รวมพอร์ต 5 นักลงทุนระดับโลก ถือหุ้นอะไรบ้าง
ภาพรวมการปรับพอร์ตของ 5 นักลงทุน ระดับโลก วอร์เรน บัฟเฟตต์, เรย์ ดาลิโอ,แคธี วูด,จิม ไซมอนส์ และ จอร์จ โซรอส ณ ไตรมาส 1 ปี 2026 พบว่า AI ยังเป็นธีมหลัก แต่เงินทุนเริ่มไหลสู่โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และเศรษฐกิจจริง
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ เจาะข้อมูลพอร์ตล่าสุดของนักลงทุนระดับโลกทั้ง 5 ราย ประกอบด้วย วอร์เรน บัฟเฟตต์, เรย์ ดาลิโอ,แคธี วูด,จิม ไซมอนส์ และ จอร์จ โซรอส ภาพรวมสะท้อนว่าตลาดยังคงให้ความสำคัญกับธีมปัญญาประดิษฐ์ (AI), เซมิคอนดักเตอร์, โครงสร้างพื้นฐาน และพลังงานอย่างชัดเจน แต่รูปแบบการปรับพอร์ตของแต่ละคนแตกต่างกันไปตามสไตล์การลงทุนของตนเอง
ฝั่งวอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังคงเน้นหุ้นคุณภาพสูงและธุรกิจที่มีกระแสเงินสดมั่นคง แต่มีการเพิ่มน้ำหนักใน อัลฟาเบท อย่างโดดเด่น ขณะที่เรย์ ดาลิโอ เพิ่มการลงทุนในกลุ่มบิ๊กเทค ชิป AI หน่วยความจำ และห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ ผ่านหุ้นอย่าง เอ็นวิเดีย , บรอดคอม , ไมครอน เทคโนโลยี , ไต้หวัน เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟกเจอริง (TSMC), มาร์เวล เทคโนโลยี และ แอปพลายด์ แมทีเรียลส์
ในอีกด้านหนึ่งแคธี วูด ยังคงเดินเกมในธีมนวัตกรรมอย่างเข้มข้น โดยเพิ่มน้ำหนักใน แอดวานซ์ ไมโคร ดีไวซ์ , คริสเปอร์ เทอราพิวติกส์ , เทมปัส เอไอ , เซอร์เคิล อินเทอร์เน็ต กรุ๊ป , โรบินฮูด มาร์เก็ตส์ , อเมซอน ดอทคอม , อัลฟาเบท และ คอร์วีฟ สะท้อนการผสมระหว่าง AI Infrastructure, คริปโท/ฟินเทค และไบโอเทค
ขณะที่ จิม ไซมอนส์ ผ่าน เรอเนซองซ์ เทคโนโลยีส์ (Renaissance Technologies) เพิ่มน้ำหนักใน เอ็นวิเดีย , แอปเปิล, คินรอส โกลด์ , โรบินฮูด มาร์เก็ตส์ , ยูไนเต็ดเฮลธ์ กรุ๊ป , ลินเด และ เวสเทิร์น ดิจิทัล แต่ลด พาลานเทียร์ เทคโนโลยีส์ , ไมครอน เทคโนโลยี , อินเทล และหุ้นกลุ่มผู้บริโภคบางส่วน
ส่วน จอร์จ โซรอส เปลี่ยนภาพพอร์ตอย่างชัดเจนจากไตรมาสก่อน โดยลดน้ำหนักบิ๊กเทคที่เคยโดดเด่น เช่น อัลฟาเบท , บรอดคอม และTSMC ลงอย่างมีนัยสำคัญ ก่อนหมุนเงินเข้าสู่กลุ่มอุตสาหกรรม พลังงาน โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน กลุ่มผู้บริโภค และเฮลธ์แคร์มากขึ้น โดยเฉพาะ จีอี เวอร์โนวา , คอมฟอร์ต ซิสเต็มส์ ยูเอสเอ , แคตเตอร์พิลลาร์ ,โปรเพโทร โฮลดิงส์ , อเมริกัน ทาวเวอร์ , ดานาเฮอร์ และ โมโตโรลา โซลูชันส์
ภาพรวมจึงสะท้อนว่า แม้ AI ยังเป็นธีมหลักของตลาด แต่กลุ่มนักลงทุนรายใหญ่เริ่มมองกว้างขึ้นไปยังโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ AI และเศรษฐกิจจริง ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน ระบบไฟฟ้า อุตสาหกรรม วัสดุ ทองคำ และเฮลธ์แคร์
