โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘อภิสิทธิ์’ ยกเหตุผล 4 ข้อ ไม่เห็นด้วย พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ฟันธงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ

ไทยโพสต์

อัพเดต 27 สิงหาคม 2569 เวลา 2.49 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

'อภิสิทธิ์' ให้เหตุผล 4 ข้อ ไม่โหวตให้ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน ฟันธง หากผ่านไปบังคับใช้จะไม่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการเติบโตของเศรษฐกิจ-ประชาชนยังต้องเผชิญกับวิกฤตพลังงาน ชี้ ปชป.เสนออะไรไปก็ไม่ทำ หวังว่าจะไม่มีการกู้เงินแล้วเอามากองไว้เฉยๆยิ่งซ้ำเติมฐานะของประเทศ

26 สิงหาคม 2569 - จากนั้นเวลา 17.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า ตนและพรรคประชาธิปปัตย์ ไม่เห็นด้วยกับการที่สภาฯจะอนุมัติ พ.ร.ก.ฯ ด้วยเหตุผล 4 ประการ คือ 1.เรื่องกฎหมาย และอำนาจของสภาฯ จริงอยู่ว่าวันนี้เรามาพิจารณา พ.ร.ก.ฉบับนี้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่า พ.ร.ก.นี้ตราขึ้นชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญ แต่ตนมีข้อสังเกตุเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้าใครได้อ่านคำวินิจฉัยฉบับเต็มจะพบข้อเท็จจริง 2 ประการ คือประการที่

1.นอกเหนือจากการรับฟังบุคคลจากรัฐบาลหรือผู้ร้องคือฝ่ายค้าน ซึ่งพยานที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินใจเชิญมาให้ถ้อยคำหรือให้ความเห็นเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด ซึ่งเป็นนักกฏหมายมหาชนเกี่ยวเนื่องกับเรื่องการคลัง ภาษีอากร และนักเศรษฐศาสตร์ จากอาจารย์ซึ่งเคยอยู่ จุฬาลงกรมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือทีดีอาร์ไอ ข้อเท็จจริงคือความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด เห็นสอดคล้องกับฝ่ายค้านว่าการตรา พ.ร.ก.นี้ไม่ชอบ เพราะ สถานการณ์ที่นำมาสู่การตราพ.ร.ก.ฯ ยังเรียกไม่ได้ว่าเป็นปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า แน่นอนว่าศาลมีอำนาจสามารถใช้ดุลอย่าพินิจตามที่ศาลเห็นสมควร แต่อย่างน้อยที่สุดตนคิดว่าความเห็นของพยาน ผู้เชี่ยวชาญทุกคนยืนยันว่าสิ่งที่ฝ่ายค้านได้ดำเนินการร้องไปนั้น ท่านเห็นด้วยกับพวกเรา และที่สำคัญคือศาลได้เน้นย้ำเพราะรัฐธรรมนูญปี 2560 ต่างจากฉบับก่อน คือท่านไม่ได้มีอำนาจในการที่จะวินิจฉัยว่าการตรา พ.ร.ก.ฉบับนี้เป็นความจำเป็นเร่งด่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หรือไม่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ ได้ให้อำนาจศาลในการพิจารณาเรื่องนี้แต่ศาลเขียนว่านั่นคือหน้าที่ของพวกเราในวันนี้

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า จากการอภิปรายทั้งหมดของพวกเราในวันนี้ ก็จะเห็นว่าการอ้างถึงความจำเป็นเร่งด่วน โดยเฉพาะเรื่องของเงินกู้ 2 แสนล้านบาทหลัง ฟังไม่ขึ้นจริงๆ คณะกรรมาธิการที่จะติดตามเงินก้อนนี้ยังไม่ได้ประชุม ตนได้ฟังการชี้แจงของประธานกรรมาธิการแล้ว ตนไม่มีอะไรโต้แย้งท่าน แต่อยากจะแสดงความเห็นใจท่านว่าตนเชื่อว่าที่ท่านไม่สามารถเรียกประชุมได้ เพราะรัฐบาลยังไม่สามารถที่จะกลั่นกรองได้เลยว่าโครงการที่จะใช้จ่ายเงินก้อนนี้คือโครงการอะไร ซึ่งเป็นการฟ้องอย่างชัดเจนว่าถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนหลีกเลี่ยงไม่ได้ความพร้อมในการที่จะใช้จ่ายเงินก้อนนี้ต้องมีมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

"เหตุผลที่ผมไม่อยากจะอนุมัติ พ.ร.ก.ฉบับนี้ ในทางกฎหมายก็เพื่อยืนยันว่าการตราพ.ร.ก.ครั้งนี้ เป็นความพยายามในการหลีกเลี่ยงและเป็นการลดทอนอำนาจของพวกเราในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า เหตุผลประการที่ 2.พ.ร.ก.ฉบับนี้ ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดจากวิกฤตที่ถูกสร้างขึ้นเป็นเหตุผลในการตรากฎหมายฉบับนี้ ซึ่งนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งคำถามไปแล้วว่า เงินก้อนนี้จะมาแก้ปัญหาพื้นฐานที่เกิดขึ้นได้อย่างไร และแสดงเหตุผลชัดเจนว่าเราไม่เชื่อว่าเป็นเครื่องมือที่เหมาะสมกับการแก้ปัญหาตรงนี้ และสิ่งที่รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพยามชี้แจงมาหลายครั้ง ซึ่งตนสั่งมาทุกครั้งมีช่องโหว่ในเชิงตรรกะอย่างรุนแรง โดยท่านพยายามจะบอกว่าว่าครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งอื่นที่มีการตรา พ.ร.ก.กู้เงิน เพราะเศรษฐกิจยังไม่ได้หมดตัวแต่ท่านจะอ้างว่ามีวิกฤตมาเป็นทีละระลอก เริ่มต้นจากราคาพลังงาน ช่องโหว่ในตรรกะของท่านก็คือแล้วทำไมท่านไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เพราะถ้าแก้ปัญหาที่ต้นเหตุไม่ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นสำหรับประชาชนคนไทย ท่านก็ไม่มีความจำเป็นแม้แต่จะต้องกู้ 2 แสนล้านบาทแรกมาแจกในโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า พรรคประชาธิปัตย์ เสนอมาโดยตลอดว่าที่จริงแล้ว สถานการณืที่เกิดขึ้นในอดีตราคาน้ำมันตลอดโลกสูงกว่านี้ แต่รัฐบาลในอดีตก็ยังสามารถตรึงราคาน้ำมันดีเซลให้อยู่ในระดับประมาณ 30 บาทกว่าๆได้ สิ่งที่เราเสนอไปไม่ว่าจะเป็นมาตรการภาษีสรรพสามิต ถึงแม้ใช้ตลอดระเวลามาถึงวันนี้ก็ยังใช้เงินน้อยว่า 2 แสนล้านบาทเป็นเท่าตัว หรือการเอาจริงเอาจังกับการที่จะให้ผู้ที่ได้กำไรจากความผันผวนของราคาพลังงานมีส่วนช่วยอย่างจริงจังในการลดภาระของประชาชน เราก็คงไม่จำเป็นจะต้องมาแก้ปัญหาที่ข้าวของแพงขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้น จนถึงวันนี้ราคาน้ำมันดีเซล อยู่ที่ 38 บาทโดยประมาณ สิ่งที่รัฐบาลใช้เป็นเครืองมืองจริงก็คงยังกลับไปเป็นเรื่องของกองทุนน้ำมัน ที่แบกอยู่เกือบ 6 บาท และจะเป็นภาระกับพี่น้องประชาชนผู้ใช้น้ำมันในอนาคต

