ข้อเสนอว่าด้วยการจัดตั้ง ‘คณะกรรมการค้นหาความจริงกรณีจะแนะ’
บทความนี้เสนอว่า รัฐบาลควรพิจารณาจัดตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริงกรณีจะแนะขึ้นเป็นการเฉพาะ โดยมีสถานะและกระบวนการที่ต่างไปจากคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงตามระบบราชการปกติ กล่าวคือ เป็นกลไกสาธารณะที่ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงซึ่งยังเป็นข้อโต้แย้งอย่างเป็นอิสระ และทำให้ผลการตรวจสอบเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ประเด็นสำคัญ
- ความจริงกับความไว้วางใจในบริบทจังหวัดชายแดนภาคใต้
- คณะกรรมการค้นหาความจริงหมายถึงอะไร
- หลักการห้าประการของการออกแบบ
- หนึ่ง สถานะของคณะกรรมการ
- สอง องค์ประกอบและความเป็นอิสระ
- สาม การเข้าถึงหลักฐาน
- สี่ การเชื่อมต่อกับกระบวนการยุติธรรม
- ห้า บทเรียนเชิงสถาบัน
- การสื่อสารสาธารณะระหว่างการตรวจสอบ
- ความจริงกับความมั่นคงในความหมายที่กว้างขึ้น
- ข้อเสนอในทางปฏิบัติ
- ข้อสรุป
ควรกล่าวไว้ตั้งแต่ต้นว่า ข้อเสนอนี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนข้อสรุปล่วงหน้าเกี่ยวกับเหตุการณ์ และไม่ได้มุ่งชี้ว่าคำอธิบายของฝ่ายใดถูกหรือผิด สิ่งที่บทความนี้เสนอคือการออกแบบกระบวนการ มิใช่การวินิจฉัยผลลัพธ์
ความจริงกับความไว้วางใจในบริบทจังหวัดชายแดนภาคใต้
ในพื้นที่ซึ่งความรุนแรงยืดเยื้อมานาน ความจริงไม่ใช่เพียงคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้น” แต่รวมถึงว่า “ใครเป็นผู้ค้นหาความจริง และกระบวนการนั้นน่าเชื่อถือเพียงใด” เพราะในท้ายที่สุด ความจริงกับความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชนแยกออกจากกันได้ยาก
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่คำตอบเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่วิธีได้มาซึ่งคำตอบด้วย หากกระบวนการตรวจสอบไม่เป็นที่ยอมรับ ต่อให้ข้อสรุปถูกต้อง ความสงสัยก็อาจไม่สิ้นสุด และความสงสัยที่สะสมย่อมกลายเป็นต้นทุนทางการเมืองและสังคมในระยะยาว
สองทศวรรษที่ผ่านมา ชายแดนใต้มีบทเรียนเรื่องนี้มากพอแล้วว่า ความจริงที่ปราศจากกระบวนการที่น่าเชื่อถือ ยากจะเปลี่ยนเป็นความไว้วางใจได้
คณะกรรมการค้นหาความจริงหมายถึงอะไร
ในบริบทนี้ คณะกรรมการค้นหาความจริงคือกลไกเฉพาะกิจสำหรับคลี่คลายเหตุรุนแรงที่ข้อเท็จจริงยังเป็นข้อโต้แย้ง โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์นั้นเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจรัฐ การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ หรือมีประชาชนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต และคำอธิบายของแต่ละฝ่ายยังไม่ลงรอยกัน
หน้าที่ของคณะกรรมการจึงไม่ใช่การเลือกเชื่อฝ่ายใด หากคือการสร้าง ‘พื้นที่กลางของข้อเท็จจริง’ ซึ่งคำให้การของผู้ได้รับผลกระทบ พยาน เจ้าหน้าที่ วัตถุพยาน หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ และเอกสารของรัฐ จะถูกนำมาตรวจสอบภายใต้มาตรฐานเดียวกัน
กลไกเช่นนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษในสังคมที่ผ่านความขัดแย้งยาวนาน เพราะเป้าหมายไม่ได้มีเพียงการตอบว่า ‘เกิดอะไรขึ้น’ แต่ต้องทำให้สังคมรู้ด้วยว่า เรารู้สิ่งนั้นได้อย่างไร ใครเป็นผู้ตรวจสอบ และเหตุใดข้อสรุปจึงควรได้รับความเชื่อถือ
