โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Leviticus (2026) เมื่อความไม่ไว้ใจคือจุดเริ่มต้นความสยองขวัญในความสัมพันธ์

The MATTER

เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Entertainment

หลายครั้งที่ความหลอนในหนังสยองขวัญมีต้นตอมาจากปัญหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร เฉพาะอย่างยิ่ง ‘ตัวละครคู่รัก’ ซึ่งมักจะสร้างปัญหา จนก่อเป็นความฉิบหายที่นำพาให้ทุกตัวละครพบเจอกับจุดจบอันน่าสะพรึงกลัว หนังหลายเรื่องจึงดึงเอาแง่มุมความสัมพันธ์ที่พบเห็นได้ทั่วไปในหนังเฮอร์เรอร์ มาขยายความให้ลุ่มลึกมากขึ้นผ่านฌ็อง ‘โรแมนติกสยองขวัญ (Romantic Horror)’

หนังโรแมนติกสยองขวัญ เป็นการผสมผสานประเด็น ‘ความรัก’ กับ ‘ความสยองขวัญ’ เข้าไว้ด้วยกัน โดยไม่ได้เป็นเพียงหนังผีที่มีคู่รักเป็นตัวละครหลักเท่านั้น แต่อาจเป็นเรื่องราวที่ใช้ ‘ความรัก’ หรือ ‘ความสัมพันธ์’ เป็นแก่นเรื่อง และทำให้ความสยองกลายเป็นผลลัพธ์ของความสัมพันธ์นั้น ไม่ว่าจะเป็นความรักที่บิดเบี้ยว ความหมกมุ่น การสูญเสีย หรือความหวาดกลัวว่าจะไม่ได้รับความรักจากอีกฝ่าย

*มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของ 'Leviticus (2026)'

ประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้กำกับ อย่าง เอเดรีน เคียเรลลา (Adrian Chiarella) เลือกมาใช้สำหรับใน Leviticus (2026) ซึ่งเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ‘เนม’ รับบทโดย โจ เบิร์ด (Joe Bird) กับ ‘ไรอัน’ รับบทโดย สตาซี คลาวเซน (Stacy Clausen)** ที่มีความสัมพันธ์ลับๆ ในเมืองที่ถูกครอบงำไปด้วยความเชื่อทางศาสนาแบบสุดโต่ง การกระทำของทั้งคู่จึงถือเป็นเรื่องผิดบาปที่ไม่ควรได้รับการเปิดเผย

ทว่าวันหนึ่งเนมดันไปเห็นไรอันกำลังมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับเพื่อนชายอีกคนหนึ่ง ความรู้สึกบางอย่างจึงเริ่มผุดขึ้นมาในจิตใจ ซ้ำยังกระตุ้นให้เนมตัดสินใจนำเรื่องราวสุดฉาวนี้ไปบอกกับบาทหลวงประจำเมือง ทั้งไรอันและเพื่อนชายอีกคนจึงถูกนำมาทำพิธีกรรมประหลาดที่อ้างว่า ช่วยให้ทั้งคู่ปลอดภัยจากปีศาจนามว่าราคะที่กำลังกัดกินพวกเขาอยู่จากด้านใน

หลังจากพิธีกรรมจบสิ้นลง หายนะแท้จริงจึงบังเกิดขึ้น เมื่อเย็นวันหนึ่งเนมดันเห็นไรอันกำลังนัวเนียอยู่กับบางสิ่งที่เขาไม่สามารถมองเห็นได้ ด้วยความเคลือบแคลงใจ เนมจึงตัดสินใจไปหาเพื่อนชายอีกคนที่ถูกทำพิธีพร้อมกับไรอันเพื่อคลายความสงสัยของตัวเอง ระหว่างติดตามอีกฝ่าย เนมก็ดันไปเห็นฉากสุดสะพรึงที่เพื่อนชายคนนี้กำลังโดนบางสิ่งที่ไร้ตัวตนฉุดกระชากไปมาและลากหายเข้าไปในเงามืด ภาพหลอนนี้ทำให้เขาสติแตกขั้นสุด จนเผลอหลุดปากเรื่องความสัมพันธ์ของตัวเองกับไรอันออกไป ทำให้สุดท้ายเนมก็ถูกนำมาเข้าร่วมพิธีกรรมประหลาดแบบเดียวกับทั้ง 2 ซึ่งภายหลังวันทำพิธี เนมก็เริ่มเห็นไรอันปรากฏรอบตัวเขาบ่อยขึ้น แต่ไรอันคนนี้กลับจ้องจะเข้ามาทำร้ายเนมอย่างไร้สาเหตุ เจ้าสิ่งนี้จึงอาจเป็น ‘บางสิ่ง’ อันเป็นคำตอบที่เนมกำลังตามหา และมันก็อาจกำลังมาพรากชีวิตของเนมไปพร้อมกันด้วย**