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ท่านพยามยามไปดึงมาจากโรงกลั่นยังอยู่แค่เพียง 2.40 บาท มันไม่มีความจริงจังไม่ได้มีความเป็นระบบเลยเพราะก่อนวิกฤตเกิดขึ้นค่าการกลั่นอยู่ที่ประมาณลิตรละ 2 บาท ปัจจุบันอยู่ที่ลิตรละ 8 บาท ช่วงเดือนเม.ย. ลิตรละ 11 บาท การพยายามจะอ้างว่าต้องไปปรับรถในเรื่องของวอร์พรีเมี่ยม โปรดักพรีเมี่ยม ทำสูตรออกมาก็ยัง กดว่าแม้ปรับตามสูตรที่รัฐบาลไปคุยกับใครก็ตามมาแล้วค่าการกลั่นที่ปรับแล้วก็ยังสูงกว่า 2 บาทเป็นเท่าตัวคือเมื่อเดือนที่แล้วอยู่ที่ 5 บาทและเดือนนี้ก็น่าจะสูงกว่านั้น แต่รัฐบาลไปดึงมาเพียงแค่ 2.4 บาท

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ประชาธิปัตย์เคยเสนอเรื่องค่าไฟที่ไปดูว่าการผลิตไฟจากก๊าซซึ่งต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นผันผวนจริงๆแล้วก็คล้ายๆกับเรื่องของคาดการณ์กันว่าถ้าเสร็จปรับสูตรจริงๆจะลดกำไรส่วนเกินจากผู้ผลิตไฟฟ้าแล้วมาลดให้กับประชาชนได้ซึ่งจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่ได้ทำ ช่องโหว่ตรงนี้กลายเป็นข้ออ้าง แทนที่จะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุใช้เงินน้อยกว่า กลับกลายเป็นปล่อยให้มันลุกลามมาจนสุดท้ายก็พยายามไปใช้วิธีการเยียวยาซึ่งทำได้เพียงสี่เดือนและใครเดินตามตลาดก็จะรู้ว่าทำได้แค่เดือนละ 10 วัน หลังจาก 10 วันก็กลับไปเป็นปัญหาเหมือนเดิมและถามว่าหลังจากนี้เมื่อของแพงขึ้นและไม่มีเงินจะช่วยแล้วจะแก้ปัญหาตรงนี้อย่างไร แทนที่ท่านจะไปมุ่งลดต้นทุนด้านพลังงานหรือตึงค่าของชีพแล้วไม่ต้องเอาเงินก้อนนี้มาทำแล้วสูญสิ้นไปภายในระยะเวลาเพียงแค่ 4 เดือน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า เหตุผลประการที่ 3.ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเรียกไม่ได้ว่ากระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นคนละเรื่องกับวิกฤตหรือไม่วิกฤต แต่ตนไม่ปฏิเสธการมีวิกฤตในตะวันออกกลาง แต่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจต้องเป็นกรณีที่เศรษฐกิจใกล้จะล้มละลายรัฐบาลไม่มีเงินที่จะมาใช้จ่ายเพื่อที่จะพยุงเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับที่รับได้คือเติบโตแม้จะเติบโตน้อยก็ตาม และที่ไม่ควรอนุมัติ พ.ร.ก. เพราะหลังจากการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทแล้ว เศรษฐกิจมั่นคงน้อยลงเพราะหนี้สาธารณะคิดเป็นสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมจะไปแต่เพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดเอาไว้ร้อยละ 70 ซึ่งความจริงเพิ่งยกขึ้นมาจากร้อยละ 60 เมื่อไม่นานมานี้ แต่รัฐบาลพูดเองว่าวิกฤตินี้ยังไม่จบยืดเยื้อ ถามว่าถ้ารัฐบาลจำเป็นต้องใช้เงิน ในการมาทำตรงนี้จะเอาเงินที่ไหน