ในหลายประเทศ คณะกรรมการลักษณะนี้ถูกใช้เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริง รับฟังผู้เสียหายและพยาน จัดทำบันทึกสาธารณะ และเสนอแนวทางป้องกันการเกิดเหตุซ้ำ สำหรับกรณีจะแนะ ไม่จำเป็นต้องสร้างองค์กรขนาดใหญ่แบบคณะกรรมการความจริงและการปรองดองในต่างประเทศ แต่หลักสำคัญควรมีครบ ได้แก่ ความเป็นอิสระ การเข้าถึงหลักฐาน การรับฟังผู้ได้รับผลกระทบ การเปิดเผยข้อค้นพบ และการป้องกันเหตุซ้ำ
กล่าวให้ชัดก็คือ หน้าที่ของคณะกรรมการคือทำให้ความจริงปรากฏ ส่วนหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรมคือทำให้ความรับผิดตามมา หากสองส่วนนี้แยกขาดจากกัน การค้นหาความจริงก็อาจจบเพียงการรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ยังไปไม่ถึงความเป็นธรรมให้แก่ทั้งสองฝ่าย
หลักการห้าประการของการออกแบบ
หนึ่ง สถานะของคณะกรรมการ
คณะกรรมการควรจัดตั้งโดยคำสั่งนายกรัฐมนตรีโดยตรง เพื่อให้มีสถานะเป็นภารกิจของรัฐบาล ไม่ผูกกับสายบังคับบัญชาของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง และมีอำนาจประสานขอข้อมูลจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เหตุผลของข้อเสนอนี้เป็นเรื่องโครงสร้างมากกว่าพิธีการ การอยู่ภายใต้คำสั่งของนายกรัฐมนตรีทำให้การตรวจสอบมีสถานะต่างจากการสอบสวนภายในของหน่วยงาน และทำให้ทุกหน่วยงานมีหน้าที่ให้ความร่วมมือภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ช่วยลดคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนตั้งแต่ต้นทาง ไม่ว่าผลการตรวจสอบจะออกมาในทิศทางใด
สอง องค์ประกอบและความเป็นอิสระ
โดยหลักการแล้ว หน่วยงานที่เป็นคู่กรณีหรือถูกตั้งคำถามไม่ควรเป็นผู้กำหนดกระบวนการตรวจสอบเสียเอง
คณะกรรมการควรประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ แพทย์นิติเวช ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธและวิถีกระสุน นักกฎหมาย นักวิชาการ ภาคประชาสังคม นักสิทธิมนุษยชน และบุคคลที่ได้รับความเชื่อถือจากประชาชนในพื้นที่ พร้อมเปิดให้ทุกฝ่ายเสนอข้อมูลและหลักฐานต่อคณะกรรมการได้อย่างเท่าเทียม
ความเป็นอิสระในที่นี้ไม่ได้ตั้งต้นจากความไม่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่ หากหมายถึงการออกแบบกระบวนการที่ผลการตรวจสอบไม่ผูกกับผลประโยชน์ของฝ่ายใด และหากข้อเท็จจริงยืนยันว่าไม่มีการกระทำผิด กระบวนการที่เป็นอิสระย่อมคืนความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาได้หนักแน่นกว่าการชี้แจงโดยหน่วยงานต้นสังกัดเอง ความเป็นอิสระจึงเป็นหลักประกันของทุกฝ่าย ไม่ใช่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
สาม การเข้าถึงหลักฐาน
ความเป็นอิสระจะมีความหมายในทางปฏิบัติก็ต่อเมื่อคณะกรรมการเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นต่อการพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้จริง เท่าที่เกี่ยวข้องกับลักษณะของเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นบันทึกการปฏิบัติภารกิจ ข้อมูลเกี่ยวกับอาวุธและการเบิกใช้กระสุน ผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ วัตถุพยาน หรือพยานบุคคล และกระบวนการเก็บรักษาและส่งต่อหลักฐานควรมีมาตรฐานที่ตรวจสอบย้อนหลังได้