**cr.IMDB

ความน่าสนใจของ Leviticus คือการร้อยเรียงเรื่องราวปัญหาความสัมพันธ์ของตัวละครคู่เกย์คู่หนึ่ง ขึ้นมาบนพื้นหลังที่เต็มไปด้วยบรรยากาศชวนหลอน ความแตกต่างที่ดูจะไม่ค่อยลงตัวเท่าไหร่นี้ กลับเป็นส่วนผสมที่ลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ โดยผู้ชมสามารถเห็นความพอดิบพอดีนี้ได้ตั้งแต่ฉากแรกของหนัง เมื่อเนมและไรอันอยู่ในทุ่งโล่งที่ยังพอมีสายตาผู้คนคอยสอดส่องอยู่บ้าง ทั้งคู่ก็ได้แสดงออกราวกับเพื่อนชายแท้ธรรมดาที่ชอบเล่นด้วยกันแบบรุนแรง แต่เมื่ออยู่กันตามลำพังในโรงสีร้าง ความเงียบงันก็ค่อยๆ เปลี่ยนให้ทั้งคู่เริ่มดูดดื่มกับความสัมพันธ์ลับๆ นี้ ผู้ชมอย่างเราก็อาจนึกว่าบรรยากาศความวังเวงคือตัวจุดไฟราคะของทั้งคู่ ทว่าความจริงแล้ว ไฟนั้นกลับถูกจุดมาตั้งแต่ด้านนอกที่ยังมีสายตาชาวเมืองจับจ้อง เพียงแค่พวกเขาเลือกแสดงออกมาผ่านความรุนแรงเท่านั้นเอง

การเปิดหนังด้วยฉากนี้ ถือเป็นวิธีที่กระตุ้นความอยากรู้เรื่องราวต่อไปของผู้ชมได้เป็นอย่างดี เพราะเราทราบกันดีว่าหากยังต้องอยู่ในเมืองนี้ต่อไป ความสัมพันธ์ของทั้งเนมและไรอันก็จะยังคงเป็นความลับอยู่เฉกเช่นเดิม ถึงอย่างนั้น ถ้าพวกเขาเลือกทางนี้แต่แรก หนังก็คงจบไปตั้งแต่ไม่ถึง 10 นาที หนังจึงมอบตัวเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้กันมาให้ทั้งคู่ นั่นคือ การกดดันให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถทนอยู่กับความลับนี้ไปได้ตลอด จนต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง

ไรอันจึงเลือกสานสัมพันธ์กับเพื่อนผู้ชายอีกคนไปในเวลาเดียวกัน เพราะในเมืองที่ทุกพื้นที่ถูกจับตามองอย่างเคร่งครัด และความสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกันคือเรื่องผิดบาป พื้นที่ปลอดภัยเดียวของเขาจึงมีแค่ตัวเขาเอง การสนองต่อความต้องการของตัวเองภายใต้แรงกดดัน จึงอาจเป็นทางออกเดียวที่พอจะช่วยให้ไรอันสามารถประคองตัวเองให้อยู่ในเมืองแห่งนี้ได้ต่อไป

แม้ตัวหนังจะไม่ได้บอกเราชัดเจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างไรอันกับเนมว่าอยู่ในระดับไหน แต่ถ้าต้องตัดสินผ่านมุมมองเชิงศีลธรรม การกระทำของไรอันจึงไม่ต่างอะไรจากการนอกใจ ฉะนั้น เมื่อมองได้ว่าไรอันทำผิด เหตุผลเท่านี้ก็อาจเพียงพอแล้วต่อการขับเคลื่อนความรู้สึกอิจฉา โกรธ หรือใดๆ ก็ตามของเนม จนทำให้เขาเลือกที่จะนำความลับนี้ไปบอกกับคนอื่นๆ จนนำไปสู่ความวายป่วงมากมายภายในเรื่อง

ความน่ากลัวของ Leviticus อาจไม่ใช่บรรยากาศหลอนหรือปีศาจที่ไร้ตัวตน หากแต่เป็นความกลัวที่จะไม่ถูกรักของเนมมากกว่า ซึ่งความกลัวนี้ได้ผลักดันให้เขาเลือกตอบสนองความรู้สึกตัวเอง ผ่านการใช้ ‘ศาสนา’ อันเป็นที่ยึดเหนี่ยวสูงสุดและหนึ่งเดียวของผู้คนในเมืองพิพากษาไรอัน

แน่นอนว่า เมืองที่ผู้คนแทบสูญสิ้นวิจารณญาณ และใช้เพียงศาสนานำทางความคิดเช่นนี้ มีเหรอจะนิ่งเฉยกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งคู่ถูกนำมาทำพิธีกรรมขับไล่กามารมณ์ต่อหน้าคนทั้งเมือง ทุกสายตาเริ่มจับจ้องไปที่ไรอันและเพื่อนผู้ชายอีกคน ทว่าปีศาจที่ถูกปลุกขึ้นมานี้ อาจไม่ได้มีแค่ปีศาจที่ลงทัณฑ์คนที่กระทำผิดต่อหลักศาสนาเท่านั้น หากยังมีปีศาจแห่งโทสะจากตัวของเนมที่ได้ลงมือใช้อารมณ์นำการกระทำของตัวเองไปก่อนหน้านี้แล้วด้วย**

**cr.IMDB

ตัดภาพมาตอนที่เนมพบความจริงว่า พิธีกรรมนั้นคือต้นเหตุที่ทำให้ไรอันและเพื่อนผู้ชายอีกคนต้องพบเจอกับเหตุการณ์ประหลาดจากบางสิ่งที่ตัวเนมมองไม่เห็น ภาพหลอนนี้บีบให้เขาสติแตกจนพลั่งพรู่ความรู้สึกทั้งหมดของตัวเองออกมา โดยเฉพาะความเป็นห่วงที่เขามีให้กับไรอัน ซึ่งน่าจะเป็นความรู้สึกที่จริงใจที่สุดที่เจ้าตัวเอ่ยออกมานับตั้งแต่หนังดำเนินเรื่องมา แต่ความจริงใจนี้แหละที่ทำให้เนมถูกนำมาทำพิธีเหมือนกับ 2 คนก่อนหน้า

วันถัดมาหลังจบพิธี เนมได้พบกับไรอันอีกครั้ง แต่ท่าทีของอีกฝ่ายกลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ยังไม่ทันได้เอ่ยคำใด ไรอันก็ดึงเนมเข้าไปจูบอย่างดูดดื่มโดยไม่สนใจว่านี่คือพื้นที่สาธารณะที่เต็มไปด้วยสายตาของผู้คน ความปรารถนาถูกปลุกขึ้นอีกครั้งทำให้เนมแทบขาดสติ ทว่าชั่วอึดใจต่อมา ไรอันกลับลงมือทำร้ายเขาจนร่างกระเด็นออกไป เมื่อได้สติ เนมจึงรีบวิ่งหนี ก่อนจะบังเอิญพบกับไรอันอีกคน ความสับสนที่เกิดขึ้นได้รับคำอธิบายจากหญิงสาวอีกหนึ่งในเมือง เธอเล่าว่าเคยมีเพื่อนที่มีความสัมพันธ์กับผู้หญิงและถูกนำเข้าพิธีกรรมเดียวกัน สุดท้ายหนึ่งในนั้นเสียชีวิต ส่วนอีกคนที่รอดมาได้ยืนยันว่า สิ่งที่ไล่ล่าและทำร้ายพวกเธอคือปีศาจที่แปลงร่างเป็นคนที่พวกเธอรักและผูกพันที่สุด ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ พี่น้อง เพื่อนสนิท หรือคนรัก อีกทั้ง เธอยังย้ำเตือนอีกว่า ปีศาจจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเมื่อเหยื่ออยู่ใกล้กับคนที่ตนรักตัวจริง

สำหรับเนม ปีศาจที่เขาเห็นก็คือไรอัน ซึ่งความสามารถในการแปลงกายของปีศาจไม่ได้ทำให้เนมรู้สึกหลอนเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ยังส่งต่อความหวาดระแวงมายังผู้ชมด้วย ทุกครั้งที่ไรอันโผล่เข้ามาในฉากแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย เราแทบไม่มีทางรู้เลยว่าคนตรงหน้าคือตัวจริงหรือปีศาจ การใช้ความสัมพันธ์เป็นจุดอ่อนให้ปีศาจเข้าทำร้ายมนุษย์จึงเป็นหนึ่งในประเด็นที่หนังหยิบมาใช้ได้อย่างน่าสนใจ เพราะเมื่อศัตรูไม่ได้อยู่ในร่างของสัตว์ประหลาดที่แยกออกจากมนุษย์อย่างชัดเจน ความสยองจึงไม่ได้เกิดขึ้นจากแค่ฉากตุ้งแช่ (Jump Scare) หรือบรรยากาศชวนขนลุก หากยังเกิดจากความคลางแคลงใจว่าคนตรงหน้าคือคนที่เรารักจริงๆ หรือเป็นปีศาจที่ปลอมตัวมา ความไม่แน่ใจนี้แหละที่ค่อยๆ สะสมความตึงเครียดจนผู้ชมเกิดความหลอน อันเป็นกลวิธีสำคัญของหนังแนวสยองขวัญ

ทั้งนี้ ประเด็นการปลอมตัวเป็นคนที่เรารักของปีศาจ ไม่ใช่แค่กลวิธีสร้างความหลอนของเรื่องเท่านั้น หากยังเป็นการนำเสนอถึงวิธีการทำลายความสัมพันธ์ของคนสองคน ด้วยการใช้ ‘ความไว้ใจ’ ซึ่งเป็นพื้นฐานของความสัมพันธ์ในการย้อนกลับมาทำลายทั้งคู่ จากเดิมที่ต่างฝ่ายต่างเป็นพื้นที่ปลอดภัยของกันและกัน ก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดระแวง เมื่อเป็นเช่นนั้น ความสัมพันธ์ก็เริ่มทลายลงไปเรื่อยๆ เพราะทุกสัมผัสจากอีกฝ่ายอาจเป็นกับดักที่พาไปสู่ความตายได้เสมอ

เหมือนกับในชีวิตจริงที่ความไม่ไว้วางใจกันคือต้นตอสำคัญของรอยร้าวในความสัมพันธ์ ทันทีที่เราเริ่มตั้งคำถามกับทุกคำพูด ทุกการกระทำ และทุกความรู้สึกของอีกฝ่าย ความรักก็จะค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความระแวง จนท้ายสุดความสัมพันธ์ก็อาจพังทลายลงโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีปีศาจเข้ามาเกี่ยวข้องเลย

ฉะนั้นแล้ว ความน่ากลัวที่แท้จริงของปีศาจอาจไม่ใช่การคร่าชีวิตผู้คน หากแต่เป็นการทำให้ความรักและความไว้วางใจค่อยๆ พังทลายลง จนผู้คนหันมาหวาดระแวงและทำร้ายกันเอง เพราะการทำลายความสัมพันธ์จากภายใน ย่อมง่ายกว่าการทำลายจากภายนอกเสมอ
Editorial Staff: Paranee Srikham**

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...