"กระทิง" วัวป่ายักษ์แห่งเอเชีย พบในหลายผืนป่าของไทย มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์
ลำตัวสีดำหรือน้ำตาลเข้ม กล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ที่นูนสูง เขาโค้งขนาดใหญ่ และขาทั้ง 4 ข้างที่มีสีอ่อนราวกับสวม "ถุงเท้าสีขาว" ทำให้ "กระทิง" เป็นหนึ่งในสัตว์ป่าที่มีรูปลักษณ์น่าเกรงขามที่สุดในผืนป่าของประเทศไทย
สัตว์กลุ่มวัวที่ใหญ่ที่สุด
กระทิง (Gaur) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bos gaurus เป็นสัตว์ในวงศ์ Bovidae และสกุลเดียวกับวัวบ้าน แต่มีร่างกายใหญ่และแข็งแรงกว่ามาก
มันไม่ได้เป็นเพียงวัวป่าขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง แต่ถูกจัดว่าเป็นสัตว์ในกลุ่มวัว หรือ Bovine ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลก โดยตัวผู้ขนาดใหญ่อาจมีน้ำหนักมากกว่า 1 ตัน และมีความสูงบริเวณหัวไหล่เกิน 2 เมตรได้
กระทิงเคยกระจายพันธุ์อย่างกว้างขวางทั่วเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย แต่ปัจจุบันถิ่นอาศัยถูกแบ่งออกเป็นหย่อม ๆ และประชากรในหลายพื้นที่ลดลงจากการล่า การสูญเสียผืนป่า และกิจกรรมของมนุษย์
ปัจจุบันกระทิงถูกจัดอยู่ในสถานะ Vulnerable (VU) หรือ มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ ตามบัญชีแดง IUCN และอยู่ใน CITES Appendix I ซึ่งควบคุมการค้าระหว่างประเทศอย่างเข้มงวด
กระทิงถูกจัดอยู่ในชั้น Mammalia อันดับ Artiodactyla วงศ์ Bovidae วงศ์ย่อย Bovinae สกุล Bos ชนิด Bos gaurus นั่นหมายความว่า กระทิงเป็นญาติในกลุ่มเดียวกับวัวบ้าน วัวแดง จามรี และสัตว์วงศ์วัวชนิดอื่น ๆ แต่กระทิงมีวิวัฒนาการและรูปร่างที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน โดยเฉพาะร่างกายขนาดใหญ่ กล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ และสันนูนบนแนวหลังซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสัตว์ชนิดนี้
บางครั้งถูกเรียกว่า "ไบซันอินเดีย"
ภาษาอังกฤษบางครั้งเรียกกระทิงว่าไบซันอินเดีย (Indian Bison) แต่ชื่อนี้อาจสร้างความเข้าใจผิด เพราะกระทิงไม่ใช่ไบซันแท้ แบบไบซันอเมริกัน (American Bison) หรือไบซันยุโรป (European Bison) กระทิงอยู่ในสกุล Bos เช่นเดียวกับวัว ขณะที่ไบซันอยู่ในสกุล Bison
ดังนั้น คำว่า Gaur จึงเป็นชื่อสามัญที่ตรงและลดความสับสนได้มากกว่าไบซัน โดยชื่อ Gaur มีรากเกี่ยวข้องกับภาษาสันสกฤตและภาษาฮินดี