ประเด็นนี้มีความสำคัญในเชิงสถาบัน เพราะคณะกรรมการที่ประกอบด้วยบุคคลซึ่งได้รับความเชื่อถือ แต่ไม่มีช่องทางเข้าถึงข้อมูล ย่อมมีความเป็นอิสระเพียงในทางรูปแบบ และไม่อาจสร้างความไว้วางใจได้ตามที่มุ่งหมาย
สี่ การเชื่อมต่อกับกระบวนการยุติธรรม
จากประสบการณ์ของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผ่านมา พบข้อจำกัดที่เกิดซ้ำอยู่พอสมควร หลายกรณีสามารถทำให้ข้อเท็จจริงบางส่วนปรากฏและนำไปสู่การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบได้ แต่ผลการตรวจสอบกลับไม่เชื่อมต่อกับกระบวนการยุติธรรมอย่างจริงจัง จึงทำให้ความจริงจำนวนหนึ่งหยุดอยู่เพียงในรายงาน มากกว่าจะนำไปสู่การพิจารณาความรับผิดตามกฎหมาย
บทเรียนดังกล่าวควรได้รับการแก้ไขในครั้งนี้ หากข้อเท็จจริงชี้ว่ามีการกระทำผิด รายงานและพยานหลักฐานควรส่งต่อเข้าสู่กระบวนการสอบสวน อัยการ และศาลได้ ในทางกลับกัน หากผลการตรวจสอบยืนยันว่าไม่มีการกระทำผิด กระบวนการเดียวกันก็ควรคืนความเป็นธรรมให้ผู้ถูกกล่าวหาได้อย่างชัดเจนและมีผลในทางสาธารณะ
จุดนี้ควรแยกให้ชัดว่า การเยียวยาเป็นสิ่งจำเป็น แต่การเยียวยาไม่ใช่ความยุติธรรมทั้งหมด หากการเยียวยาถูกใช้แทนการตรวจสอบความรับผิดอย่างต่อเนื่อง ผลที่ตามมาคือความเสียหายได้รับการชดเชย ในขณะที่คำถามเรื่องข้อเท็จจริงยังคงค้างอยู่ในความทรงจำของผู้คน ความจริงจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมีทางไปต่อ ทั้งในทางความรับผิด การปรับปรุงระบบ และการป้องกันความเสียหายซ้ำ
ห้า บทเรียนเชิงสถาบัน
คณะกรรมการชุดนี้ควรมีภารกิจมากกว่าการอธิบายเหตุการณ์เฉพาะหน้า กล่าวคือ ควรสรุปบทเรียนและเสนอแนวทางป้องกันเหตุซ้ำ ทั้งการปรับปรุงวิธีปฏิบัติ การสื่อสารระหว่างหน่วยงานกับประชาชน และระบบตรวจสอบเมื่อเกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันในอนาคต
คณะกรรมการค้นหาความจริงที่ทำงานได้ผลจึงไม่ตอบเพียงว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ตอบต่อไปว่าเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ช่องว่างของระบบหรือวิธีปฏิบัติอยู่ตรงไหน และควรปรับแก้อะไรเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ
การสื่อสารสาธารณะระหว่างการตรวจสอบ
เรื่องนี้ไม่ง่าย เพราะในสังคมปัจจุบันไม่มีฝ่ายใดสามารถควบคุมการไหลเวียนของข้อมูล ข่าวลือ ความเห็น หรือการตีความของสาธารณะได้ทั้งหมด สิ่งที่รัฐทำได้และควรทำ คือทำหน้าที่ของตนให้ชัดในฐานะแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เปิดเผยข้อมูลที่ตรวจสอบได้อย่างต่อเนื่อง และแยกให้ชัดระหว่างสิ่งที่ทราบแล้วกับสิ่งที่ยังอยู่ระหว่างการพิสูจน์
ในช่วงที่ข้อเท็จจริงยังไม่ยุติ รัฐควรหลีกเลี่ยงการสื่อสารที่ตัดสินความน่าเชื่อถือของผู้บาดเจ็บ พยาน หรือผู้ตั้งคำถามล่วงหน้า ขณะเดียวกัน สังคมก็ควรหลีกเลี่ยงการตัดสินเจ้าหน้าที่ก่อนที่หลักฐานจะชัดเจน หลักการที่เหมาะสมจึงตรงไปตรงมา คือ สิ่งใดรู้แล้วก็บอกว่ารู้ สิ่งใดยังไม่รู้ก็ยอมรับว่ายังไม่รู้ และปล่อยให้หลักฐานทำหน้าที่ของมัน
หลักนี้สำคัญเป็นพิเศษในพื้นที่ความขัดแย้ง เพราะเมื่อข้อเท็จจริงยังมีช่องว่าง ข่าวลือ อคติ ความทรงจำเดิม และปฏิบัติการข่าวสารย่อมเข้ามาเติมเต็มอย่างรวดเร็ว รัฐจึงไม่ควรพยายามควบคุมความเห็นของสังคม แต่ควรทำให้ข้อมูลทางการมีความตรงไปตรงมา สม่ำเสมอ และตรวจสอบได้
