สสวท.แนะวิธีเพิ่มแต้ม PISA ปรับวิธีออกข้อสอบ ตั้งคำถามสังเคราะห์ อบรม น.ร.ทำข้อสอบผ่านคอมพ์ให้ชิน
ผู้บริหาร สสวท.แนะยกผลคะแนน PISA 2025 ต้องปรับกระบวนการออกข้อสอบใน ร.ร.-ระดับชาติ เน้นตั้งคำถามให้คิด-วิเคราะห์-สังเคราะห์ หนุนเด็กไทยเข้าถึงอุปกรณ์-สื่อ ใช้เรียนรู้ตลอดเวลา ดึง ร.ร.จุฬาภรณ์ฯ ช่วยอบรม น.ร.เครือข่ายทำข้อสอบผ่านคอมพ์ให้ชิน เปลี่ยนครูเป็นโค้ช สร้างจิตสำนึกเด็กไทยเห็นความสำคัญการทำข้อสอบ PISA
จากกรณีที่สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้รายงานผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ PISA ปี 2022 ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD มีนักเรียนเข้าร่วมการประเมินประมาณ 690,000 คน ถือว่าเป็นตัวแทนของนักเรียนอายุ 15 ปี ประมาณ 29 ล้านคน จาก 81 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ สำหรับผลการประเมิน PISA 2022 ของไทย พบว่า คะแนนเฉลี่ยด้านคณิตศาสตร์ 394 คะแนน ด้านวิทยาศาสตร์ 409 คะแนน และด้านการอ่าน 379 คะแนน ซึ่งทุกวิชามีผลคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD โดยคะแนนเฉลี่ยด้านคณิตศาสตร์ 472 คะแนน ด้านวิทยาศาสตร์ 485 คะแนน และการอ่าน 476 คะแนน ซึ่งนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี แสดงความเป็นห่วง และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแล ขณะที่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ตั้งนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ.เป็นประธานคณะทำงานหาแนวทางแก้ปัญหา และยกระดับผลการสอบ PISA 2025 โดยตั้งเป้าว่าจะต้องได้คะแนนอย่างน้อยเท่ากับผลการสอบ PISA 2018 นั้น
เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม นายสุเทพ เปิดเผยว่า ยังไม่ได้รับหนังสือแต่งตั้งเป็นคณะทำงานวิเคราะห์และแก้ปัญหาผลสอบ PISA อย่างเป็นทางการ โดยที่ประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ.ที่มี พล.ต.อ.เพิ่มพูน เป็นประธาน เมื่อเร็วๆ นี้ ได้หารือเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำเสนอปัญหา และหาแนวทางแก้ไข โดยย้ำว่าการสอบ PISA รอบต่อไปที่จะมีขึ้นในปี 2025 ผลการประเมินจะต้องดีขึ้น ดังนั้น คงต้องเร่งวางแนวทางแก้ปัญหา ซึ่งเร็วๆ นี้ น่าจะมีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
“อย่างไรก็ตาม ผลประเมินภาพรวมทุกประเทศถือว่าต่ำลงเช่นกัน ไม่ใช่แค่ไทย ส่วนหนึ่งเพราะผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ดังนั้น หากจะให้ผลการประเมิน PISA ในรอบต่อไปดีขึ้น ต้องเริ่มพัฒนาการจัดการเรียนการสอน เน้นการอ่าน และการคิดวิเคราะห์ให้มากขึ้น” นายสุเทพ กล่าว