คำว่า gaura ในภาษาสันสกฤตสามารถมีความหมายเกี่ยวกับสีขาว เหลือง หรือแดง ขณะที่คำว่า gaur-mriga ใช้เรียกสัตว์ในกลุ่มวัวป่าชนิดหนึ่ง ส่วนภาษาฮินดีมีคำว่า gaur ที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับสีอ่อนหรือผิวสีอ่อนเช่นกัน ส่วนในภาษาไทย เรารู้จักสัตว์ชนิดนี้ในชื่อ "กระทิง"
ไหล่สูง - สวม "ถุงเท้าขาว"
ขนาดร่างกายเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้กระทิงโดดเด่นที่สุด ข้อมูลที่รวบรวมจากประชากรหลายพื้นที่ระบุว่า กระทิงโตเต็มวัยมีความยาวศีรษะและลำตัวประมาณ 2.5–3.3 เมตร หางยาวประมาณ 70–105 เซนติเมตรสูงบริเวณหัวไหล่ประมาณ 1.42–2.2 เมตร
ตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมียอย่างเห็นได้ชัด โดยข้อมูลจากสัตว์ที่ศึกษาในอินเดียพบว่า ตัวผู้มีน้ำหนักได้ประมาณ 588–1,500 กิโลกรัม ส่วนตัวเมียประมาณ 440–1,000 กิโลกรัม แต่ตัวเลขจะแตกต่างกันตามพื้นที่และประชากร
ข้อมูลจากอุทยานแห่งชาติเขาสกในประเทศไทยให้ช่วงน้ำหนักทั่วไปของกระทิงโตเต็มวัยประมาณ 650–1,000 กิโลกรัม จึงเหมาะกว่าในการอธิบายขนาดของสัตว์ทั่วไป มากกว่าการนำตัวเลขสูงสุด 1,500 กิโลกรัมมาใช้เป็นน้ำหนักมาตรฐานของกระทิงทุกตัว
เมื่อมองกระทิงจากด้านข้าง จะเห็นว่าบริเวณหัวไหล่สูงกว่าส่วนสะโพกอย่างชัดเจน สาเหตุเกิดจากแนวกระดูกสันหลังส่วนหน้าที่มีปุ่มกระดูกยาว ทำให้เกิดสันนูนตั้งแต่หัวไหล่ไปจนถึงกลางหลัง ในบางตัว หัวไหล่อาจสูงกว่าบริเวณสะโพกประมาณ 12 เซนติเมตร
เมื่อรวมกับกล้ามเนื้อขนาดใหญ่บริเวณคอและหัวไหล่ จึงทำให้กระทิงดูเหมือนมีโหนกใหญ่บริเวณส่วนหน้าของร่างกาย โครงสร้างนี้เป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยแยกกระทิงออกจากวัวป่าชนิดอื่นได้
อีกหนึ่งเอกลักษณ์สำคัญของกระทิงคือช่วงขาตอนล่างที่มีสีอ่อนแตกต่างจากลำตัวอย่างชัดเจน ลำตัวของตัวผู้โตเต็มวัยมักมีสีน้ำตาลเข้มมากจนเกือบดำ ขณะที่ตัวเมียและสัตว์วัยอ่อนจะมีสีน้ำตาลอ่อนกว่า ส่วนตั้งแต่บริเวณเข่าหรือข้อเท้าลงมาจะมีสีขาว เหลืองอ่อน หรือสีครีม ลักษณะนี้ทำให้ดูเหมือนกระทิงกำลังสวมถุงเท้าสีอ่อนทั้ง 4 ข้าง
องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ยังใช้ลักษณะขาสีขาว ร่วมกับสันหลังนูนเป็นหนึ่งในจุดแยกกระทิงออกจากวัวแดง (Banteng) ซึ่งมีรูปแบบสีและปื้นขาวบริเวณสะโพกแตกต่างออกไป
ความแตกต่างของตัวผู้และตัวเมียที่สังเกตง่ายที่สุดคือ ขนาดและสี ตัวผู้จะตัวใหญ่และมีกล้ามเนื้อมากกว่า สีเข้มกว่า ตัวผู้โตเต็มวัยบางตัวมีสีเกือบดำ สันบริเวณหน้าผากและหัวไหล่เด่นชัดกว่า ขณะที่ตัวเมียตัวเล็กกว่า สีออกน้ำตาลหรือสีน้ำตาลแดง เขามักเรียวกว่า และสันบนหน้าผากไม่เด่นเท่าตัวผู้
อย่างไรก็ตาม ทั้งตัวผู้และตัวเมียมีเขา ซึ่งต่างจากสัตว์วงศ์วัวบางชนิดที่เขาอาจแตกต่างกันมากระหว่างเพศ
กระทิงมีเขาขนาดใหญ่ที่งอกจากสองข้างของศีรษะ ก่อนโค้งขึ้นด้านบนและปลายค่อย ๆ งอเข้าด้านในและถอยไปด้านหลัง เขาสามารถยาวประมาณ 60–115 เซนติเมตร บริเวณโคนเขามักมีสีเหลืองอ่อนหรือเขียวอ่อน ก่อนเปลี่ยนเป็นสีดำบริเวณปลาย ตรงกลางระหว่างเขาทั้งสองข้างมีสันนูนบนหน้าผาก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งลักษณะที่ทำให้ศีรษะของกระทิงดูใหญ่และทรงพลัง
มักหากินกลางวัน บางครั้งมีตัวเมียเป็นจ่าฝูง
ตามธรรมชาติ หากอยู่ในพื้นที่ที่แทบไม่ถูกรบกวน กระทิงเป็นสัตว์ที่มีกิจกรรมในช่วงกลางวันเป็นหลัก แต่พฤติกรรมสามารถเปลี่ยนไปเมื่อมนุษย์เข้ามารบกวน ในพื้นที่ซึ่งมีกิจกรรมของมนุษย์สูง กระทิงสามารถเปลี่ยนมาเคลื่อนไหวและออกหากินช่วงกลางคืนมากขึ้น เพื่อลดโอกาสเผชิญหน้ากับคน นี่เป็นตัวอย่างสำคัญของสัตว์ป่าที่ปรับตารางเวลาของชีวิตเพื่อหลีกเลี่ยงมนุษย์
ช่วงเวลาหากินยังเปลี่ยนไปตามอุณหภูมิ โดยงานศึกษาบางพื้นที่พบกิจกรรมกินอาหารสูงในตอนเช้าประมาณ 06.30-08.30 น. และช่วงเย็นประมาณ 17.30-18.45 น. ส่วนช่วงที่อากาศร้อนที่สุด กระทิงมักพักใต้ร่มไม้
กระทิงเป็นสัตว์สังคม โดยแกนหลักของฝูงมักประกอบด้วยตัวเมียโตเต็มวัย ลูกกระทิง และสัตว์วัยรุ่น ขณะที่ตัวผู้โตเต็มวัยสามารถพบได้ทั้งอยู่ร่วมกับฝูงและใช้ชีวิตตามลำพัง โดยเฉพาะนอกช่วงผสมพันธุ์
แหล่งข้อมูลบางแห่งระบุว่า ฝูงอาจมีตัวเมียอายุมากทำหน้าที่นำการเคลื่อนที่ของกลุ่ม อย่างไรก็ตาม งานทบทวนทางวิชาการชี้ว่าโครงสร้างลำดับชั้นและกลไกการนำฝูงของกระทิงยังไม่ได้รับการศึกษาอย่างละเอียดมากพอที่จะสรุปว่าทุกฝูงมี “จ่าฝูงตัวเมีย” อย่างชัดเจน
ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ ตัวผู้โตเต็มวัยจะเข้าใกล้ฝูงตัวเมียมากขึ้น และอาจเดินทางระหว่างฝูงเพื่อตามหาตัวเมียที่พร้อมผสมพันธุ์ โครงสร้างนี้คล้ายสัตว์กีบขนาดใหญ่หลายชนิดที่ตัวเมียและลูกเป็นแกนกลางของกลุ่ม ขณะที่ตัวผู้มีรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปตามวัยและฤดูสืบพันธุ์
กินพืชอย่างน้อย 32 ชนิด
ด้วยร่างกายหนักกว่าหนึ่งตันและเขาขนาดใหญ่ หลายคนอาจจินตนาการว่ากระทิงตัวผู้ต้องต่อสู้อย่างรุนแรงเพื่อแย่งสิทธิ์ผสมพันธุ์ แต่ข้อมูลพฤติกรรมระบุว่า การต่อสู้รุนแรงระหว่างตัวผู้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ ขนาดร่างกายมีบทบาทสำคัญในการกำหนดลำดับความเหนือกว่า และคู่แข่งสามารถประเมินกันได้ก่อนจะต้องเข้าสู่การต่อสู้จริง ในฤดูผสมพันธุ์ ตัวผู้ที่ไม่ได้อยู่ประจำฝูงสามารถเดินทางระหว่างฝูงต่าง ๆ เพื่อตามหาตัวเมียที่พร้อมผสมพันธุ์
