Nvidia โตไม่หยุด! รายได้พุ่ง 85% แตะ 8.16 หมื่นล้านดอลลาร์ ประกาศยุค Agentic AI เริ่มแล้ว
Nvidia โตไม่หยุด! รายได้พุ่ง 85% แตะ 8.16 หมื่นล้านดอลลาร์ ประกาศยุค Agentic AI เริ่มแล้ว และการสร้าง AI Factory ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ พร้อมรุกตลาด CPU ชน Intel-AMD เต็มตัว
วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลา 23.14 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า บริษัท NVIDIA รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกของปีงบการเงินล่าสุดออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด ท่ามกลางกระแสการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ยังขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วโลก โดยบริษัทส่งสัญญาณชัดว่า ยุค Agentic AI ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนรอบใหม่ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
Nvidia มีกำไรต่อหุ้นแบบปรับปรุงแล้ว (Adjusted EPS) อยู่ที่ 1.87 ดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 1.76 ดอลลาร์ ขณะที่รายได้รวมพุ่งขึ้น 85% จากปีก่อน แตะ 8.162 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงกว่าคาดการณ์ของตลาดที่ 7.886 หมื่นล้านดอลลาร์
กำไรสุทธิของบริษัทเพิ่มขึ้นสู่ 4.296 หมื่นล้านดอลลาร์ จาก 1.88 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีก่อน หรือคิดเป็น 1.76 ดอลลาร์ต่อหุ้น เทียบกับ 76 เซนต์ต่อหุ้นในช่วงเดียวกันของปีก่อน
แม้ตัวเลขผลประกอบการจะออกมาดีกว่าคาด แต่ราคาหุ้น Nvidia กลับอ่อนตัวลงในการซื้อขายหลังปิดตลาด และมีแนวโน้มจะปรับตัวลงหลังประกาศงบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 เนื่องจากนักลงทุนจำนวนมากมองว่าตลาดตั้งความคาดหวังต่อบริษัทไว้สูงมากแล้ว
เจนเซน หวง ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Nvidia กล่าวว่า“นี่คือไตรมาสที่ไม่ธรรมดา ความต้องการพุ่งขึ้นแบบ parabolic” พร้อมระบุว่า “เหตุผลง่ายมาก เพราะ Agentic AI ได้มาถึงแล้ว”
เขาอธิบายว่า AI กำลังก้าวจากยุค chatbot ไปสู่ AI ที่สามารถทำงานเชิงรุก ตัดสินใจ และสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้จริง ส่งผลให้ทั่วโลกกำลังเร่งสร้าง AI Factory หรือโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่สำหรับรองรับ AI
หวงระบุว่า “โลกกำลังก่อสร้างระบบคอมพิวเตอร์ใหม่ทั้งหมดเพื่อรองรับ Agentic AI และ Robotic Physical AI และ Nvidia อยู่ตรงศูนย์กลางของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้”
ธุรกิจ Data Center ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ Nvidia ยังคงเติบโตอย่างรุนแรง โดยรายได้ในส่วนนี้เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวสู่ 7.52 หมื่นล้านดอลลาร์ คิดเป็น 92% ของรายได้ทั้งหมด และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 7.313 หมื่นล้านดอลลาร์
Nvidiaเปิดเผยว่า กลุ่มลูกค้า Hyperscalers หรือบริษัทคลาวด์ยักษ์ใหญ่ เช่น Amazon, Microsoft, Meta และ Google สร้างรายได้ให้บริษัทกว่า 38,000 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมด
ขณะที่อีกประมาณ 37,000 ล้านดอลลาร์ มาจากกลุ่มธุรกิจ AI Cloud, ภาคอุตสาหกรรม และองค์กรธุรกิจ ซึ่ง Nvidia เรียกรวมว่า ACIE โดยรายได้จาก AI Cloud เพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบรายปี
บริษัทระบุว่า ปัจจุบัน Nvidiaกำลังช่วยติดตั้งโครงสร้างพื้นฐาน AI ให้กับดาต้าเซ็นเตอร์มากกว่า 80 แห่งทั่วโลก ที่มีขนาดเกิน 10 เมกะวัตต์
ด้าน Colette Kress ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน (CFO) กล่าวว่า ราคาการเช่า GPU รุ่น H100 เพิ่มขึ้นกว่า 20% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ GPU รุ่น A100 เพิ่มขึ้นเกือบ 15% สะท้อนว่าความต้องการ AI Compute ยังสูงมาก
Nvidiaยังให้คาดการณ์รายได้ไตรมาสถัดไปที่ 9.1 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 8.684 หมื่นล้านดอลลาร์ แม้บริษัทจะยังไม่รวมรายได้จากจีนเข้าไปในประมาณการ เนื่องจากความไม่แน่นอนด้านมาตรการควบคุมการส่งออกชิปของสหรัฐ
จีนยังคงเป็นประเด็นสำคัญของNvidia เพราะก่อนหน้านี้ตลาดจีนเคยคิดเป็นมากกว่า 20% ของรายได้ดาต้าเซ็นเตอร์บริษัท แต่หลังรัฐบาลทรัมป์กำหนดให้การส่งออกชิป AI ไปจีนต้องขอใบอนุญาต ทำให้ Nvidia ถูกจำกัดการเข้าถึงตลาดดังกล่าว
