ทัพเรือสหรัฐฯ เปิดตัวโครงการ Pacific Partnership ปีนี้ เน้นภารกิจมนุษยธรรมในอาเซียน แจงเกณฑ์คัดเลือกลงพื้นที่
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จัดการแถลงข่าวออนไลน์เกี่ยวกับโครงการ Pacific Partnership ซึ่งเป็นภารกิจด้านมนุษยธรรมและการช่วยเหลือพลเรือนทางทะเลที่ใหญ่ที่สุดของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยปีนี้ภารกิจจะมีการดำเนินการในเวียดนาม, อินโดนีเซีย, ติมอร์-เลสเต, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, ฟิจิ และปาเลา พร้อมตอบคำถามสื่อมวลชนจากหลายประเทศในหลายประเด็น เช่น เกณฑ์การเลือกประเทศ และความกังวลเกี่ยวกับการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ในภูมิภาค
ก่อนอื่นเราไปทำความรู้จักก่อนว่าโครงการ Pacific Partnership คืออะไรและมีเป้าหมายอย่างไร?
Pacific Partnership คือภารกิจประจำปีของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่เน้นการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการช่วยเหลือพลเรือนในการรับมือภัยพิบัติต่างๆ โดยจุดเริ่มต้นของโครงการนี้มาจากการถอดบทเรียนเหตุการณ์สึนามิในช่วงปลายปี 2004 ที่ชี้ให้เห็นว่า แต่ละประเทศไม่ควรเผชิญหน้ากับภัยพิบัติเพียงลำพัง จึงก่อตั้งโครงการนี้ขึ้นในปี 2006 และปีนี้ (2026) ถือเป็นปีครบรอบ 20 ปีของโครงการ
เป้าหมายสำคัญของ Pacific Partnership คือการสร้างและสานสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาค ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือและยกระดับความพร้อมและการฟื้นตัวจากภัยพิบัติ (Disaster Preparedness & Resilience)
อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวถูกมองเป็นเครื่องมือในการขยายอิทธิพลของสหรัฐฯ ในภูมิภาคในเชิงการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์กับจีน
การแถลงข่าวครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งให้ข้อมูลโดย นาวาเอก โรเบิร์ต เรเยส ผู้บัญชาการภารกิจ (Mission Commander) จากกองทัพเรือสหรัฐฯ และพันเอก อแลง ลาเฟรนิแยร์ รองผู้บัญชาการภารกิจ (Deputy Mission Commander) จากกองทัพแคนาดา ถือเป็นการเปิดตัวโครงการประจำปีนี้ ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินภารกิจนาน 5 เดือน ครอบคลุม 7 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, ติมอร์-เลสเต, ฟิจิ และปาเลา โดยจะสังเกตเห็นว่าโฟกัสไปที่กลุ่มประเทศในอาเซียนหรือภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหลัก
ในช่วงเปิดโอกาสให้ถามคำถาม นักข่าวจาก South China Morning Post ถามว่าทำไมปีนี้กองทัพเรือสหรัฐฯ จึงเน้นไปที่กลุ่มประเทศอาเซียน สิ่งนี้สะท้อนถึงความสำคัญของภูมิภาคนี้อย่างไร
นาวาเอก เรเยส ชี้แจงเหตุผลว่า การคัดเลือกประเทศเพื่อลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจนั้นยึดหลักการทำงานร่วมกับประเทศเจ้าบ้านเป็นสำคัญ กล่าวคือ “ต้องได้รับการร้องขอและรับเชิญอย่างเป็นทางการจากประเทศเจ้าบ้านเท่านั้น”
นาวาเอก เรเยส ระบุว่า กิจกรรมและปฏิบัติการทั้งหมดที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศ จะถูกคัดเลือกและกำหนดตามความต้องการของประเทศเจ้าบ้านเป็นหลัก สหรัฐฯ จะไม่บังคับทำในสิ่งที่ประเทศนั้นๆ ไม่ต้องการ
นอกจากนี้ยังมีเกณฑ์การสลับพื้นที่เป็นรายปี (ปีคู่-ปีคี่) เนื่องจากข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ ด้วยภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่กว้างใหญ่ กองทัพเรือสหรัฐฯ ไม่สามารถเดินทางไปเยือนครบทุกประเทศได้ในแต่ละปี ทำให้ต้องวางแนวทางการบริหารจัดการภารกิจในช่วงทศวรรษ์ที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็นปีเลขคู่ (เช่น ปี 2026 นี้) จะมุ่งเน้นไปที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหลัก ซึ่งปีนี้มีจุดจอดหลักใน เวียดนาม, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ และปีเลขคี่ จะโฟกัสไปที่ภูมิภาคโอเชียเนีย (Oceania) หรือกลุ่มประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการสลับปี แต่ในบางประเทศที่มีความจำเป็นเร่งด่วน หรือมีโครงการที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องยาวนาน (Enduring Efforts) โครงการก็จะมีบุคลากรและทรัพยากรเข้าไปปฏิบัติภารกิจอยู่อย่างสม่ำเสมอ เช่น ฟิจิ และปาเลา ในปีนี้