ช่วงผสมพันธุ์ ตัวผู้สามารถส่งเสียงทุ้มกังวานสำหรับเรียกหรือสื่อสารกับตัวเมีย ซึ่งมีรายงานว่าเสียงดังกล่าวสามารถเดินทางได้ไกลกว่า 1.6 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังมีเสียงเตือนคล้ายการพ่นลมหรือเสียงหวีด และเสียงร้องทุ้มคล้ายวัว การสื่อสารด้วยเสียงจึงมีความสำคัญในป่าทึบซึ่งการมองเห็นสมาชิกตัวอื่นจากระยะไกลทำได้ยาก
กระทิงเป็นสัตว์กินพืช แต่ไม่ได้กินเฉพาะหญ้า เพราะมีพฤติกรรมทั้ง Grazing หรือการเล็มหญ้า และ Browsing หรือการกินใบ ยอด และส่วนต่าง ๆ ของพืช อาหารสามารถประกอบด้วยหญ้า ใบไม้ ยอดอ่อน ลำต้น ดอกไม้ ผลไม้ และเปลือกไม้
งานศึกษาที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า Bhagvan Mahaveer และอุทยานแห่งชาติ Mollem ในรัฐกัว ประเทศอินเดีย พบว่ากระทิงกินพืชอย่างน้อย 32 ชนิดจาก 17 วงศ์ในพื้นที่ศึกษา โดยใบไม้เป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหาร และชนิดพืชที่เลือกกินเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล
ช่วงฤดูที่หญ้าและพืชอ่อนลดลง กระทิงสามารถลอกเปลือกต้นไม้กินได้ หนึ่งในตัวอย่างที่มีการศึกษาคือ เปลือกต้นสัก นักวิจัยพบว่าเปลือกสักมีแร่ธาตุอย่างแคลเซียมและฟอสฟอรัส จึงมีข้อเสนอว่าการกินเปลือกไม้อาจช่วยให้กระทิงได้รับแร่ธาตุเพิ่มเติมในช่วงที่อาหารชนิดอื่นไม่เพียงพอ
ดังนั้น กระทิงไม่ได้เลือกอาหารโดยดูเพียงปริมาณพลังงาน แต่ยังต้องปรับอาหารให้เหมาะกับแร่ธาตุและเส้นใยที่ร่างกายต้องการ
แม้จะเป็นสัตว์ที่ใช้ชีวิตบนบก กระทิงยังต้องพึ่งพาแหล่งน้ำสำหรับดื่มอย่างสม่ำเสมอ ถิ่นอาศัยที่เหมาะสมจึงมักประกอบด้วยผืนป่าขนาดใหญ่ แหล่งน้ำ หญ้า ไผ่ ไม้พุ่ม พืชอาหารหลากหลายชนิด อย่างไรก็ตาม ข้อมูลด้านพฤติกรรมระบุว่า แม้ต้องดื่มน้ำ กระทิงไม่ได้มีนิสัยลงแช่ปลักหรือคลุกโคลนเป็นกิจวัตรเหมือนสัตว์วงศ์วัวบางชนิด
กระทิงสามารถอาศัยอยู่ในป่าหลายประเภท แต่ส่วนใหญ่สัมพันธ์กับผืนป่าที่ค่อนข้างสมบูรณ์และมีอาหารกับน้ำเพียงพอ ถิ่นอาศัยสำคัญ ได้แก่ ป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้งและป่ากึ่งดิบ ป่าผลัดใบชื้น ป่าผลัดใบบางพื้นที่ พื้นที่ป่าที่เชื่อมต่อกับทุ่งหญ้า
แม้ปัจจุบันมักพบกระทิงตามภูเขา แต่มีข้อเสนอว่าส่วนหนึ่งไม่ได้เกิดจากกระทิงชอบภูเขาโดยเฉพาะ หากเป็นเพราะพื้นที่ราบซึ่งเหมาะสมจำนวนมากถูกมนุษย์เปลี่ยนไปเป็นพื้นที่เกษตรและทุ่งเลี้ยงสัตว์แล้ว
กระทิงสามารถพบตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึงพื้นที่สูงอย่างน้อยประมาณ 2,800 เมตร แต่พื้นที่ราบต่ำที่มีป่าและอาหารสมบูรณ์สามารถเป็นถิ่นอาศัยที่ดีมากเช่นกัน
เคยมีประชากรมากกว่านี้ในอดีต พบได้ในหลายพื้นที่ของไทย
ในอดีต กระทิงกระจายพันธุ์ทั่วแผ่นดินใหญ่ของเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินเดีย เนปาล ภูฏาน บังกลาเทศ เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม จีน มาเลเซีย แต่ปัจจุบันเขตกระจายพันธุ์แตกออกเป็นประชากรย่อยจำนวนมาก และสัตว์ชนิดนี้หายไปจากบางพื้นที่ที่เคยอาศัยอยู่
ฐานประชากรสำคัญระดับโลกยังคงอยู่ในประเทศอินเดีย ขณะที่สถานการณ์ในหลายประเทศของอินโดจีนรุนแรงกว่ามาก โดยประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของถิ่นกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติของกระทิง ซึ่งปัจจุบันยังมีรายงานการพบในพื้นที่อนุรักษ์หลายแห่ง เช่น
- อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
- อุทยานแห่งชาติกุยบุรี
- อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
- อุทยานแห่งชาติเขาสก
- เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
- เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร
- อุทยานแห่งชาติทับลาน
- อุทยานแห่งชาติปางสีดา
- เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน
- เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว
- เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา
อย่างไรก็ตาม กองอุทยานแห่งชาติระบุด้วยว่า แผนที่กระจายพันธุ์ของเว็บไซต์อ้างอิงจากข้อมูลที่รวบรวมได้อย่างจำกัด และอาจไม่ครอบคลุมหรือแม่นยำทั้งหมด จึงควรมองรายชื่อพื้นที่เหล่านี้เป็นข้อมูลประกอบ ไม่ใช่บัญชีประชากรกระทิงทั่วประเทศไทยแบบสมบูรณ์
หลักฐานในอดีตระบุว่า กระทิงเคยกระจายพันธุ์อย่างกว้างขวางทั่วประเทศไทย แต่จากการประเมินช่วงคริสต์ทศวรรษ 1990 เคยมีการประมาณว่าประชากรในประเทศเหลือต่ำกว่า 1,000 ตัว และประชากรบริเวณเทือกเขาดงพญาเย็นในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 21 เคยถูกประเมินไว้เพียงประมาณ 150 ตัว
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ไม่ควรนำมาใช้เป็นจำนวนกระทิงปัจจุบันของประเทศไทย เพราะผ่านมาแล้วหลายสิบปี และบางพื้นที่อนุรักษ์ของไทยมีการฟื้นตัวของประชากรในเวลาต่อมา การประเมินสถานการณ์ปัจจุบันจึงต้องอาศัยข้อมูลสำรวจจากหน่วยงานอนุรักษ์แต่ละผืนป่าที่มีช่วงเวลาชัดเจน