รศ.ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการ สสวท.กล่าวว่า เรื่องแรกคือไม่ได้มีเพียงไทยประเทศเดียวที่ผลการประเมิน PISA ต่ำสุดในรอบ 20 ปี แต่เกิดขึ้นกับทุกประเทศทั่วโลก รวมถึง ประเทศสมาชิกของ OECD จำนวน 37 ประเทศด้วย เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งแม้แต่สาธารณรัฐประชาชนจีนเอง ไม่ปรากฎข้อมูลเพราะไม่สามารถเก็บข้อมูลได้ อย่างไรก็ตาม ประเทศที่ผลการประเมินอยู่ในอันดับต้นๆ เช่น สิงคโปร์ มาเก๊า เป็นต้น ที่ยังทำคะแนนได้ดีเพราะเด็กสิงคโปร์มีทักษะการเรียนรู้ด้วยตัวเองดี ครูปรับตัวได้เร็ว สามารถเชื่อมต่อกับนักเรียนได้ และปรับการเรียนการสอนผ่านออนไลน์ได้ ฉะนั้น ถ้าต้องการให้เด็กไทยมีผลประเมินสูงขึ้น จะต้องทำให้เด็กไทยเข้าถึงสื่อการเรียนรู้จากที่ไหนก็ได้ ซึ่ง สสวท.ทำไว้จำนวนมาก แต่จะต้องทำให้เด็กไทยมีอุปกรณ์ หรือเครื่องสื่อสารสำหรับเด็กต้องมีพร้อม ซึ่งที่ผ่านมาเด็กบางกลุ่มไม่มีอุปกรณ์เหล่านี้ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ
“ถ้าเราสังเกตดูผลการประเมิน PISA เมื่อปี 2009 และ 2012 จะเห็นว่าคะแนนกระดกหัวขึ้น เพราะชินกับข้อสอบกระดาษ เข้าใจข้อสอบ โดยข้อสอบจะเน้นทักษะการแก้ปัญหา มีคำตอบแบบตัวเลือก เขียนตอบ และอธิบายคำตอบ ซึ่งเด็กไทยไม่คุ้นกับการอธิบายคำตอบ แต่การประเมิน PISA 2015 เปลี่ยนสอบผ่านคอมพิวเตอร์ ซึ่งเด็กไทยไม่คุ้น จึงต้องจัดอบรมให้เด็กทำข้อสอบผ่านคอมพิวเตอร์ แต่บางโรงเรียนที่คะแนนดีอย่างโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย 12 แห่ง และโรงเรียนกำเนิดวิทย์ ที่นักเรียนทำข้อสอบผ่านคอมพิวเตอร์ จึงคุ้นชิน ดังนั้น สิ่งที่กำลังร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) คือจัดทำระบบข้อสอบออนไลน์คล้ายข้อสอบ PISA เพื่อให้นักเรียน และครู ลงทะเบียน และทดลองใช้ได้” รศ.ดร.ธีระเดช กล่าว
รศ.ดร.ธีระเดชกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาพบว่าเด็กไทยมีความรู้ความสามารถ แต่ไม่คุ้นการทำข้อสอบผ่านคอมพิวเตอร์ ต้องทำข้อสอบแบบ Interactive คือข้อสอบที่ให้ทดลองทำเหมือนการทดลองวิทยาศาสตร์ ซึ่งขณะนี้ได้ขอให้โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ราชวิทยาลัยทั้ง 12 แห่ง เป็นเครือข่ายในการขยายผลให้กับโรงเรียนเครือข่ายในพื้นที่ จัดอบรมครู และนักเรียน ให้คุ้นชินกับข้อสอบ PISA ที่เน้นทักษะการแก้ปัญหา
“นอกจากนี้ จากการลงพื้นที่ยังพบว่า นักเรียน และครู ไม่ทราบผล PISA เพราะการรายงานผลจะรายงานเป็นสังกัด ทำให้บางคนไม่ให้ความสำคัญกับการทำข้อสอบ รู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องซีเรียส ตอบๆ ไป จึงต้องพยายามสื่อสาร และอธิบายกับเด็กๆ ว่าการประเมินคือภาพลักษณ์ของประเทศ ประเทศน่าลงทุนหรือไม่ มีศักยภาพในการลงทุนหรือไม่ จึงต้องสร้างจิตสำนึกในการสอบ PISA” รศ.ดร.ธีระเดช กล่าว
