‘บอร์ดบัตรสวัสดิการรัฐ’เคาะคัดกรอง19.15ล้านราย ก่อนชงครม.-ประกาศชื่อ17ก.ค.นี้
‘เอกนิติ’ เผยที่ประชุมบอร์ดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไฟเขียวเริ่มคัดกรอง 19.15 ล้านราย ก่อนสรุปตัวเลขผู้ได้รับสิทธิถือบัตรคนจนรอบใหม่ ลั่นไม่มีล็อกโควตา ยืนยันต้องการช่วยเหลือคนจนจริง ๆ ปักธงชง ครม. 14 ก.ค. พร้อมประกาศรายชื่ีอ 17 ก.ค. 69
4 ก.ค. 69 - นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการประชารัฐฯ เมื่อวันที่ 3 ก.ค 2569 ได้มีมติเห็นชอบ 3 วาระสำคัญ ได้แก่ 1. เห็นชอบให้นำรายชื่อผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมที่มายืนยันสิทธิ 12.7 ล้านราย จากทั้งหมด 13.18 ล้านราย มาคัดกรองตามเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ เนื่องจากผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในส่วนนี้ไม่ได้มีการทบทวนมากว่า 5 ปีแล้ว ซึ่งอาจจะมีข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เช่น บางรายเสียชีวิต บางรายมีรายได้ดีขึ้น
ทั้งนี้ ให้มีการนำข้อสังเกตต่าง ๆ ของภาคสังคม รวมถึงเรื่องเกณฑ์การหักลดหย่อนภาษีมาพิจารณาร่วมด้วย ก่อนนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในวันที่ 14 ก.ค. 2569
2.เห็นชอบให้นำรายชื่อกลุ่มเปราะบางจากฐานข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จำนวน 1.04 ล้านราย มาคัดกรองตามเกณฑ์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ และ 3. เห็นชอบให้นำรายชื่อกลุ่มตกหล่นจากการลงพื้นที่สำรวจของกระทรวงมหาดไทย จำนวน 5.4 ล้านราย เข้าสู่กระบวนการคัดกรองตามเกณฑ์ของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ด้วย โดยรายชื่อในส่วนนี้เป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการนำรายชื่อผู้ตกหล่นเข้ามาอยู่ในระบบสวัสดิการของรัฐมากที่สุด
อย่างไรก็ดี คณะกรรมการประชารัฐฯ จะใช้เวลาในการกลั่นกรองระยะหนึ่ง และจะมีการประชุมเพื่อเสนอให้คณะกรรมการประชารัฐฯ พิจารณาเห็นชอบอีกครั้ง ก่อนจะเสนอให้ที่ประชุม ครม. พิจารณาได้ไม่เกินวันที่ 14 ก.ค. นี้ ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการประกาศรายชื่อผู้ได้สิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ในวันที่ 17 ก.ค.2569
“จะนำรายชื่อผู้ที่ลงทะเบียนในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ จำนวน 19.15 ล้านคน มาพิจารณากลั่นกรองตามเกณฑ์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยยืนยันว่ากระทรวงการคลังไม่กำหนดกรอบจำนวนผู้ได้รับสิทธิว่าจะต้องมีจำนวนกี่ราย เนื่องจากต้องการช่วยเหลือกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ระบุ.