โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

AI เอฟเฟกต์ เพิ่มจำนวนมหาเศรษฐีโลกพุ่งเฉียด 3,800 คน ทรัพย์สินโตรวม 15.1 ล้านล้านดอลลาร์

THE STANDARD

อัพเดต 44 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 51 นาทีที่แล้ว • thestandard.co
AI เอฟเฟกต์ เพิ่มจำนวนมหาเศรษฐีโลกพุ่งเฉียด 3,800 คน ทรัพย์สินโตรวม 15.1 ล้านล้านดอลลาร์

กระแสการลงทุนใน AI ผลักดันให้จำนวนมหาเศรษฐีทั่วโลกเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อยู่ที่ 3,795 คนในปี 2025 โดยทรัพย์สินรวมของมหาเศรษฐีทั่วโลกพุ่งขึ้นเป็น 15.1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 12.8% จากปีก่อนหน้า

Altrata บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลด้านความมั่งคั่ง รายงานว่า จำนวนมหาเศรษฐีเพิ่มขึ้น 8.2% ในปี 2025 ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นรายปีครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 5 ปี โดยมาจากอุตสาหกรรม AI ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยเร่งการสร้างความมั่งคั่งในหลายภูมิภาคทั่วโลก

ขณะที่บริษัทจดทะเบียน 150 แห่งที่มีส่วนสำคัญต่อการสร้างความมั่งคั่งให้กับมหาเศรษฐี โดยบริษัทที่ลงทุนใน AI อย่างน้อย 30 ล้านดอลลาร์ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีการเติบโตของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดระหว่างปี 2024–2025 สูงกว่าบริษัทที่ไม่ได้ลงทุนใน AI ถึง 23%

อย่างไรก็ตาม กระแสความนิยมใน AI ไม่ได้ทำให้มหาเศรษฐีมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน แต่กลับทำให้ช่องว่างด้านความมั่งคั่งภายในกลุ่มมหาเศรษฐีกว้างขึ้น โดยมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินตั้งแต่ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ขึ้นไป สามารถครอบครองทรัพย์สินรวมกันมากกว่าหนึ่งในสี่ของความมั่งคั่งมหาเศรษฐีทั่วโลก

รายงานยังระบุว่า ปัจจุบันมีมหาเศรษฐีระดับพิเศษ หรือ ซูเปอร์บิลเลียนแนร์ จำนวน 29 คน ทั่วโลก โดยหมายถึงบุคคลที่มีทรัพย์สินตั้งแต่ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ขึ้นไป และ คนกลุ่มนี้มีทรัพย์สินรวมกันประมาณ 4.1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 27% ของความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีทั่วโลกทั้งหมด

เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2017 จำนวนมหาเศรษฐีระดับพิเศษเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากเดิมมีเพียง 10 คน และ ครอบครองทรัพย์สินรวมคิดเป็น 7.2% ของความมั่งคั่งมหาเศรษฐีทั้งหมดเท่านั้น

มายา อิมเบิร์ก หัวหน้าฝ่ายการวิเคราะห์และการจัดทำรายงานเชิงแนวโน้มของ Altrata กล่าวว่า ความนิยมใน AI และการปรับตัวเพิ่มขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีช่วยสร้างความมั่งคั่งในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ถึงอย่างไรนั้นความมั่งคั่งที่เชื่อมโยงกับหุ้นเทคโนโลยีและบริษัทที่ได้รับประโยชน์จาก AI ก็มีความผันผวนสูงเช่นกัน

“คาดว่าโชคลาภของมหาเศรษฐีจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเจ้าของหรือเกี่ยวข้องกับบริษัทเทคโนโลยี จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามกระแสและทิศทางของ AI” อิมเบิร์ก ย้ำ

ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นในปีนี้เผชิญความผันผวนอย่างรุนแรงหลายครั้ง โดยเฉพาะในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากมีการเทขายหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปรายใหญ่ส่งผลให้มูลค่าตลาดหายไปถึง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนมหาเศรษฐีที่ถือครองหุ้นในบริษัทเทคโนโลยีในสัดส่วนสูง ความผันผวนดังกล่าวทำให้มูลค่าทรัพย์สินบนกระดาษเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แม้จะยังไม่ได้ขายหุ้นหรือเปลี่ยนทรัพย์สินเหล่านั้นเป็นเงินสดก็ตาม

สอดคล้องกับ Forbes รายงานว่า อีลอน มัสก์ มีมูลค่าทรัพย์สินลดลง 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในวันเดียว ขณะที่ แลร์รี เอลลิสัน สูญเสียมูลค่าความมั่งคั่งบนกระดาษ 50,000 ล้านดอลลาร์ภายในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์

มายา อิมเบิร์ก ยังเตือนว่า การที่ตลาดมีการกระจุกตัวอยู่ในหุ้นหรืออุตสาหกรรมบางกลุ่ม ไม่ได้หมายความว่าตลาดกำลังอยู่ในภาวะฟองสบู่เสมอไป แต่การที่ความมั่งคั่งจำนวนมากพึ่งพาอุตสาหกรรมเดียว โดยเฉพาะเทคโนโลยีและ AI ย่อมเพิ่มความเสี่ยง หากภาคธุรกิจดังกล่าวเผชิญแรงกดดันหรือการประเมินมูลค่าปรับตัวลดลง

ในด้านภูมิภาค อเมริกาเหนือยังคงเป็นพื้นที่ที่มีมหาเศรษฐีมากที่สุดในโลก โดยมีจำนวน 1,337 คน และเพิ่มขึ้น 11.6% ในปี 2025 ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น

สำหรับสาเหตุที่จำนวนมหาเศรษฐีในอเมริกาเหนือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว Altrata รายงานว่า ส่วนหนึ่งมาจากความแข็งแกร่งของตลาดเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ทั้งตลาดเอกชนและตลาดหุ้น รวมถึงการขยายตัวของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI

ด้านฝั่งยุโรปมีมหาเศรษฐีจำนวน 1,081 คน หลังเพิ่มขึ้น 7.9% ในปีที่ผ่านมา ขณะที่เอเชียมีมหาเศรษฐี 881 คน เพิ่มขึ้น 6.5% จากปีก่อนหน้า

ท้ายที่สุด แม้กระแสความสนใจใน AI จะเป็นแรงขับเคลื่อนของการเพิ่มทรัพย์สินมหาเศรษฐี แต่ Altrata ย้ำว่า ปี 2025 ยังเป็นปีที่เอื้อประโยชน์ต่อการลงทุนในหลายด้าน เนื่องจากสินทรัพย์หลักทุกประเภทที่บริษัทติดตามให้ผลตอบแทนเป็นบวก

ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ที่สินทรัพย์หลักทุกประเภทให้ผลตอบแทนเป็นบวกพร้อมกัน แม้ตลาดจะต้องเผชิญความผันผวนจากสงครามการค้าของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ก็ตาม

ภาพ: Evgeniy Voytik/Shutterstock

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...