รศ.ดร.ธีระเดชกล่าวอีกว่า สำหรับครูถือว่ามีส่วนสำคัญมากๆ ในการช่วยนักเรียน โดยเฉพาะนักเรียนกลุ่มช้างเผือก ที่มีมากถึง 15% เป็นนักเรียนที่เก่ง แต่ฐานะทางบ้านไม่ดี ซึ่งฐานะจะไม่ใช่อุปสรรคเลยถ้าได้ครูดี เพราะข้อสอบ PISA จะเน้นการแก้ปัญหา คิด วิเคราะห์ ดังนั้น ครูต้องใช้คำถามเป็นตัวนำให้เด็กได้คิด จึงต้องอบรมให้ครูเป็นโค้ช แทนการให้ความรู้ แนะนำเด็กได้ ให้สนุกกับการเรียน และเรียนรู้ต่อด้วยตัวเอง นอกจากนี้ ในพื้นที่ห่างไกลที่ครูขาดแคลน เด็กได้เรียนบ้าง ไม่ได้เรียนบ้าง จะทำให้เด็กเข้าถึงสื่อได้อย่างไร ทั้งที่มีเนื้อหาเยอะมาก ซึ่ง สสวท.ก็มีในรูปแบบดิจิทัล
รศ.ดร.ธีระเดชกล่าวว่า สำหรับหลักสูตร มองว่าไม่ใช่ปัญหา สิ่งสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนวิธีกระบวนการวัดและประเมินผลมากกว่า แทนที่จะตั้งคำถามแบบท่องจำคำตอบ ต้องตั้งคำถามว่าเพราะเหตุใด ต้องถาม WHY? และ HOW? แต่ถ้าอยากปรับหลักสูตรใหม่ ผู้เกี่ยวข้องจะต้องคุยกันจริงๆ เพราะหลายวิชามีเนื้อหาซ้ำซ้อนกัน สามารถบูรณาการได้ และนำเวลาที่เหลือไปเพิ่มกิจกรรมเสริม นอกจากนี้ ยังต้องปรับวิธีวัดและประเมินผลระดับชาติ ทั้งโอเน็ต และเอเน็ต ที่เดิมการออกข้อสอบจะเน้นความรวดเร็ว และตรวจข้อสอบง่าย แต่ไม่ได้สะท้อนทักษะ และสมรรถภาพของเด็กจริงๆ ต้องปรับเป็นข้อสอบที่ให้เด็กเขียนอธิบาย คือต้องอ่าน คิด วิเคราะห์ และวิพากษ์ ถึงจะประเมินได้จริงๆ ว่าเด็กมีทักษะคิดวิเคราะห์หรือไม่
“กรณีที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ตั้งเป้าว่าในการสอบ PISA 2025 ผลการประเมินของเด็กไทยจะต้องดีขึ้น อย่างน้อยเท่ากับปี 2018 นั้น จะทำได้หรือไม่ ผมไม่แน่ใจ แต่จะทำเต็มที่ ผมคาดหวังแค่ได้เท่ากับค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD ซึ่งมี 37 ประเทศ ก็ดีแล้ว ซึ่งไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของประเทศทั้งหมดที่เข้าร่วมประเมินในปีนั้นๆ เพราะแม้แต่ประเทศสมาชิก OECD เอง มีที่ได้คะแนนเกินค่าเฉลี่ยไม่ถึง 20 ประเทศ” รศ.ดร.ธีระเดช กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ไทยไม่ได้เป็นสมาชิก OECD ในอนาคตจะผลักดันให้ไทยเข้าเป็นประเทศสมาชิกหรือไม่ และมีข้อดีข้อเสียอย่างไร รศ.ดร.ธีระเดช กล่าวว่า ที่ผ่านมา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้เข้าพบนายกฯ และกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) รับลูก เพราะมองว่าการเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ได้มีผลแค่กับการศึกษาของประเทศเท่านั้น แต่จะช่วยด้านเศรษฐกิจ และการลงทุน แต่จะต้องมีมาตรฐานบังคับที่ประเทศสมาชิกต้องทำ เพื่อให้นักลงทุนเชื่อมั่น และรัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณอัดฉีด ซึ่งดูเหมือนนายกฯ สนใจ แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป