โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"กรณ์" ติงงบ 70 ไร้อนาคต ติดกับดักกฎหมาย แนะปฏิรูปโครงสร้างงบประเทศ ก่อนนักลงทุนหนี

Khaosod

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

"กรณ์" ติงงบ 70 ไร้อนาคต ติดกับดักกฎหมาย แนะรัฐบาลเอาจริงปฏิรูปโครงสร้างงบประเทศ ก่อนนักลงทุนย้ายหนี จี้คลังทบทวนภาษีนิติบุคคล แทนการรีดภาษี VAT-เงินได้บุคคล

เวลา 18.40 น.วันที่ 1 ก.ค.69 นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า โดยปกติเมื่อมีรัฐบาลใหม่ การแถลงนโยบายคือการนำเสนอแผน ส่วนการแถลงงบประมาณ คือการพิสูจน์ว่ารัฐบาลพร้อมที่จะทำตามแผนที่นำเสนอจริงหรือไม่ โดยเฉพาะกรณีที่เป็นงบประมาณชุดแรกของรัฐบาลใหม่ สามวันที่ผ่านมาที่เพื่อนสมาชิกอภิปรายถึงแนวทางการจัดสรรงบประมาณ ทำให้พวกเราสรุปได้ว่ามีความผิดหวังอย่างมาก และไม่คิดว่านโยบายปี 70 จะสามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบายที่รัฐบาลนำเสนอไว้ก่อนหน้านี้ได้ ประเด็นปัญหาในเรื่องของการจัดสรรงบมีมากมาย เช่น ยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหายาเสพติดสุดท้ายจัดสรรงบ 9,000 กว่าล้าน เกือบครึ่งเป็นการจัดสรรงบเพื่อการจัดงาน จัดอีเวนต์ หรืองบป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พบว่างบส่วนใหญ่มีการจัดสรรงบเพื่อบรรเทาและเยียวยา แต่งบที่ประชาชนรอคอยจริงๆ เพื่อป้องกันเขาจากภัยพิบัติกลับจัดสรรน้อยยมาก หรืองบท้องถิ่นเพื่อให้เขาดูแลตัวเองได้ก็ไม่มีการจัดสรร

นายกรณ์ กล่าวว่า สมาชิกฝ่ายค้านส่วนใหญ่อภิปรายถึงการจัดสรรงบว่ามีความสะเปะสะปะ ทั้งการจัดสรรงบประมาณเพื่อยกระดับชีวิตพี่น้องเกษตรกร การจัดงบเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นพิษ แม้แต่เพื่อนสมาชิกฝั่งรัฐบาล ไส้ในของการอภิปรายก็สะท้อนถึงความกังวลที่แต่ละคนมีต่อการจัดสรรงบประมาณ ดังนั้นงบประมาณปี 70 สะท้อนความไร้อนาคตจริงๆ นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหา ซึ่งตนอยากพูดถึงปัญหาระดับโครงสร้างของงบประมาณ ซึ่งปัญหาชั้นแรกตนไม่แน่ใจว่ารัฐบาลตระหนักถึงความเปราะบางของโครงสร้างมากน้อยแค่ไหน ที่ว่าเปราะบางในงบปี 70 งบรายจ่ายประจำเมื่อเทียบกับรายได้ของประเทศ 3 ล้านล้านบาทเท่ากัน นั่นหมายความว่าในงบประมาณปี 70 ทุกบาททุกสตางค์ที่ใช้ในการลงทุนต้องมาจากเงินกู้ นั่นหมายความว่าการลงทุนต้องมีความคุ้มค่า เพราะเงินกู้เราต้องคืนและระหว่างทางมีภาระดอกเบี้ยอีกต่างหาก ผลตอบแทนจากการลงทุนต้องดีพอแต่นั่นเป็นเพียงชั้นแรกของปัญหา

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ปัญหาของรัฐบาลระบบโครงสร้างงบประมาณของเราตอนนี้ เรากำลังติดกับดักกฎหมาย ติดกับดักโครงสร้างทางการคลัง กฎหมายมีอยู่สองกฎหมายที่มีผลกำกับวิธีการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล กฎหมายฉบับแรกคือ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง มาตรา 20 ระบุไว้ชัดรัฐบาลมีหน้าที่จะต้องจัดสรรงบประมาณอย่างน้อย 20% ของงบประมาณโดยรวมให้เป็นงบลงทุน นอกเหนือจากนั้นระบุไว้ว่างบลงทุนในแต่ละปีไม่สามารถจัดสรรได้น้อยกว่าเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล ขณะที่ พ.ร.บ.หนี้สาธารณะระบุว่ารัฐบาลไม่สามารถขาดดุลเกิน 20% ของงบประมาณได้ สะท้อนให้เห็นว่าเรารอดตัวไปในปี 70 ลงทุนพอดี และขาดดุลงบประมาณตามกรอบ แต่มีแนวโน้มโอกาสแค่ไหนที่ในอนาคต รายจ่ายประจำของรัฐบาลจะมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นมากกว่ารายได้ของรัฐบาล

นายกรณ์ กล่าวว่า โครงสร้างรายได้ของรัฐบาลย้อนหลัง 4-5 ปี คุณภาพการจัดเก็บภาษี เทียบกับเศรษฐกิจโดยรวมลดลงทุกปี จึงมีแนวโน้มที่ในปีหน้ารายจ่ายประจำของรัฐบาลจะมากกว่ารายได้ ทำให้ต้องมีการกู้เงิน เพื่อมารับรายจ่ายประจำในการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ จ่ายเบี้ยผู้สูงอายุ และจ่ายเงินกู้ เมื่อสถานะงบประมาณยังเป็นเช่นนี้ ทำให้ปัญหาที่ตามมาจะต้องออกพระราชกำหนดเงินกู้อีกครั้ง เพื่อจ่ายเงินเดือนข้าราชการ หรือชำระหนี้ และต้องกู้เช่นนี้ทุกปีและกู้เรื่อยๆ รวมถึงอาจต้องแก้พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง แก้ไขการกำหนดสัดส่วนงบประมาณ 20% ที่จะต้องนำเงินไปลงทุน หรือแก้กฎหมายงบประมาณ เพื่อให้รัฐบาลกู้ขาดดุลงบประมาณเท่าใดก็ได้ แต่ไม่ว่าจะเลือกทางใดประเทศจะเสียหายทั้งสิ้น นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศจะย้ายหนีทั้งหมด เงินบาทจะอ่อนค่า เงินเฟ้อจะสูงขึ้น ประชาชนจะเดือดร้อนกันทั่วหน้า ดังนั้นประเทศไทยมีปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจจริง และการจัดทำงบประมาณแบบปีที่ผ่านมาไม่ตอบโจทย์ประเทศแล้ว ฉะนั้นรัฐบาลจะต้องไม่ทำตัวเหมือนทองไม่รู้ร้อน

นายกรณ์ กล่าวอีกว่า ที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตั้งเป้าจะพาประเทศไทยไปสู่ประเทศรายได้สูงใน 12 ปี ซึ่งรัฐบาลจะต้องลงทุน 30% ของงบประมาณนั้น ตนก็คล้อยตาม แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าในปีนี้แค่ 20% ก็แทบไม่มีเงินแล้ว และ 30% รัฐมนตรีฯ จะทำอย่างไร รวมถึงรัฐบาลยังตั้งเป้าพาประเทศไทยเป็นสมาชิก OECD ในปี 2571 ซึ่งเงื่อนไขการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลจะต้องอยู่ที่ 35% ของ GDP แต่ประเทศไทยยังห่างไกลมาก ซึ่งตนมั่นใจว่าประเทศไทยทำได้ แต่ไม่ได้ด้วยรัฐบาลดำเนินการอยู่ หรือการตราพระราชกำหนดเงินกู้หรือโอนงบประมาณ

ส่วนแผนของกระทรวงการคลังในการหารายได้ให้ประเทศด้วยการปฏิรูปภาษี ที่จะทำให้ประเทศมีรายได้กว่า 440,000 ล้านบาทต่อปี แต่ 90% มาจากการเพิ่มภาษี VAT และที่เหลือมาจากภาษีรายได้ส่วนบุคคล ดังนั้นภาระจึงไปตกที่ประชาชนโดยไม่มีการกล่าวถึงรายได้นิติบุคคล เรียกร้องให้รัฐบาลกลับมาทบทวนอัตราภาษีนิติบุคคลที่เหมาะสม เพราะที่ผ่านมา 10 ปีมีการลดอัตราภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 20% โดยไม่มีแผนรองรับ ถือเป็นเรื่องที่ล้มเหลวที่สุดของกระทรวงการคลัง ทำให้ประเทศเสียรายได้ให้กับประชากรที่ร่ำรวย และนายทุนที่ถือหุ้นในประเทศโดยที่คนไทยไม่ได้อะไรเลย และอัตรา 20% ยังจัดเก็บได้จริงไม่เกิน 5%

“รัฐบาลจะต้องแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รับชั่น เพราะถ้าไม่แก้ไขปัญหานี้ การจัดเก็บภาษีก็จะเก็บไม่ได้ อย่างกรณีการสำรวจความเห็นของประชาชน ที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร.สำรวจหน่วยงานราชการหน่วยใดเรียกเก็บส่วยมากที่สุด โดยกรมสรรพากรและกรมสรรพสามิต ของกระทรวงการคลัง ติดอันดับด้วย ดังนั้นจึงไม่แปลกใจว่าเหตุใดการจัดเก็บภาษีจึงลดลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จึงเรียกร้องให้รัฐบาลมีความจริงใจและจริงจังในการปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณของประเทศ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์พร้อมให้ความร่วมมือ“ นายกรณ์ ระบุ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : "กรณ์" ติงงบ 70 ไร้อนาคต ติดกับดักกฎหมาย แนะปฏิรูปโครงสร้างงบประเทศ ก่อนนักลงทุนหนี

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...