ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีรถยนต์แคนาดา 50% ลั่น “ไม่ใช่พันธมิตรอีกต่อไป”
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ขู่ปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ รถบรรทุก และชิ้นส่วนยานยนต์ทั้งหมดจากแคนาดาเป็น 50% ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2570 และประกาศว่า แคนาดาจะไม่ได้รับการปฏิบัติเสมือนเป็นประเทศพันธมิตรอีกต่อไป
ข้อตกลงที่อยู่ระหว่างการเจรจาก่อนหน้านี้จะลดภาษีนำเข้ารถยนต์และรถบรรทุกขนาดเล็กจากแคนาดาจาก 25% เหลือ 15% และลดภาษีอะลูมิเนียมและเหล็กจาก 50% เหลือ 25% อย่างไรก็ตาม การเจรจาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ล้มเหลวจากข้อขัดแย้งหลายประเด็น รวมถึงการใช้มาตรการลดภาษีกับรถบรรทุกขนาดกลางและขนาดใหญ่
ขณะที่นายกรัฐมนตรีมาร์ค คาร์นีย์ ผู้นำแคนาดา กล่าวว่า ทั้งสองประเทศยังสามารถบรรลุข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ร่วมกันได้ หากสหรัฐเคารพอธิปไตยของแคนาดา
แคนาดาเป็นหนึ่งในสองคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ โดยมูลค่าการค้าสินค้าและบริการทวิภาคี อยู่ที่ 872,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปีที่ผ่านมา
ข้อมูลจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ ( ยูเอสทีเอ ) ระบุว่า แคนาดาส่งออกสินค้าราว 75% ไปยังสหรัฐ และนำเข้าสินค้าจากสหรัฐเกือบครึ่งหนึ่งของการนำเข้าทั้งหมด
ด้านสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แคนาดาเตือนว่า หากสหรัฐเรียกเก็บภาษีชิ้นส่วนรถยนต์จากแคนาดา ต้นทุนดังกล่าวจะตกอยู่กับภาคการประกอบรถยนต์ในสหรัฐ และอาจทำให้สายการผลิตทั่วประเทศหยุดชะงัก
ทั้งนี้ แคนาดาประกาศเตรียมเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐบางรายการ ตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย. นี้ เพื่อตอบโต้มาตรการภาษี 50% ของทรัมป์ที่ครอบคลุมสินค้าจากแคนาดามูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 653,800 ล้านบาท )
ในเวลาเดียวกัน ผลสำรวจของสถาบันแองกัส รีด ระบุว่า ชาวแคนาดาราว 3 ใน 4 เห็นด้วยกับการตัดสินใจของคาร์นีย์ ที่ถอนตัวออกจากการเจรจาการค้ากับสหรัฐ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
อนึ่ง หลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งในสหรัฐและแคนาดาแสดงความสงสัย ว่าทรัมป์จะเดินหน้ามาตรการดังกล่าวจริงหรือไม่ เนื่องจากเคยประกาศแบบนี้มาก่อน แล้วลดระดับลงหรือเลื่อนการบังคับใช้
นอกจากนี้ การกำหนดวันเริ่มมาตรการในเดือน ม.ค. ปีหน้า สื่อถึงการรอให้การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐในเดือนพ.ย. นี้ผ่านพ้นไปก่อน อาจเป็นกลยุทธ์กดดันให้แคนาดากลับมาเจรจาในช่วงนี้ จึงมีการตั้งคำถามว่า อาจเป็นแผนเรียกคะแนนสนับสนุนให้กับทรัมป์และพรรครีพับลิกันหรือไม่.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS