PTT กำไร 2.5 หมื่นล้าน Q2 ท้าทายสต๊อกลอส
#PTT #ทันหุ้น – ปตท.กำไรไตรมาส 1/69 ที่ 2.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.4% สต๊อกน้ำมันหนุน ธุรกิจก๊าซกำไรเพิ่มตามโครงสร้างใหม่ รับไตรมาส 2/69 สุดท้าทายเศรษฐกิจชะลอเสี่ยงรับรู้ผลขาดทุนสต๊อกน้ำมันถ้าสถานการณ์คลี่คลาย ส่วนการลดดีเซลหน้าโรงกลั่นกระทบ 6,470 ล้านบาท สำรองสภาพคล่องรับความท้าทาย 2.3 แสนล้านบาท
นางสาวภัทรลดา สง่าแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ25,738 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) โดย EBITDA ของกลุ่มเติบโต 22.6% มาอยู่ที่ 115,879 ล้านบาท โดย ปตท. มีรายได้จากการขายจำนวน 718,729 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.6% YoY และ 12.6% QoQ สำหรับสาเหตุที่ทำให้กำไรเพิ่มขึ้นมาจาก กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ที่ผลการดำเนินงานปรับตัวเพิ่ม เนื่องจากธุรกิจการกลั่นได้รับอานิสงส์จากค่าการกลั่นอ้างอิงตลาด (Market GRM) ที่เพิ่มขึ้น และปริมาณขายที่สูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีกำไรจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Gain) และการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในไตรมาสนี้มีกำไรประมาณ 46,000 ล้านบาท ขณะที่ช่วงเดียวกันของปี 2568 มีกำไรเพียง1,500 ล้านบาท ธุรกิจปิโตรเคมีเพิ่มขึ้น ตามส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบ และ ปริมาณขายของกลุ่มอะโรเมติกส์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น
ขณะที่กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงแยกก๊าซ ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น เนื่องจากต้นทุนค่าก๊าซ ปรับลดลงจากการปรับโครงสร้างราคาก๊าซ ใหม่ (Single Pool) ที่เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ทำให้โรงแยกก๊าซ กลับไปใช้ต้นทุนราคาก๊าซในอ่าวไทย ซึ่งต่ำกว่าเดิม ดังนั้นรายได้จะหดตัว 4.4% YoY จากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงตามราคา Pool Gas แต่ในแง่กำไรกลับดีขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจโรงแยกก๊าซ ที่ได้อานิสงส์จากโครงสร้างราคาก๊าซใหม่
กลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) มีกำไรเพิ่มขึ้นตามรายได้จากการขายที่สูงขึ้น และค่าเสื่อมราคาที่ลดลงจากการปรับลดประมาณการค่าใช้จ่ายรื้อถอน ขณะเดียวกันต้นทุนทางการเงินลดลง จากการจ่ายชำระคืนเงินกู้และซื้อคืนหุ้นกู้ของ PTTGC ทำให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายลดลง ธุรกิจน้ำมันและการค้าปลีก (OR) รายได้ลดลงเล็กน้อย 3.4% YoY แต่ธุรกิจ Non-oil ยังคงขยายตัวได้ดีจากการเพิ่มสาขาร้านอาหารและเครื่องดื่ม
@ไตรมาส 2 สุดท้าทาย
สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ในไตรมาส 2/2569 เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 1 เนื่องจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลผ่าน 3 ช่องทางหลัก คือ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นซึ่งฉุดกำลังซื้อ, แรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากการขอขึ้นค่าแรงเพื่อชดเชยค่าครองชีพ และภาวะ “ปิดรับความเสี่ยง” (Risk-off) ในตลาดการเงินโลกที่อาจทำให้เงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ เศรษฐกิจไทย คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงเช่นกันจากต้นทุนการผลิตและขนส่งที่พุ่งสูงตามราคาพลังงาน นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวอาจได้รับผลกระทบจากความกังวลด้านความปลอดภัยและเที่ยวบินที่ลดลง ขณะที่การส่งออกยังมีความเสี่ยงจากนโยบายภาษีของสหรัฐ
ส่วนราคาน้ำมันดิบและค่าการกลั่น คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบจะเคลื่อนไหวในระดับสูงที่82-92 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยมีค่าการกลั่นอ้างอิงสิงคโปร์เฉลี่ยที่12.5-13.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก๊าซธรรมชาติ (LNG) ราคา Spot LNG มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องที่ 16.5–19.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู เนื่องจากอุปทานโลกยังตึงตัวจากการที่การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังอยู่ในระดับต่ำ ก๊าซหุงต้ม (Propane) คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ในกรอบ 630–730 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน จากอุปทานในตะวันออกกลางที่หายไปกว่า 30% ของการส่งออกโลกหลังการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ธุรกิจปิโตรเคมี ราคาผลิตภัณฑ์สายโอเลฟินส์และอะโรเมติกส์มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบ (แนฟทา) แต่การปรับขึ้นยังมีข้อจำกัดจากภาวะอุปทานส่วนเกิน(Oversupply) และความต้องการปลายทางที่ฟื้นตัวช้า
โดย ปตท. ประเมินผลกระทบจากการปฏิบัติตามมาตรการรัฐในการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นแบบขั้นบันไดในช่วงเดือน เมษายน – พฤษภาคม 2569 เป็นจำนวนเงินสูงถึง 6,470 ล้านบาท รวมถึงมีความเสี่ยงจากการรับรู้ผลขาดทุนสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) หากสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลายและราคาน้ำมันดิบปรับลดลงอย่างรวดเร็ว ธุรกิจโรงกลั่นของกลุ่มอาจต้องบันทึกขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันในไตรมาสนี้ทันที
ทั้งนี้ความผันผวนของราคาพลังงานทำให้กลุ่ม ปตท. ต้องสำรองสภาพคล่องเพิ่มเติมกว่า 230,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการวางหลักประกันซื้อขายน้ำมัน และเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งจะกดดันต้นทุนทางการเงินในระยะสั้น