แม้เจนเซน หวง จะเดินทางร่วมคณะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไปเยือนจีนเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าชิป H200 ของ Nvidia จะสามารถขายให้จีนได้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม Reuters รายงานว่า บริษัทจีนบางแห่ง เช่น Alibaba, Tencent, ByteDance และ JD.com ได้รับอนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐให้ซื้อชิป H200 บางส่วนแล้ว
อีกประเด็นสำคัญคือ Nvidiaกำลังรุกเข้าสู่ตลาด CPU อย่างจริงจัง โดยบริษัทประกาศว่า “ต้องการเป็นผู้ผลิต CPU รายใหญ่ที่สุดของโลก”
Kress กล่าวว่า CPU รุ่นใหม่ “Vera” จะเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่มูลค่ากว่า 200,000 ล้านดอลลาร์ และคาดว่าปีนี้ Nvidia จะมีรายได้จาก CPU ราว 20,000 ล้านดอลลาร์
ก่อนหน้านี้ Nvidiaเติบโตจาก GPU เป็นหลัก แต่เมื่อ AI ก้าวเข้าสู่ยุค inference และ Agentic AI ตลาด CPU เริ่มกลับมาสำคัญอีกครั้ง เพราะ AI จำนวนมากต้องการชิปที่เหมาะกับการประมวลผลเฉพาะทางมากขึ้น
Nvidiaยังเปิดตัวระบบ “Vera Rubin” ซึ่งเป็น AI rack-scale system รุ่นถัดไปจาก Grace Blackwell โดยหวงกล่าวว่า ระบบใหม่นี้อาจประสบความสำเร็จยิ่งกว่า Blackwell โดยระบบ Vera Rubin ประกอบด้วยชิ้นส่วนมากถึง 1.3 ล้านชิ้น ใช้ GPU Rubin 72 ตัว และ CPU Vera 36 ตัว พร้อมประสิทธิภาพต่อพลังงานสูงกว่ารุ่นก่อนถึง 10 เท่า
หวงระบุว่า Nvidia อาจเผชิญภาวะสินค้าขาดตลาดตลอดอายุผลิตภัณฑ์ของ Vera Rubin เพราะความต้องการใช้งาน inference AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
Nvidiaยังเปลี่ยนโครงสร้างการรายงานผลประกอบการใหม่ โดยแบ่งธุรกิจออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ Data Center และ Edge Computing
กลุ่ม Edge Computing จะรวมธุรกิจด้าน Agentic AI, Robotics, รถยนต์อัตโนมัติ, PC และเกมคอนโซล ซึ่งสร้างรายได้ 6.4 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 29% จากปีก่อน
การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนว่า Nvidiaต้องการให้ตลาดมองบริษัทในฐานะบริษัทโครงสร้างพื้นฐาน AI แบบครบวงจรมากกว่าจะเป็นเพียงผู้ผลิต GPU สำหรับเกม
อย่างไรก็ตาม Nvidiaเริ่มยอมรับว่าภูมิทัศน์การแข่งขันกำลังเปลี่ยนไป ในเอกสาร 10-Q บริษัทระบุว่า ลูกค้าหลายรายกำลังพัฒนาชิป AI ของตนเอง เช่น ASIC (Application-Specific Integrated Circuit) ซึ่งเป็นชิปเฉพาะทางที่อาจไม่จำเป็นต้องใช้ฟีเจอร์ครบทั้งหมดของ Nvidia
บริษัทอย่าง Google พัฒนา TPU ของตนเอง, Meta สร้างชิป AI ภายในบริษัท ขณะที่ Amazon และ Microsoft ก็เร่งพัฒนา AI silicon เช่นกัน
Nvidiaเตือนว่า หากแข่งขันไม่ได้ ความต้องการผลิตภัณฑ์อาจลดลง และอาจกระทบธุรกิจในระยะยาว
บริษัทหน้าใหม่อย่าง Cerebras Systems ก็กำลังถูกจับตามองมากขึ้น หลังเข้าตลาด Nasdaq อย่างร้อนแรง ด้วยจุดขายด้านชิป ASIC สำหรับ inference AI
ขณะเดียวกัน Nvidiaเองก็เริ่มเข้าสู่ตลาด ASIC หลังเข้าซื้อเทคโนโลยีของ Groq มูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์ และเปิดตัวชิป LPX ในงาน GTC เมื่อเดือนมีนาคม
แต่หวงยอมรับว่า ชิป LPX ของ Groq จะยังเป็นตลาดเฉพาะกลุ่มไปอีกระยะ เพราะเหมาะกับงาน latency ต่ำและ token rate สูงเท่านั้น
นอกจากนี้ Nvidiaยังเปิดเผยว่า บริษัทลงทุนรวม 1.86 หมื่นนล้านดอลลาร์ในบริษัทเอกชนและกองทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ภายในไตรมาสเดียว โดยบางส่วนเป็นบริษัทผู้พัฒนา AI model ซึ่งอาจกลายเป็นลูกค้าของ Nvidia ในอนาคต
ด้านผลตอบแทนผู้ถือหุ้น Nvidiaประกาศอนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนวงเงิน 80,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมเพิ่มเงินปันผลรายไตรมาสเป็น 25 เซนต์ต่อหุ้น จากเดิมเพียง 1 เซนต์
บริษัทสร้างกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ได้ถึง 4.86 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 3.49 หมื่นล้านดอลลาร์ในไตรมาสก่อน และ 2.61 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อปีก่อน
อีกประเด็นที่ Nvidiaกล่าวถึงคือผลกระทบจากสงครามอิหร่าน โดยบริษัทระบุว่า การดำเนินงานในอิสราเอล ซึ่งมีพนักงานราว 5,900 คน ยังไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ
แต่บริษัทเตือนว่า หากสงครามยกระดับหรือยืดเยื้อ อาจส่งผลต่อซัพพลายเชน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ รายได้ และสร้างความไม่แน่นอนทางธุรกิจในอนาคตได้
อ้างอิง : cnbc.com