วอร์เรน บัฟเฟตต์: เพิ่ม อัลฟาเบท แต่แกนหลักยังเป็นหุ้นคุณภาพและกระแสเงินสดมั่นคง
พอร์ตของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ผ่าน เบิร์กเชียร์ แฮททาเวย์ ยังคงสะท้อนสไตล์การลงทุนแบบเน้นคุณภาพสูงและถือระยะยาว โดย แอปเปิล (Apple: AAPL) ยังเป็นหุ้นอันดับหนึ่งของพอร์ตที่ 21.99% แม้สัดส่วนลดลงเล็กน้อยจาก 22.60% แต่จำนวนหุ้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับ อเมริกัน เอ็กซ์เพรส (American Express: AXP) ที่ยังมีน้ำหนักสูงถึง 17.43% และ โคคา-โคลา (Coca-Cola: KO) ที่ 11.56% ซึ่งทั้งสองบริษัทยังคงเป็นหุ้นหลักของ Berkshire มาอย่างยาวนาน
จุดที่น่าสนใจที่สุดในไตรมาสนี้คือการเพิ่มน้ำหนักใน อัลฟาเบท (Alphabet: GOOGL) อย่างชัดเจน โดยเพิ่มขึ้นมาเป็น 5.93% ของพอร์ต จากเดิม 2.04% หลังเพิ่มหุ้นกว่า 36.4 ล้านหุ้น และยังเปิดสถานะใหม่ใน อัลฟาเบท คลาส C (Alphabet: GOOG) อีก 0.39% ของพอร์ต
การเคลื่อนไหวนี้ทำให้ เบิร์กเชียร์ มีสัดส่วนของเงินลงทุนต่อบิ๊กเทคและระบบนิเวศ AI มากขึ้นอย่างชัดเจน เพราะ Alphabet มีทั้งธุรกิจค้นหาออนไลน์ ยูทูบ คลาวด์ และแพลตฟอร์ม AI ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจดิจิทัลระยะยาว
ขณะเดียวกัน บัฟเฟตต์ยังลดน้ำหนักใน แบงก์ ออฟ อเมริกา (Bank of America: BAC), เชฟรอน (Chevron: CVX), นูคอร์ (Nucor: NUE) และ คอนสเตลเลชัน แบรนด์ส (Constellation Brands: STZ) โดยเฉพาะ Chevron ที่ลดจำนวนหุ้นลงกว่า 45.8 ล้านหุ้น ทำให้สัดส่วนลดลงเหลือ 6.64%
อย่างไรก็ตามเบิร์กเชียร์ ยังถือ อ็อกซิเดนทัล ปิโตรเลียม (Occidental Petroleum: OXY) ที่ 6.55% ทำให้ภาพรวมด้านพลังงานยังมีน้ำหนักสำคัญในพอร์ต เพียงแต่มีการสลับน้ำหนักภายในกลุ่มมากขึ้น
อีกจุดที่สะท้อนการปรับพอร์ตแบบเลือกหุ้นรายตัวมากขึ้น คือการเพิ่ม เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ คอมพานี (The New York Times Company: NYT) จาก 0.13% เป็น 0.48% และเพิ่ม เลนนาร์ (Lennar: LEN) เป็น 0.33% รวมถึงเปิดสถานะใหม่ใน เดลตา แอร์ไลน์ส (Delta Air Lines: DAL) ที่ 1.01% ของพอร์ต
ภาพรวมของบัฟเฟตต์จึงไม่ได้สะท้อนว่าเบิร์กเชียร์ เปลี่ยนจากการลงทุนแบบเน้นคุณค่าไปเป็นสายเติบโต แต่สะท้อนการขยายสัดส่วนการลงทุนไปยังธุรกิจที่มีความได้เปรียบทางการแข่งขันชัดเจน ทั้งในกลุ่มเทคโนโลยี สื่อคุณภาพสูง การเดินทาง และธุรกิจที่มีรายได้มั่นคง
แคธี วูด: ยังคงเชื่อในนวัตกรรม แต่หมุนพอร์ตสู่ AI ไบโอเทค และฟินเทคมากขึ้น