นาวาเอก เรเยส ย้ำว่าการเลือกประเทศเหล่านี้เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อ “สัญญาณความต้องการ (Demand Signal)” ของประเทศในภูมิภาค ซึ่งทุกประเทศต่างกระตือรือร้นและยินดีที่จะให้โครงการ Pacific Partnership เข้าไปจัดกิจกรรมในพื้นที่ของตน เพื่อร่วมกันเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตภัยพิบัติ
ส่วนคำถามจาก THE STANDARD ถามไปว่า หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พยายามหลีกเลี่ยงการเลือกข้างท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ ความคิดริเริ่มต่างๆ อย่างโครงการ Pacific Partnership จะสามารถสนับสนุนเป้าหมายของอาเซียนในการรักษาความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ (Strategic Autonomy) พร้อมๆ กับการกระชับความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นได้อย่างไร
นาวาเอก เรเยส ได้ชี้แจงเพื่อลดความกังวลในประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ โดยเน้นย้ำว่า หัวใจและแก่นแท้ของ Pacific Partnership มุ่งเน้นไปที่เรื่อง “การเตรียมความพร้อมและการรับมือภัยพิบัติ” เท่านั้น กิจกรรมทั้งหมดจึงขับเคลื่อนภายใต้ 4 แนวทางหลัก คือ ด้านการแพทย์ วิศวกรรม การเข้าถึงชุมชน และการจัดการภัยพิบัติ (ซึ่งเป็นรากฐานของทุกด้าน)
การโฟกัสเฉพาะเรื่องมนุษยธรรมนี้ ทำให้ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริงคือ “ความร่วมมือและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน” ระหว่างสหรัฐฯ ประเทศเจ้าบ้าน และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ซึ่งความร่วมมือในลักษณะนี้ เป็นสิ่งที่มีจุดมุ่งหมายสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของอาเซียนโดยตรง (ไม่ได้เป็นการบังคับให้เลือกข้างทางการเมือง แต่เป็นการร่วมมือเพื่อความปลอดภัยของประชาชนในภูมิภาค)
นอกจากนี้ยังมีคำถามเกี่ยวกับแนวทางการรับมือภัยพิบัติที่เป็นรูปธรรม จากประเทศที่เผชิญวิกฤตธรรมชาติครั้งใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์
Kompas Daily และ Kompas TV จากอินโดนีเซียได้หยิบยกบทเรียนจากเหตุอุทกภัยและดินถล่มครั้งรุนแรงในเกาะสุมาตราขึ้นมาหารือ ซึ่งทางกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้กล่าวชื่นชมศักยภาพในการพึ่งพาตนเองของอินโดนีเซีย พร้อมระบุว่าภารกิจในปีนี้จะเน้นการฝึกภาคสนามและการแลกเปลี่ยนความรู้เฉพาะทาง เช่น การอพยพผู้ป่วย รวมถึงการเยียวยาบาดแผลทางจิตใจ (PTSD) ในกลุ่มเด็กและเยาวชน ผ่านความร่วมมือกับองค์กรท้องถิ่นและหน่วยอนุศาสนาจารย์ เพื่อสร้างกลไกการดูแลที่ยั่งยืนแม้เสร็จสิ้นภารกิจ
ส่วนสื่อเวียดนาม (VnExpress) และฟิลิปปินส์ (TV5) ได้สะท้อนความกังวลต่อภัยธรรมชาติที่รุนแรง โดยทางโครงการได้เน้นย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและมุ่งยกระดับขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ด่านหน้าในการค้นหาและกู้ภัยในเขตเมือง (Urban Search and Rescue) เพื่อจำลองสถานการณ์รับมือแผ่นดินไหวรุนแรง และลดความเสี่ยงต่อวิกฤตด้านมนุษยธรรมในอนาคต
นอกจากประเด็นด้านการบรรเทาภัยพิบัติโดยตรงแล้ว South China Morning Post ในฮ่องกงยังได้สอบถามถึงบทบาทการดำเนินงานด้านมนุษยธรรมของสหรัฐฯ หลังจากที่มีการปิดตัวสำนักงาน USAID ไปก่อนหน้านี้ ซึ่งทางผู้บัญชาการภารกิจชี้แจงว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (State Department) ได้เข้ามารับไม้ต่อในการควบรวมหน้าที่ดังกล่าวอย่างไร้รอยต่อ โดยประสานงานร่วมกับกองทัพเรือและประเทศเจ้าบ้านอย่างใกล้ชิด
ขณะที่นักข่าวจาก The Fiji Times ของฟิจิ ได้สอบถามถึงความเป็นไปได้ในการขยายกรอบความร่วมมือไปสู่การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและปัญหายาเสพติด ซึ่งทางกองทัพเรือสหรัฐฯ ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า โครงการ Pacific Partnership นี้จะเน้นไปที่ภารกิจเพื่อมนุษยธรรมและการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติเท่านั้น ส่วนประเด็นความมั่นคงทางทะเลด้านอื่นๆ จะแยกไปอยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานเฉพาะทางของรัฐบาลสหรัฐฯ
ภาพ:Aditya Irawan / NurPhoto via Getty Images