กระทิงสามารถผสมพันธุ์ได้ตลอดปี แต่หลายพื้นที่พบช่วงผสมพันธุ์สูงตั้งแต่ประมาณเดือนธันวาคมถึงมิถุนายน ตัวเมียตั้งท้องประมาณ 275 วัน หรือราว 9 เดือน โดยทั่วไปออกลูกครั้งละ 1 ตัว และพบลูกแฝดได้ไม่บ่อย ลูกกระทิงจะกินนมแม่และค่อย ๆ เริ่มกินพืช ก่อนหย่านมเมื่ออายุประมาณ 7–12 เดือน กระทิงเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ประมาณอายุ 2–3 ปี ส่วนอายุในสภาพเลี้ยงสามารถยาวได้ถึงประมาณ 30 ปี
"เสือโคร่ง" ผู้ล่าหลักของกระทิงโตเต็มวัย
ร่างกายที่มีน้ำหนักหลายร้อยกิโลกรัมจนถึงมากกว่า 1 ตัน ทำให้กระทิงโตเต็มวัยมีผู้ล่าตามธรรมชาติไม่มาก ลูกกระทิงหรือสัตว์ที่อ่อนแออาจตกเป็นเหยื่อของเสือดาวหรือฝูงหมาในได้ แต่หนึ่งในผู้ล่าที่สำคัญที่สุดและมีศักยภาพล่ากระทิงโตเต็มวัยคือ “เสือโคร่ง”
มีรายงานถึงจระเข้น้ำเค็มขนาดใหญ่มากที่สามารถฆ่ากระทิงโตเต็มวัยได้เช่นกัน แต่ถือเป็นกรณีที่พบได้ไม่บ่อย และถิ่นอาศัยของกระทิงกับจระเข้น้ำเค็มในปัจจุบันซ้อนทับกันค่อนข้างจำกัด
การล่ากระทิงไม่ใช่เรื่องง่ายแม้แต่สำหรับเสือโคร่ง เพราะกระทิงมีทั้งร่างกายขนาดใหญ่ เขา และพละกำลังสูง เมื่อฝูงตรวจพบภัยคุกคาม สมาชิกตัวเต็มวัยสามารถรวมตัวป้องกันลูกและสัตว์วัยอ่อน ทำให้ผู้ล่าต้องเลือกจังหวะโจมตีอย่างระมัดระวัง
ความสัมพันธ์ระหว่างสองชนิดจึงไม่ได้เป็นเรื่องของผู้ล่ากับเหยื่อที่ไร้ทางสู้ แต่เป็นการเผชิญหน้าระหว่างสัตว์ขนาดใหญ่ที่มีความเสี่ยงต่อทั้งสองฝ่าย
กระทิงเป็นสัตว์ป่า ไม่ใช่วัวบ้าน และมีทั้งขนาด พละกำลัง และเขาที่สามารถสร้างอันตรายรุนแรงได้ ในพื้นที่ซึ่งไม่ถูกรบกวน กระทิงสามารถมีนิสัยระมัดระวังและหลบหนีมนุษย์ แต่พฤติกรรมแตกต่างกันตามพื้นที่และประสบการณ์ของสัตว์
มีรายงานว่ากระทิงบางประชากรที่คุ้นเคยกับกิจกรรมมนุษย์สามารถมีพฤติกรรมมั่นใจหรือก้าวเข้าหาสิ่งคุกคามได้ และตัวผู้บางช่วงอาจมีความหงุดหงิดมากขึ้น ดังนั้น หากพบกระทิงในธรรมชาติควรรักษาระยะห่าง ไม่เข้าใกล้เพื่อถ่ายภาพ ไม่ขวางเส้นทาง และไม่พยายามให้อาหาร โดยเฉพาะเมื่อมีลูกกระทิงอยู่ในฝูง เพราะตัวเต็มวัยอาจตอบสนองเพื่อปกป้องสมาชิกที่อ่อนแอ
มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์
การประเมินโดย IUCN ที่เผยแพร่ในปี ค.ศ. 2016 เคยประเมินจำนวนกระทิงโตเต็มวัยทั่วโลกสูงสุดไว้ประมาณ 21,000 ตัว โดยประชากรส่วนใหญ่อยู่ในอินเดีย สิ่งที่ยังสะท้อนสถานการณ์ได้ชัดเจนคือ ประชากรกระทิงไม่ได้กระจายอย่างสม่ำเสมอ บางพื้นที่คุ้มครองมีแนวโน้มคงที่หรือฟื้นตัว ขณะที่หลายพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเผชิญการลดลงอย่างรุนแรง