หากมีกลไกกลางที่ได้รับการยอมรับ และรัฐสื่อสารอย่างมีวินัย กระบวนการนี้จะช่วยดึงข้อพิพาทออกจากสนามของการกล่าวหา แล้วนำกลับเข้าสู่สนามของหลักฐานได้มากขึ้น
ความจริงกับความมั่นคงในความหมายที่กว้างขึ้น
หากคณะกรรมการชุดนี้ทำงานอย่างเป็นอิสระและได้รับการยอมรับ ผลที่เกิดขึ้นย่อมมีความหมายมากกว่าการคลี่คลายเหตุการณ์หนึ่ง เพราะข้อเท็จจริงที่สังคมเชื่อถือร่วมกันได้จะกลายเป็นฐานของความไว้วางใจ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สร้างขึ้นยากและสูญเสียได้ง่ายในพื้นที่ความขัดแย้ง
ความไว้วางใจเช่นนี้ไม่ได้มีผลเฉพาะต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน หากรัฐบาลสามารถแสดงให้เห็นว่า เหตุรุนแรงที่มีข้อเท็จจริงคลุมเครือได้รับการตรวจสอบอย่างโปร่งใส เป็นอิสระ และเป็นธรรม ข้อเท็จจริงที่ได้ก็จะมีน้ำหนักเพียงพอสำหรับการสื่อสารกับสังคมไทย ประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และนักลงทุน
ประเด็นนี้สำคัญเป็นพิเศษสำหรับจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะพื้นที่เชื่อมโยงกับมาเลเซียและภูมิภาคโดยรอบอย่างใกล้ชิด ทั้งการเดินทาง การท่องเที่ยว การค้าชายแดน การลงทุน และความสัมพันธ์ของผู้คนสองฝั่งพรมแดน ความสามารถของรัฐในการจัดการกับเหตุการณ์รุนแรงอย่างน่าเชื่อถือจึงมีผลต่อความเชื่อมั่นต่อพื้นที่ในหลายมิติพร้อมกัน
ในความหมายนี้ ความมั่นคงไม่ได้อยู่เพียงที่การควบคุมสถานการณ์เมื่อเหตุเกิด แต่รวมถึงความสามารถในการทำให้ความจริงปรากฏเมื่อเหตุผ่านไปแล้วด้วย หากรัฐทำได้ทั้งสองอย่าง ความมั่นคงก็จะไม่ได้เกิดจากการควบคุมเพียงอย่างเดียว แต่มีฐานจากความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของผู้คนด้วย และในพื้นที่ความขัดแย้ง ความมั่นคงชนิดหลังนี้ต่างหากที่อยู่ได้นานกว่า
ข้อเสนอในทางปฏิบัติ
หากรัฐบาลเห็นควรจัดตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริงกรณีจะแนะ กรอบการทำงานควรประกอบด้วยหลักสำคัญ 6 ประการ
สถานะและความเป็นอิสระ จัดตั้งโดยคำสั่งนายกรัฐมนตรี ให้มีสถานะเป็นภารกิจของรัฐบาล และเป็นอิสระจากสายบังคับบัญชาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์
องค์ประกอบที่หลากหลายและน่าเชื่อถือ ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ แพทย์นิติเวช อาวุธและวิถีกระสุน กฎหมาย สิทธิมนุษยชน นักวิชาการ ภาคประชาสังคม สื่อมวลชนทั้งในและนอกพื้นที่ และบุคคลที่ประชาชนในพื้นที่ให้ความเชื่อถือ โดยไม่ให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์มีอำนาจกำหนดทิศทางหรือมีน้ำหนักเหนือคณะกรรมการ
อำนาจเข้าถึงข้อมูลและหลักฐาน สามารถเข้าถึงวัตถุพยาน ข้อมูลการบิน บันทึกภารกิจ ข้อมูลอาวุธและการเบิกใช้กระสุน ตลอดจนรับฟังเจ้าหน้าที่ ผู้บาดเจ็บ และพยานทุกฝ่าย ภายใต้มาตรฐานการเก็บรักษาหลักฐานที่ตรวจสอบย้อนหลังได้
การคุ้มครองทุกฝ่ายระหว่างการตรวจสอบ คุ้มครองความปลอดภัย ศักดิ์ศรี และสิทธิของผู้ได้รับผลกระทบและพยาน ควบคู่กับการรักษาความเป็นธรรมแก่เจ้าหน้าที่ โดยไม่ตัดสินฝ่ายใดผ่านกระแสข่าวหรือปฏิบัติการข้อมูลก่อนข้อเท็จจริงปรากฏ
