โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

มหากาพย์น้ำอีอีซี ความร่วมมือ “EASTW-วงษ์สยาม”

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 29 พ.ย. 2566 เวลา 13.44 น. • เผยแพร่ 29 พ.ย. 2566 เวลา 23.14 น.
นายเชิดชาย ปิติวัชรากุล

สัมภาษณ์

การบริหารจัดการน้ำในภาคตะวันออก ภายหลังการเปิดประมูล โครงการบริหารและดำเนินการระบบท่อส่งน้ำสายหลักในภาคตะวันออกของคณะกรรมการที่ราชพัสดุ ส่งผลให้มีการเปลี่ยนมือผู้บริหารจัดการ จากบริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ Eastwater ซึ่งดำเนินการบริหารจัดการน้ำมา 30 ปี มาเป็นผู้ชนะการประมูลรายใหม่คือ บริษัทวงษ์สยามก่อสร้าง ได้สร้างความกังวลให้กับผู้ใช้น้ำ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในช่วงรอยต่อ ทั้งการขาดแคลนน้ำ ความสามารถในการจัดหาน้ำและส่งน้ำให้กับผู้ประกอบการ และยังนำมาซึ่งข้อพิพาทระหว่างผู้บริหารจัดการน้ำรายเก่า (Eastwater) กับกรมธนารักษ์ ในส่วนของการคัดเลือกผู้บริหารและดำเนินการระบบท่อส่งน้ำ ที่มีการพิจารณาคดีอยู่ในศาลปกครอง

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ นายเชิดชาย ปิติวัชรากุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก (EASTW) ภายหลัง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ติดตามระบบบริหารจัดการน้ำในภาคตะวันออกเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน พร้อมกับเป็น “คนกลาง” ไกล่เกลี่ยปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่าง Eastwater กับบริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง อดีตผู้รับเหมาของ Eastwater ให้ร่วมมือกันในการจัดการน้ำภาคตะวันออก

ข้อพิพาทเรื่องการประมูล

บริษัท Eastwater เกิดขึ้นในปี 2535 สมัยนายกฯอานันท์ ตอนนั้นในภาคตะวันออกมีโครงการเร่งด่วน 2 โครงการ คือ สนามบินอู่ตะเภา กับโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด ก็จะให้ภาคเอกชนดำเนินการ ปรากฏมีการหยิบยกเรื่องน้ำขึ้นมาจากการที่มีผู้ให้บริการหลายราย ไม่ว่าจะเป็น การนิคมอุตสาหกรรม การประปา กรมชลประทาน จะไปขอใช้น้ำจากใคร จึงมีการตั้งหน่วยงานกลางขึ้นมาก็คือ Eastwater

โดยการประปาส่วนภูมิภาคถือหุ้นเบื้องต้น 100% เพื่อเป็น “คนกลาง” ในการขออนุญาตใช้น้ำโดยเท่าเทียมและไม่มีข้อจำกัด และบริษัทจะต้องมีการลงทุนท่อเพิ่มเติมตาม demand ที่เพิ่มขึ้น โดยเราเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯเมื่อปี 2540 โดยตลอดระยะเวลา 30 ปี เราลงทุนไปแล้วประมาณ 20,000 ล้านบาท

ทีนี้ทำไมถึงมีบริษัทอื่นสนใจที่จะเข้ามาบริหารจัดการน้ำในภาคตะวันออกแทนเรา ก็เพราะมันหมดสัญญา 30 ปี จากเดิมที่รัฐบาลในอดีตมอบให้ กรมชลประทาน-กรมโยธาธิการฯ-การนิคมอุตสาหกรรม ต้องโอนทรัพย์สินทั้งหมดไปมอบให้กับ กรมธนารักษ์ และให้กรมธนารักษ์นำทรัพย์สินเหล่านั้น (ท่อส่งน้ำ+ระบบ) มาทำสัญญาเช่ากับ Eastwater 30 ปี หรือจาก 1 มกราคม 2537 สิ้นสุด 31 ธันวาคม 2566 ก็คือสิ้นปีนี้