ปัจจุบันการประเมินที่ใช้อ้างอิงทั่วไปจัดกระทิงอยู่ในสถานะ Vulnerable (VU) หรือ มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ตามบัญชีแดง IUCN กระทิงถูกจัดอยู่ในระดับนี้มาตั้งแต่ปี 1986 และการประเมินปี 2016 ระบุว่า ในส่วนของอินโดจีนและมาเลเซีย ประชากรอาจลดลงมากกว่า 70% ในช่วง 3 ชั่วอายุ หรือประมาณ 24–30 ปี ในทางกลับกัน ประชากรที่อยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ซึ่งได้รับการปกป้องอย่างมีประสิทธิภาพสามารถมีแนวโน้มคงที่หรือเพิ่มขึ้นได้
นั่นแสดงให้เห็นว่า กระทิงยังมีศักยภาพในการฟื้นตัว หากลดแรงกดดันจากการล่าและรักษาผืนป่าที่เหมาะสมเอาไว้
หนึ่งในภัยคุกคามโดยตรงคือ การลักลอบล่า กระทิงถูกล่าเพื่อเนื้อ เขาชิ้นส่วนร่างกาย ของประดับหรือ Trophy และการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย ข้อมูลที่รวบรวมในการประเมินกระทิงระบุว่า การล่าเพื่อการค้าเป็นปัญหารุนแรงในหลายประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศไทยเองก็เคยมีปัญหาการล่ากระทิงเพื่อเนื้อและชิ้นส่วนสำหรับการค้า โดยสัตว์ที่มีอัตราการสืบพันธุ์ค่อนข้างช้าและออกลูกเพียงหนึ่งตัวเป็นส่วนใหญ่ ย่อมฟื้นประชากรได้ยากหากตัวเต็มวัยถูกฆ่าอย่างต่อเนื่อง
ภัยอีกด้านคือ การสูญเสียและแบ่งแยกถิ่นอาศัย กระทิงต้องการผืนป่าขนาดใหญ่ พื้นที่หากิน แหล่งน้ำ ทุ่งหญ้าหรือพื้นที่เปิด ทางเชื่อมระหว่างพื้นที่ป่า เมื่อถนน เกษตรกรรม ชุมชน หรือโครงสร้างพื้นฐานแบ่งป่าออกเป็นส่วน ๆ ฝูงกระทิงก็ถูกจำกัดให้อยู่ในพื้นที่เล็กลง
ข้อมูลการกระจายพันธุ์ในปัจจุบันแสดงอย่างชัดเจนว่า แม้กระทิงยังพบในหลายประเทศ แต่เขตกระจายพันธุ์แตกกระจายและไม่ต่อเนื่องเหมือนในอดีต
ปัญหานี้ไม่ได้ส่งผลเพียงต่อพื้นที่หาอาหาร แต่ยังทำให้การเคลื่อนที่และแลกเปลี่ยนพันธุกรรมระหว่างประชากรย่อยเกิดขึ้นยากขึ้นด้วย
และเมื่อพื้นที่ป่าถูกแบ่งแยก หรือแหล่งอาหารตามธรรมชาติไม่เพียงพอ กระทิงบางกลุ่มสามารถออกมาหากินตามไร่ สวน พื้นที่เกษตรกรรม ชายป่าใกล้ชุมชน สัตว์ขนาดใหญ่หนึ่งตัวสามารถสร้างความเสียหายต่อพืชผลได้มาก และเมื่อมนุษย์พยายามขับไล่ ก็เพิ่มความเสี่ยงของการเผชิญหน้ากัน
ดังนั้น การอนุรักษ์กระทิงในพื้นที่ซึ่งป่าติดกับชุมชนจึงต้องทำควบคู่กับการจัดการความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า ไม่ใช่เพียงป้องกันการล่าเท่านั้น
ที่มา: กองอุทยานแห่งชาติ / อุทยานแห่งชาติเขาสก / WWF / iNaturalist
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : "กระทิง" วัวป่ายักษ์แห่งเอเชีย พบในหลายผืนป่าของไทย มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.pptvhd36.com