[caption id="attachment_205161" align="aligncenter" width="1200"]
ภาพจาก x.com @CathieDWood[/caption]
พอร์ตของ แคธี วูด ภายใต้ อาร์ค อินเวสต์เมนต์ แมเนจเมนต์ (ARK Investment Management) ยังคงมี เทสลา (Tesla: TSLA) เป็นหุ้นอันดับหนึ่งที่ 8.18% แม้จะลดจำนวนหุ้นลงเล็กน้อย
ขณะที่ พาลานเทียร์ เทคโนโลยีส์ (Palantir Technologies: PLTR), คอยน์เบส โกลบอล (Coinbase Global: COIN), เทราดายน์ (Teradyne: TER) และ โรคุ (Roku: ROKU) ถูกลดน้ำหนักลง สะท้อนการทำกำไรหรือปรับลดความเสี่ยงในหุ้นที่มีความผันผวนสูง
อย่างไรก็ตาม แคธี วูดยังไม่ได้ลดความเชื่อในธีมนวัตกรรม ตรงกันข้าม พอร์ตมีการเพิ่มน้ำหนักในหลายธีมสำคัญ โดย แอดวานซ์ ไมโคร ดีไวซ์ (Advanced Micro Devices: AMD) เพิ่มขึ้นเป็น 4.29% ของพอร์ต และกลายเป็นหุ้นอันดับสอง สะท้อนความเชื่อในธีม AI Compute และเซมิคอนดักเตอร์
ขณะที่ อัลฟาเบท (Alphabet: GOOGL) เพิ่มขึ้นเป็น 1.61% และ คอร์วีฟ (CoreWeave: CRWV) เพิ่มเป็น 1.53% ทำให้พอร์ตมี Exposure ต่อ AI Infrastructure และ Cloud Compute มากขึ้น
ด้านเฮลธ์แคร์และไบโอเทคกลับมาโดดเด่นเช่นกัน โดย คริสเปอร์ เทอราพิวติกส์ (CRISPR Therapeutics: CRSP) เพิ่มขึ้นเป็น 4.19%, เทมปัส เอไอ (Tempus AI: TEM) เพิ่มขึ้นเป็น 3.38% และยังคงถือ บีม เทอราพิวติกส์ (Beam Therapeutics: BEAM), ทวิสต์ ไบโอไซเอนซ์ (Twist Bioscience: TWST) และ เท็นเอ็กซ์ จีโนมิกส์ (10x Genomics: TXG) ในสัดส่วนสำคัญ
ในฝั่งฟินเทคและสินทรัพย์ดิจิทัล มีการเพิ่ม เซอร์เคิล อินเทอร์เน็ต กรุ๊ป (Circle Internet Group: CRCL) เป็น 3.35%, โรบินฮูด มาร์เก็ตส์ (Robinhood Markets: HOOD) เป็น 3.24% และ บูลลิช (Bullish) เป็น 1.82% ขณะที่ คอยน์เบส โกลบอล (Coinbase Global: COIN) ถูกลดลงเหลือ 3.22%
ภาพรวมจึงสะท้อนการหมุนภายในธีมสินทรัพย์ดิจิทัล มากกว่าการถอนตัวออกจากธีมนี้ โดยพอร์ตของ ARK กำลังขยับจากนวัตกรรมเชิงผู้บริโภค ไปสู่ AI Infrastructure, Digital Finance และ Biotech มากขึ้น
เรย์ ดาลิโอ: เพิ่ม AI เซมิคอนดักเตอร์ และสินทรัพย์เชิงโครงสร้าง
[caption id="attachment_247452" align="aligncenter" width="1000"]
ภาพจาก เฟซบุ๊ก Ray Dalio[/caption]
พอร์ตของ เรย์ ดาลิโอ ผ่าน บริดจ์วอเตอร์ แอสโซซิเอตส์ (Bridgewater Associates) ยังคงมีลักษณะกระจายความเสี่ยงแบบมหภาค โดย เอสพีดีอาร์ เอสแอนด์พี 500 อีทีเอฟ ทรัสต์ (SPDR S&P 500 ETF Trust: SPY) ยังเป็นอันดับหนึ่งที่ 12.67% แม้จำนวนหน่วยจะลดลงเล็กน้อย
ขณะที่ ไอเชียร์ส คอร์ เอสแอนด์พี 500 อีทีเอฟ (iShares Core S&P 500 ETF: IVV) ลดลงจาก 10.45% เหลือ 7.81% หลังลดจำนวนหน่วยกว่า 1.5 ล้านหน่วย สะท้อนว่า Bridgewater ยังใช้ ETF ดัชนีเป็นแกนหลักของพอร์ต แต่เริ่มจัดสรรเงินไปยังธีมเฉพาะมากขึ้น