การเปิดเผยข้อค้นพบต่อสาธารณะ รายงานผลอย่างโปร่งใสในระดับที่ไม่กระทบต่อกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้สังคมมีข้อเท็จจริงชุดเดียวกันสำหรับการสื่อสารทั้งในพื้นที่ สังคมไทย ประเทศเพื่อนบ้าน ภาคธุรกิจ นักท่องเที่ยว และผู้มาเยือน
การเชื่อมผลตรวจสอบไปสู่ความรับผิดและการป้องกันเหตุซ้ำ หากพบพยานหลักฐานที่ชี้ถึงการกระทำผิด ต้องมีช่องทางส่งต่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างชัดเจน และไม่ว่าผลการตรวจสอบจะออกมาอย่างไร คณะกรรมการควรเสนอการปรับปรุงเชิงระบบเพื่อป้องกันเหตุในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีก
ข้อสรุป
หากคณะกรรมการชุดนี้เกิดขึ้นและทำงานได้จริง ประโยชน์ของมันจะไม่จำกัดอยู่ที่การตอบคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นในเหตุการณ์หนึ่งเท่านั้น แต่จะมีความหมายอย่างน้อยสามประการ คือทำให้ข้อเท็จจริงปรากฏ สร้างความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน และเปลี่ยนบทเรียนจากเหตุการณ์หนึ่งให้กลายเป็นหลักป้องกันไม่ให้เหตุเช่นเดิมเกิดขึ้นอีก
นี่จึงไม่ใช่ข้อเสนอเพื่อหาคนผิดให้ได้ และไม่ควรเริ่มต้นด้วยความเชื่อว่าฝ่ายใดพูดจริงหรือพูดเท็จ สิ่งที่ควรยืนยันมีเพียงหลักง่าย ๆ ว่า หากมีการกระทำผิด หลักฐานต้องสามารถพาไปถึงความรับผิดได้ และหากไม่มีการกระทำผิด กระบวนการเดียวกันก็ต้องคืนความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาได้เช่นกัน ความเป็นอิสระของคณะกรรมการจึงสำคัญกว่าคำตอบที่ฝ่ายใดอยากได้ล่วงหน้า
สำหรับพื้นที่ความขัดแย้ง ความจริงไม่ใช่เรื่องรองของสันติภาพ หากเป็นเงื่อนไขอย่างหนึ่งของมัน เพราะข่าวลือ อคติ และความหวาดระแวงเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่ข้อเท็จจริงยังคลุมเครือ ยิ่งความจริงมาช้า ความสงสัยก็ยิ่งฝังลึก และเมื่อความสงสัยสะสมมากพอ มันจะไม่หยุดอยู่ที่เหตุการณ์หนึ่ง แต่จะขยายไปสู่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในพื้นที่กับสังคมนอกพื้นที่ด้วย
ในแง่นี้ การทำให้ความจริงปรากฏจึงไม่ใช่เพียงการจัดการอดีต แต่เป็นการสร้างเงื่อนไขสำหรับอนาคต ให้ทุกฝ่ายกลับมาพูดคุยกันบนข้อเท็จจริงชุดเดียวกันได้มากขึ้น แม้อาจยังเห็นต่างกันในเรื่องอื่นก็ตาม
ในทางงบประมาณ การค้นหาความจริงใช้ทรัพยากรเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับมาตรการด้านความมั่นคงจำนวนมากที่ดำเนินต่อเนื่องมาหลายปี สิ่งที่ทำให้ความจริงมีราคาสูงจึงไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในการค้นหา หากคือความรับผิดที่อาจตามมาเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏ และตรงนี้เองที่ต้องยืนยันหลักการให้ชัดว่า ไม่มีอำนาจ ตำแหน่ง หรือสถานะใดควรอยู่เหนือหลักฐาน
รัฐบาลพลเรือนยังมีโจทย์ใหญ่กว่านี้อีกมากในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เรื่องนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำได้ทันที และอาจมีความหมายเกินกว่าขนาดของเหตุการณ์ หากทำให้ประชาชนเห็นได้ว่า เมื่อเกิดข้อสงสัย รัฐพร้อมเปิดพื้นที่ให้ตรวจสอบ และเมื่อความจริงปรากฏ ทุกฝ่ายพร้อมยอมรับผลของมัน
บางครั้ง การฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนอาจไม่ได้เริ่มจากนโยบายใหญ่หรือโครงการราคาแพง หากเริ่มจากเรื่องพื้นฐานที่สุด คือ ทำให้ผู้คนเชื่อว่าเมื่อเกิดความรุนแรงขึ้น ความจริงจะไม่ถูกทิ้งไว้กลางทางด้วยความสงสัย