โดยทางกรมธนารักษ์ได้จ้างที่ปรึกษาจะต่อสัญญาหรือจะเปิดประมูลใหม่ ทั้ง ๆ ที่มีมติ ครม.อยู่แล้วให้ Eastwater เป็นผู้บริหารจัดการน้ำภาคตะวันออก โดยที่มติ ครม.ก็ไม่มีการกำหนดระยะเวลาไว้

เบื้องต้นผลการศึกษามีแนวโน้มว่า จะต่อสัญญากับ Eastwater เพราะโครงข่ายท่อส่งน้ำเดิมเป็นโครงข่ายท่อสายหลักที่มี Eastwater มีส่วนร่วม ถ้าท่อส่งน้ำสายหลักถูกตัดออกไปก็จะไม่สมบูรณ์ แต่ภายหลังไม่รู้เกิดอะไรขึ้น ทางกรมให้เอาท่อส่งน้ำสายหลักทั้งหมดกลับมาเปิดประมูลใหม่ แต่การคัดเลือกนั้น “มันไม่เป็นธรรมกับเรา” ประมูลครั้งที่ 1 เราชนะ แต่กรมธนารักษ์มาประกาศยกเลิก อ้างว่า TOR ไม่ชัดเจน

แล้วเปิดประมูลใหม่เป็นครั้งที่ 2 ภายในเวลา 14 วัน แต่เปลี่ยนกติกาใหม่เป็นให้เอาผลตอบแทนมาคิดอย่างเดียว ไม่รวมคะแนนด้านเทคนิคเหมือนรอบแรก คุณคิดดูเราวางโครงข่ายระบบท่อมา 30 ปี มีต้นทุนตรงนี้ ผู้เข้าประมูลใหม่เค้าไม่มีต้นทุนในส่วนนี้ก็เสนอผลตอบแทนชนะเรา เค้าให้รัฐ 27% Eastwater 25% ราคาต่างกันนิดเดียว เราเห็นว่ามันไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายที่ไปล้มการประมูลครั้งที่ 1 ก็ยื่นฟ้องศาลปกครอง ตอนนี้ปิดคดีไปแล้ว รอผลการตัดสินของศาลอย่างเดียว

เร่งวางท่อส่งน้ำทดแทน

อย่างไรก็ตาม Eastwater มีการประเมินไว้เป็นกรณีแย่สุด การดำเนินคดีในศาลปกครองก็ว่ากันไป ถ้าเราแพ้หมายความว่า เราต้องมีการก่อสร้างวางท่อใหม่เพื่อทดแทนระบบท่อส่งน้ำเดิมของกรมธนารักษ์ ซึ่งปัจจุบันส่งมอบให้กับบริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง ไปเมื่อเดือนเมษายนไปแล้ว(ท่อส่งน้ำหนองปลาไหล-หนองค้อ กับท่อส่งน้ำหนองค้อ-แหลมฉบัง (ระยะที่ 2) โดยท่อใหม่ที่เราดำเนินการก่อสร้างใหม่จะมีอยู่ 3 เส้นท่อ ได้แก่ 1) โครงการท่อส่งน้ำดิบหนองปลาไหล-หนองค้อ-แหลมฉบัง ในพื้นที่จังหวัดระยองและชลบุรี

2) โครงการท่อส่งน้ำดิบคลองหลวง จังหวัดชลบุรี เพื่อเพิ่มศักยภาพในการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลทร มายังอ่างเก็บน้ำหนองค้อ ปัจจุบันท่อเส้นนี้ก่อสร้างเสร็จแล้ว แต่ยังติดอยู่กับการขอใช้พื้นที่ของกรมธนารักษ์อยู่ และ 3) โครงการท่อส่งน้ำดิบมาบตาพุด-สัตหีบ ความยาว 27 กม. โดยจะเชื่อมต่อระบบท่อส่งน้ำดิบหนองปลาไหล-มาบตาพุด เส้นที่ 2 ท่อใหม่นี้จะสามารถส่งน้ำได้วันละ 350,000 ลบ.ม. เทียบกับท่อของกรมธนารักษ์เดิมที่ส่งน้ำได้วันละ 200,000 ลบ.ม. หรือเพิ่มขึ้น 75% ทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายในปี 2569 แต่ถ้าเราชนะคดีในศาลปกครองก็จะกลับไปใช้ผลการประมูลครั้งที่ 1 เหมือนเดิม

ปัญหา Eastwater กับวงษ์สยามฯ

เราไม่ได้มีปัญหากับบริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง แต่มีปัญหากับกรมธนารักษ์ ในส่วนของการเปิดประมูลใหม่ (รอบที่ 2) ในเรื่องของความชอบด้วยกฎหมาย Eastwater ไม่ได้มีประเด็นปัญหาอะไรกับการที่จะมีผู้บริหารจัดการน้ำในภาคตะวันออก 2 ราย แต่การบริหารจัดการน้ำจะต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติ ตอนนี้เข้าใจว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ท่อส่งน้ำ เพราะเราส่งมอบท่อคืนให้กับกรมธนารักษ์ไปแล้ว 2 เส้นท่อ เหลืออีก 1 เส้นท่อที่จะหมดสัญญาในเดือนธันวาคมปีนี้

ปัญหาที่กังวลกันตอนนี้ก็คือ น้ำ การได้รับการจัดสรรน้ำจากอ่างต้องได้รับอนุญาต มีใบอนุญาตจัดสรรน้ำถูกต้อง ซึ่งเราได้รับการจัดสรรน้ำ (โควตาน้ำ) จนถึงปี 2570 ในส่วนนี้ กรมชลประทานจะเป็นผู้พิจารณาว่า ในแต่ละอ่างจะมีปริมาณน้ำจัดสรรคงเหลือให้กับผู้ขอจัดสรรรายใหม่เพียงพอหรือไม่ ซึ่งตามปกติจะจัดสรรโดยดูค่าเฉลี่ยจาก 100% ไม่ได้
จัดสรรเป็นรายปี

ส่วนที่ท่านนายกฯลงพื้นที่ และมีการจับมือไกล่เกลี่ยระหว่างเรา กับบริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง นั้น ท่านนายกฯอยากจะให้มีความร่วมมือโดยเอาผุู้ใช้น้ำเป็นศูนย์กลาง ผู้ใช้น้ำไม่ควรจะได้รับผลกระทบ นักลงทุนต้องได้รับความเชื่อมั่นในเรื่องน้ำ เนื่องจากทั้ง Eastwater ในฐานะบริษัทลูกของการประปาภูมิภาค กับบริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง ในฐานะผู้บริการจัดการน้ำรายใหม่ของกรมธนารักษ์ ล้วนแล้วแต่อยู่ในการกำกับดูแลของรัฐบาลตามสัญญาที่ทำเอาไว้ ดังนั้นควรมีความร่วมมือกัน ไม่ให้เกิดการขาดแคลนน้ำหรือมีการหยุดชะงักในเรื่องของการจ่ายน้ำ

เราก็ OK ในหลักการนี้ ถือเป็นเรื่องที่ดี ที่ผ่านมาเราส่งมอบท่อคืนให้กับกรมธนารักษ์ 2 เส้นท่อ ตั้งแต่เดือนเมษายน ในช่วงรอยต่อเราก็ให้การสนับสนุนเต็มที่ ไม่ว่าจะในระบบสำรองหรือใช้ระบบท่อขนานกันไป เพื่อให้ run ต่อไปได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้น้ำใน EEC ทีนี้ความร่วมมือ 2 ฝ่ายคืออะไร ยกตัวอย่าง บางท่อมีปัญหาก็อาจจะต้องเฉลี่ยส่งน้ำกัน จ่ายน้ำทดแทนกันได้ในบางครั้ง

ซึ่งข้อตกลงนี้ทางเรากับวงษ์สยามฯจะต้องพูดคุยกัน ตอนนี้เป็นการพูดกันในหลักการเอาผู้ใช้น้ำเป็นตัวตั้ง มีท่อส่งน้ำไปแล้ว แต่ไม่ได้รับการจัดสรรน้ำหรือน้ำไม่พอ ทางเราอาจจะต้องหาน้ำมาใส่ ในทางกลับกันถ้าน้ำเราไม่พอก็จะต้องให้วงษ์สยามฯส่งน้ำให้ เพราะระบบโครงข่ายยังไม่สมบูรณ์ จะต้องมีการช่วยกัน มีปัญหาผมส่งให้คุณ หรือคุณส่งให้ผม ภายใต้เงื่อนไขทางการค้า ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือจะต้องไปคุยกันเอง นี่คือหลักการในวันนั้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...