"พูดตามจริงถ้าไปนับนี่ที่ตอนนี้รัฐบาลเป็นหนี้กับ ธ.ก.ส. หรือธนาคารของรัฐที่สะสมมามันถึงเพดานแล้ว การแก้ปัญหาตรงนี้จึงเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้กับระบบเศรษฐกิจเพราะเป็นการเลือกเส้นทางการแก้ปัญหาที่ผิดพลาด และการที่นายกฯบอกว่าว่ามันไม่เหมือนวัฐจักรเศรษฐกิจโดยปกติ คือภาวะที่เราเผชิญอยู่เงินเฟ้อสูงเศรษฐกิจฝืดเคืองนั่นคือสิ่งที่บ่งบอกว่า สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ภาวะเช่นนี้ไม่เหมือนเวลาเศรษฐกิจซบเซา ที่ต้องรีบหาเงินมากระตุ้น แต่ต้องบริหารจัดการในเรื่องของต้นทุนเมื่อไม่ทำตรงนี้แล้ววันนี้ค่าของชีพสูงขึ้นวิกฤตยืดเยื้อ และเงินท่านหมดแล้วที่จะมาทำตรงนี้ เศรษฐกิจจึงมีความเปราะบางมีความมั่นคงน้อยลง" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า เหตุผลประการที่ 4.สำหรับ 2 แสนล้านบาทหลัง อ้างว่าจะมาทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ได้ผ่านกระบวนการของการคิดการวางยุทธศาสตร์ที่เป็นระบบเป็นเหตุเป็นผลเพราะถ้าพูดถึงการลดการพึ่งพิงพลังงานฟอสซิล การนำเข้าน้ำมันหรือก๊าซจากต่างประเทศ การไปสรุปว่าดังนั้นเราจะต้องกระโดดไปใช้แสงอาทิตย์ให้มากที่สุด ซึ่งรองนายกบอกว่าเป็นการผลิตพลังงานในประเทศ คำว่าในประเทศเราคือแสงแดดแต่อุปกรณ์เกือบทั้งหมดจะต้องนำเข้า และเราก็จะพึ่งพิงการนำเข้าอุปกรณ์เหล่านี้เพียงแต่ว่าเรากระโดดจากการพึ่งพิงน้ำมันก๊าซมาเป็นการพึ่งพิงการนำเข้าอุปกรณ์เหล่านี้แทน

"ผมแปลกใจว่าทำไมรัฐบาลไม่คิดถึงแนวทางของการที่จะสนับสนุนเรื่องไบโอดีเซลมากขึ้น ซึ่งประชาธิปัตย์กำลังจะเสนอกฎหมายเรื่องปาล์มน้ำมันให้มีการบริหารจัดการให้สามารถนำมาเป็นพลังงานทางเลือกได้ซึ่งตรงนี้นอกเหนือจากจะเป็นการใช้ทรัพยากรในประเทศของเราจริงๆแล้วถ้ามีการเจรจากับค่ายยานยนต์ต่างๆที่ผลิตอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบันให้เขาปรับเครื่องยนต์ยังจะเป็นการช่วยรักษาฐานการผลิตของเรา แต่รัฐบาลก็ละเลยตรงนี้ ไม่มีการพูดถึงความสำคัญของไบโอดีเซลเลย จนกระทั่งตั้งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ที่เคยอยู่กระทรวงเกษตรฯ ผมถึงได้ยินคำว่าไบโอดีเซลออกจากปากท่านนายกฯ แต่ไม่ได้อยู่ในยุทธศาสตร์ไม่ได้อยู่ในแนวทาง2 แสนล้านบาทที่จะมาทำตรงนี้" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ถ้าอยากเปลี่ยนผ่านไปเป็นพลังงานแสงอาทิตย์จริงๆ ข้อจำกัดตอนนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องของเงินที่ต้องไปกู้มา และถึงไปกู้มาแล้ว เราก็เชื่อว่าทำตามที่ท่านประกาศไม่ได้ เพราะหากจะไปสนับสนุนให้ ครัวเรือนต่างๆเปลี่ยนหลังคาใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เป้าที่ท่านตั้งไว้มันไม่เป็นจริง เพราะจำนวนอุปกรณ์ จำนวนคนที่จะต้องมาติดตั้ง กำลังที่มีอยู่ทั้งหมดไม่เพียงพอที่จะทำในอายุของ พ.ร.ก.ฉบับนี้ ข้อจำกัดมันจึงไม่ได้อยู่ตรงนั้นที่สำคัญในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับครัวเรือนที่อ้างว่าจะไปลงทุนในเรื่องของสายส่งก็ไม่พูดให้ชัดว่าจะเป็นเรื่องของการสนับสนุนพลังงานสะอาดเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปล่อยให้มีดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาเป็นจำนวนมากมีแต่จะเพิ่มการใช้พลังงานฟอสซิลเพิ่มขึ้น และรัฐบาลก็ยังไม่ได้พูดให้ชัดว่าการลุงทุนในสายส่งทั้งหลายจะมารองรับการผลิตไฟฟ้าของประชาชนหรือจะมารองรับ ป้อนไฟฟ้าให้กับดาต้าเซ็นเตอร์