ธีมที่เด่นที่สุดคือ AI และเซมิคอนดักเตอร์ โดย อเมซอน ดอทคอม (Amazon.com: AMZN) เพิ่มขึ้นเป็น 4.08% ของพอร์ต จาก 1.64% หลังเพิ่มหุ้นกว่า 2.44 ล้านหุ้น
ขณะที่ เอ็นวิเดีย (NVIDIA: NVDA) เพิ่มเป็น 3.65%, บรอดคอม (Broadcom: AVGO) เพิ่มเป็น 2.54%, ไมครอน เทคโนโลยี (Micron Technology: MU) เพิ่มเป็น 2.23% และเปิดสถานะใหม่ใน ไต้หวัน เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟกเจอริง (Taiwan Semiconductor Manufacturing Company: TSMC) ที่ 1.62%
นอกจากนี้ยังมี มาร์เวล เทคโนโลยี (Marvell Technology: MRVL), แอปพลายด์ แมทีเรียลส์ (Applied Materials: AMAT), เคแอลเอ คอร์ปอเรชัน (KLA Corporation: KLAC), อริสตา เน็ตเวิร์กส์ (Arista Networks: ANET), เซเลสติกา (Celestica: CLS) และ แอปเปิล (Apple: AAPL) ที่ถูกเพิ่มน้ำหนัก
ภาพรวมสะท้อนว่า ดาลิโอไม่ได้มอง AI ผ่านหุ้นเมกะแคปเพียงอย่างเดียว แต่ลงทุนครอบคลุมทั้งการออกแบบชิป หน่วยความจำ โรงงานผลิต เครื่องจักร เครือข่าย และฮาร์ดแวร์ในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด
ในอีกด้านหนึ่ง ดาลิโอลดน้ำหนักใน แลม รีเสิร์ช (Lam Research: LRCX), แอดวานซ์ ไมโคร ดีไวซ์ (Advanced Micro Devices: AMD), ออราเคิล (Oracle: ORCL) และ จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (Johnson & Johnson: JNJ)
แต่ยังคงถือ ไมโครซอฟท์ (Microsoft: MSFT), เมตา แพลตฟอร์มส์ (Meta Platforms: META) และ อัลฟาเบท (Alphabet: GOOGL)
นอกจากนี้ยังเพิ่ม นิวมอนต์ (Newmont: NEM) และ ยูเนียน แปซิฟิก (Union Pacific: UNP) รวมถึงถือ จีอี เวอร์โนวา (GE Vernova: GEV) ต่อเนื่อง
ภาพรวมของดาลิโอจึงสะท้อนสไตล์ที่ใช้ ETF เป็นแกนหลัก แต่เพิ่ม Satellite Positions ในธีม AI เซมิคอนดักเตอร์ พลังงาน ทองคำ และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้พอร์ตรับประโยชน์จากการเติบโตของเทคโนโลยี ขณะเดียวกันก็ยังมีสินทรัพย์ช่วยกระจายความเสี่ยง
จิม ไซมอนส์: โมเดล Quantitative Trading ยังเน้น Momentum และ Valuation
[caption id="attachment_247526" align="aligncenter" width="1228"]
ภาพจาก simonsfoundation.org[/caption]
พอร์ตของ จิม ไซมอนส์ ผ่าน เรอเนซองซ์ เทคโนโลยีส์ (Renaissance Technologies) มีลักษณะกระจายตัวสูง โดยหุ้นอันดับหนึ่งอย่าง ยูไนเต็ด เทอราพิวติกส์ (United Therapeutics: UTHR) มีน้ำหนักเพียง 1.66% ของพอร์ต
