม่มีใครหรือผู้มีอิทธิพลคนไหนมากดดันหรือแทรกแซงการทำงานกรรมาธิการนี้ได้.