ป.ป.ช.ลุยแฉขบวนการ “โกงสอบท้องถิ่น” สะเทือน 4.3 แสนผู้สมัคร ตั้งไต่สวน 6,012 ราย พบพิรุธแก้กระดาษคำตอบ-เงินหมุนเวียน
ป.ป.ช.ลุยแฉขบวนการ “โกงสอบท้องถิ่น” สะเทือน 4.3 แสนผู้สมัคร ตั้งไต่สวน 6,012 ราย พบพิรุธแก้กระดาษคำตอบ-เงินหมุนเวียน เร่งตรวจข้อสอบ 8 แสนใบ ล่าตัวการใหญ่ถึงระดับอธิบดี
วันที่ 25 ส.ค. 2569 นายเกียรติศักดิ์ พุฒพันธุ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะรองโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยความคืบหน้าคดีทุจริตการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 หลัง ป.ป.ช.ได้รับเรื่องร้องเรียนเจ้าหน้าที่รัฐสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ส่อทุจริตจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธี e-bidding โดยกำหนดเงื่อนไข TOR เอื้อประโยชน์แก่ผู้เสนอราคาบางราย ล็อกสเปก และลิดรอนการแข่งขันอย่างเป็นธรรม รวมถึงมีการแอบอ้างเรียกรับเงินจากผู้เข้าสอบ
การสอบครั้งดังกล่าวมีผู้สมัครรวม 438,277 คน ใน 10 เขต 105 ตำแหน่ง รวม 8,548 อัตรา มีผู้สอบผ่านขึ้นบัญชี 55,194 ราย และถูกเรียกบรรจุแล้ว 15,520 ราย ข้อมูล ณ วันที่ 12 มิ.ย. 2569
จากการสืบสวนพบพยานสำคัญพาดพิงถึงเครือข่ายของนายพิชิต ทั้งพรม หรือ “เอ” ซึ่งมีพฤติการณ์ตระเวนหาผู้สมัครสอบที่ยอมจ่ายเงินเพื่อแลกกับการช่วยเหลือให้สอบผ่าน โดยพบความผิดปกติในผลสอบของผู้เข้าสอบบางราย อาทิ นายภีมศรันย์ อุบลแก้วศิริ และนายกฤษดา รักแจ้ง อดีตลูกจ้างกองช่าง เทศบาลเมืองบางแม่นาง ซึ่งสอบได้ลำดับที่ 1 และ 3 ในตำแหน่งวิศวกรโยธา ศูนย์สอบภาคกลาง เขต 1 โดยมีคะแนนสูงผิดปกติมากกว่า 90 คะแนนจาก 100 คะแนน และปัจจุบันทั้งคู่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการที่เทศบาลเมืองบางรักพัฒนาแล้ว
ต่อมาเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2569 พยานได้ให้ข้อมูลว่ามีการลักลอบแก้ไขกระดาษคำตอบภายในบริษัท สามเมืองเจริญรุ่งเรืองกิจ จำกัด ก่อนเจ้าหน้าที่นำหมายค้นศาลจังหวัดนนทบุรี ที่ 618/2569 เข้าตรวจค้นเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. พบผู้ที่อยู่ภายในบริษัท 11 ราย พร้อมตรวจยึดคอมพิวเตอร์ 13 เครื่อง กระดาษคำตอบ แฟลชไดรฟ์ และฮาร์ดดิสก์แบบพกพา รวมถึงได้หลักฐานสำคัญเป็นแฟลชไดรฟ์ข้อมูลดิบจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และกระดาษคำตอบจริงจากโรงพิมพ์จวนนิช เพื่อนำมาเปรียบเทียบตรวจสอบการแก้ไขคะแนน
จากการวิเคราะห์ข้อมูลในคอมพิวเตอร์ พบรายชื่อและรูปแบบพฤติการณ์ที่สอดคล้องกับการทุจริตสอบสายงานผู้บริหารท้องถิ่นเมื่อปี 2564 ทำให้ ป.ป.ช.เชื่อว่าอาจเป็นขบวนการขนาดใหญ่ที่ดำเนินการต่อเนื่องมาหลายปี
ล่าสุด คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติรับเรื่องไว้ไต่สวนเป็นคดีพิเศษ โดยมีผู้ถูกกล่าวหาแล้ว 6,012 ราย ขณะนี้เจ้าหน้าที่เร่งลงพื้นที่สอบปากคำผู้เข้าสอบเพื่อขยายผลไปยังกลุ่มนายหน้า พร้อมประสาน ปปง.และธนาคารพาณิชย์ตรวจสอบเส้นทางการเงินเชิงลึก รวมถึงขอข้อมูลจากธนาคารกรุงไทยเพื่อระบุตัวผู้ชำระเงินแทนกัน เพื่อดำเนินคดีและติดตามยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้กระทำผิด
ป.ป.ช.กำหนดกรอบการไต่สวนเบื้องต้นไม่เกิน 6 เดือน พร้อมเตรียมรายงานความคืบหน้าให้ประชาชนทราบเป็นประจำทุกเดือน เนื่องจากเป็นคดีขนาดใหญ่ที่มีผู้เกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก
สำหรับการจัดกลุ่มผู้เกี่ยวข้อง ป.ป.ช.แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ดำรงตำแหน่งระดับนโยบาย กลุ่มผู้บริหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่รัฐ กลุ่มคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำระบบและการประเมินผล และกลุ่มตัวกลางที่ทำหน้าที่รับเงินหรือผู้ได้รับประโยชน์จากการทุจริต
ส่วนการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ป.ป.ช.อยู่ระหว่างประสานขอข้อมูลธุรกรรมจากธนาคารแห่งประเทศไทยและสำนักงาน ปปง. เพื่อวิเคราะห์กระแสเงินทั้งขาเข้าและขาออก โดยพบกระแสเงินหมุนเวียนที่อาจเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริต อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช.ย้ำว่า การพบเส้นทางการเงินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถชี้ความผิดได้ทันที ต้องนำมาพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์และการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นรายบุคคล พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการตามพยานหลักฐานอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับข้าราชการระดับสูงหรือนักการเมือง
ขณะเดียวกัน เป้าหมายสำคัญของการไต่สวนคือการขยายผลไปยังตัวการใหญ่เบื้องหลัง โดย ป.ป.ช.ได้ตั้งเรื่องไต่สวนกลุ่มคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำ TOR และการจัดสอบ รวมถึงข้าราชการระดับสูงแล้ว 10 ราย ในจำนวนนี้มีผู้ดำรงตำแหน่งระดับอธิบดี 2 ราย ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในช่วงที่มีการลงนามสัญญาหรือข้อตกลงจัดสอบ นอกจากนี้ยังมีการตั้งเรื่องไต่สวนประธาน อก. นายประยูร และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงขยายผลย้อนหลังไปยังการสอบในปีอื่นที่พบรูปแบบพฤติการณ์คล้ายคลึงกัน
สำหรับการแยกแยะผู้สอบ ป.ป.ช.จะพิจารณาระหว่างผู้กระทำผิดกับผู้เสียหาย โดยผู้กระทำผิดหมายถึงผู้ที่ยอมจ่ายเงินหรือผลประโยชน์เพื่อแลกกับการแก้ไขคะแนนจนทำให้สอบผ่าน ส่วนผู้เสียหายคือผู้ที่ไม่มีส่วนรู้เห็นกับการแก้ไขข้อสอบ แต่มีชื่อสอบผ่านและได้รับการบรรจุ โดยการไต่สวนจะต้องพิสูจน์เจตนาของแต่ละบุคคลอย่างละเอียด
นอกจากนี้ ป.ป.ช.อยู่ระหว่างเตรียมนำเครื่องตรวจข้อสอบที่มีประสิทธิภาพสูงมาใช้ตรวจพิสูจน์กระดาษคำตอบประมาณ 800,000 ใบ โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 10 วันนับจากวันที่ได้รับเครื่อง เพื่อเปรียบเทียบกระดาษคำตอบกับรายงานผลสอบจริง และจะใช้ระบบ Double Check ตรวจสอบซ้ำเพื่อป้องกันความผิดพลาด หากพบการแก้ไขคะแนนหรือแทรกรายชื่อ จะคัดแยกผู้กระทำผิดออกจากบัญชี และส่งเรื่องให้หน่วยงานต้นสังกัดดำเนินการทางวินัย รวมถึงเพิกถอนสิทธิตามกฎหมาย
ส่วนกรณีมหาวิทยาลัยบูรพา ป.ป.ช.ยืนยันว่าจะไต่สวนผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด รวมถึงข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการนัดพบใน Safe House และการเรียกร้องผลประโยชน์ พร้อมระบุมาตรการทางกฎหมาย 2 แนวทาง ได้แก่ การคุ้มครองพยานสำหรับผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่อาจได้รับอันตราย และการกันผู้ร่วมกระทำผิดบางรายไว้เป็นพยาน เพื่อใช้ข้อมูลขยายผลไปสู่การดำเนินคดีกับตัวการใหญ่ต่อไป