"ทั้งหลายทั้งปวงทำให้ผมกังวลว่าพอเดินไปอีกซักระยะหนึ่งรัฐบาลอาจจะบอกว่าในที่สุดกำลังที่จะทำตามที่เคยประกาศไว้ไม่พอคราวนี้ก็สามารถโยกเงินกลับมาหมวดหนึ่งก็ได้กลับไปกลับมาหรือไปทำโครงการที่อ้างว่าเป็นเรื่องของการเรียนรู้การสร้างทักษะเกี่ยวกับพลังงานสะอาด ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยมีข่าวมีโครงการจากกระทรวงมหาดไทย ศึกษาธิการ ความจริงแล้วไม่ได้เกี่ยวกับการที่จะมาแก้วิกฤติตรงนี้เลยและสุ่มเสี่ยงต่อการที่หลายท่านตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการเมืองหรือเพื่อประโยชน์ ในเรื่องของการเปิดช่องให้มีการทุจริตคอรัปชั่น และหวังว่าจะไม่มีการกู้เงินแล้วเอามากองไว้เฉยๆ ก็จะยิ่งซ้ำเติมฐานะของประเทศ" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ด้วยเหตุผลทั้ง 4 ประการเราจึงไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.ก.ฉบับนี้ และผมอยากจะเทียบเคียงอดีตตอนต้มยำกุ้ง มีการกู้เงินแบบนี้ ประเทศไทยต้องผ่านความเจ็บปวดมากมายในช่วงนั้นแต่สิ่งหนึ่งที่ทั่วโลกยอมรับและกาลเวลาพิสูจน์คือหลังจากการกู้ยืมและการแก้ปัญหาครั้งนั้นระบบสถาบันการเงินและระบบการเงินของประเทศไทยมีความมั่นคงขึ้น เกิดวิกฤติหลังจากนั้นมาหลายครั้งระบบนี้ผ่านมาได้ ตอนวิกฤตการเงินโลกแฮมเบอร์เกอร์ กู้มาแล้วสุดท้ายสามารถทำให้เศรษฐกิจกลับไปโตสูงถึงร้อยละ 7 และช่วงปลายรัฐบาลที่ผมทำหน้าที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล ก็เป็นช่วงที่เราเห็นหนี้สาธารณะต่อจีดีพีลดลง

"ผมฟันธงว่าพ.ร.ก.ฉบับนี้ ถ้าผ่านรัฐสภาไปบังคับใช้ เราจะไม่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญเลยเกี่ยวกับการเติบโตของเศรษฐกิจ และประชาชนก็ยังจะต้องเผชิญกับวิกฤตปัญหาจากพลังงานต่อไป เราจะไม่ได้เห็นฐานที่มั่นคง หรือยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานของประเทศไทยอย่างแน่นอน พวกผมจึงไม่สามารถที่จะยกมืออนุมัติ พ.ร.ก.ฉบับนี้ และยืนยันคัดค้านทั้งในแง่ของกฎหมาย การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การสุ่มเสี่ยงของประเทศ และยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศ" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...