ตามด้วย พาลานเทียร์ เทคโนโลยีส์ (Palantir Technologies: PLTR) ที่ 1.60%, แอปเปิล (Apple: AAPL) ที่ 1.22%, คินรอส โกลด์ (Kinross Gold: KGC) ที่ 1.22% และ ไมครอน เทคโนโลยี (Micron Technology: MU) ที่ 1.14%
โครงสร้างนี้สะท้อนสไตล์การลงทุนเชิงปริมาณ ที่ไม่ได้พึ่งพาหุ้นไม่กี่ตัว แต่กระจายสถานะจำนวนมากตามสัญญาณของโมเดล
จุดที่น่าสนใจคือ Renaissance เพิ่มน้ำหนักใน แอปเปิล (Apple: AAPL) และเพิ่ม เอ็นวิเดีย (NVIDIA: NVDA) อย่างมาก โดยจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นกว่า 1.65 ล้านหุ้น
ขณะเดียวกันยังเพิ่ม คินรอส โกลด์ (Kinross Gold: KGC), เวอริไซน์ (VeriSign: VRSN), โรบินฮูด มาร์เก็ตส์ (Robinhood Markets: HOOD), ยูไนเต็ดเฮลธ์ กรุ๊ป (UnitedHealth Group: UNH), นิวโรไครน์ ไบโอไซเอนซ์ (Neurocrine Biosciences: NBIX), ลินเด (Linde: LIN) และ เวสเทิร์น ดิจิทัล (Western Digital: WDC)
อย่างไรก็ตาม พอร์ตไม่ได้ไล่ซื้อหุ้นเทคทั้งหมด โดย Renaissance ลด พาลานเทียร์ เทคโนโลยีส์ (Palantir Technologies: PLTR), ไมครอน เทคโนโลยี (Micron Technology: MU), อินเทล (Intel: INTC), แซนดิสก์ (SanDisk), คาร์วานา (Carvana: CVNA), เวย์แฟร์ (Wayfair: W) รวมถึงหุ้นเฮลธ์แคร์บางตัว
ภาพรวมของ จิม ไซมอนส์ จึงไม่ได้สะท้อนมุมมองเชิง Narrative แบบนักลงทุนทั่วไป แต่สะท้อนการหมุนพอร์ตตามข้อมูลและสัญญาณตลาด โดยยังคงมี Exposure ต่อ AI ผ่าน เอ็นวิเดีย (NVIDIA: NVDA), แอปเปิล (Apple: AAPL), พาลานเทียร์ เทคโนโลยีส์ (Palantir Technologies: PLTR) และหุ้นในกลุ่มหน่วยความจำและอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล
จอร์จ โซรอส: ลดหุ้นบิ๊กเทคฯ หมุนสู่ Industrial, Energy และ Power Infrastructure
[caption id="attachment_247454" align="aligncenter" width="1000"]
ภาพจาก georgesoros.com[/caption]
พอร์ตของ จอร์จ โซรอส ผ่าน โซรอส แคปิตอล แมเนจเมนต์ (Soros Capital Management) เปลี่ยนภาพอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน
อัลฟาเบท (Alphabet: GOOGL) ที่เคยมีน้ำหนักสูงถึง 20.29% ถูกลดลงเหลือเพียง 0.77% ขณะที่ บรอดคอม (Broadcom: AVGO) และ ไต้หวัน เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟกเจอริง (Taiwan Semiconductor Manufacturing Company: TSMC) ก็ถูกลดน้ำหนักลงอย่างมากเช่นกัน
การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนการลดเดิมจอร์จ โซรอส: ลดหุ้นบิ๊กเทคฯ หมุนสู่ Industrial, Energy และ Power Infrastructure
พอร์ตของ จอร์จ โซรอส ผ่าน โซรอส แคปิตอล แมเนจเมนต์ (Soros Capital Management) เปลี่ยนภาพอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน
อัลฟาเบท (Alphabet: GOOGL) ที่เคยมีน้ำหนักสูงถึง 20.29% ถูกลดลงเหลือเพียง 0.77% ขณะที่ บรอดคอม (Broadcom: AVGO) และ ไต้หวัน เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟกเจอริง (Taiwan Semiconductor Manufacturing Company: TSMC) ก็ถูกลดน้ำหนักลงอย่างมากเช่นกัน
การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนการลดเดิมพันใน Big Tech และ AI Semiconductor หลังจากก่อนหน้านี้ได้ประโยชน์จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มดังกล่าว
เงินลงทุนถูกหมุนเข้าสู่กลุ่มอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น โดย คอมฟอร์ต ซิสเต็มส์ ยูเอสเอ (Comfort Systems USA: FIX) เพิ่มขึ้นเป็น 7.09%, จีอี เวอร์โนวา (GE Vernova: GEV) เป็นสถานะใหม่ที่ 7.01%, แคตเตอร์พิลลาร์ (Caterpillar: CAT) เพิ่มเป็น 5.08% และ โมโตโรลา โซลูชันส์ (Motorola Solutions: MSI) เพิ่มเป็น 2.68%
นอกจากนี้ยังมี เอ็มคอร์ กรุ๊ป (Emcor Group: EME), ควอนตา เซอร์วิสเซส (Quanta Services: PWR) และ เจเนอแรค โฮลดิงส์ (Generac Holdings: GNRC) ในพอร์ตด้วย
ธีมดังกล่าวสะท้อนการมองไปยังบริษัทที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้า พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และงานก่อสร้างเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งอาจได้รับประโยชน์จากการลงทุนด้าน Data Center, Electrification และ Reshoring
กลุ่มพลังงานก็มีบทบาทมากขึ้น โดย โปรเพโทร โฮลดิงส์ (ProPetro Holding: PUMP) เพิ่มเป็น 6.84% ของพอร์ต และยังมี บลูม เอนเนอร์จี (Bloom Energy: BE) ที่ 2.24%
นอกจากนี้ โซรอสยังเพิ่มหรือถือหุ้นในกลุ่มผู้บริโภคและเฮลธ์แคร์หลายตัว เช่น อเมซอน ดอทคอม (Amazon.com: AMZN), อัลคอน (Alcon: ALC), ดานาเฮอร์ (Danaher: DHR), โลว์ส (Lowe’s: LOW), สตาร์บัคส์ (Starbucks: SBUX), โฮม ดีโปต์ (Home Depot: HD), โซเอทิส (Zoetis: ZTS), ไนกี้ (Nike: NKE), ทีเจเอ็กซ์ คอมพานีส์ (TJX Companies: TJX), เน็ตฟลิกซ์ (Netflix: NFLX) และ บุ๊กกิง โฮลดิงส์ (Booking Holdings: BKNG)
ภาพรวมของโซรอสในไตรมาสนี้จึงดูเหมือนการทำกำไรจาก AI และ Big Tech ก่อนหมุนเข้าสู่กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน อุตสาหกรรม และธุรกิจคุณภาพในเศรษฐกิจจริงที่มีมูลค่าน่าสนใจกว่า
หมายเหตุ : ข้อมูลจากแบบรายงาน Form 13F เป็นข้อมูลที่ผู้จัดการกองทุนยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) ทุกไตรมาส ภายใน 45 วันหลังสิ้นสุดไตรมาส ทำให้ข้อมูลมีความล่าช้าจากสถานการณ์จริง และพอร์ตลงทุนอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ณ เวลาที่เผยแพร่ข้อมูล (ข้อมูล ณวันที่ 19 พ.ค.2569)