เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
#ทันหุ้น – บล.ฟินันเซีย ไซรัส มองแนวโน้มตลาดวันนี้ คาดว่า SET Index มีโอกาสฟื้นตัวระยะสั้นหาแนวต้านโซน 1,605+- จุด จากบรรยากาศการลงทุนที่ผ่อนคลายมากขึ้น หลัง Bond Yield สหรัฐฯ เริ่มชะลอตัวลงบ้าง ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ US$90 ต่อบาร์เรล
ตลาดมองว่ามาตรการ “Economic D-Day” ของสหรัฐฯที่จะโดดเดี่ยวเศรษฐกิจอิหร่าน รวมถึงข่าวว่าสหรัฐฯเตรียมส่งทูตกลับสถานทูตในตะวันออกกลาง ช่วยลดความกังวลเรื่องปฏิบัติการทางทหาร ขณะที่ระยะสั้นอาจเริ่มเห็นผลของ “Bessent Put” ที่ซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว ภาพรวมจึงทำให้สินทรัพย์เสี่ยงเริ่มฟื้นตัวขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ตลาดรอติดตามคืนนี้ ได้แก่ ผลประกอบการของ Nvidia โดยให้โฟกัสที่ Outlook และ Guidance ของบริษัทสำหรับ 2H26 ซึ่งจะเป็นตัวสะท้อน Demand ของอุตสาหกกรม AI ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญที่รอดู คือ เงินเฟ้อ PCE สหรัฐฯเดือน ก.ค. (ตลาดคาด Core +0.2% m-m, +3.3% y-y) และ GDP 2Q26 2nd Est สหรัฐฯ (ตลาดคาด +1.5% q-q SAAR) ซึ่งหากออกมาต่ำกว่าคาด เราคาดว่าจะหนุนบรรยากาศการลงทุนให้ผ่อนคลายต่อเนื่อง รวมถึงเปิดช่องให้การแถลงของประธาน Fed ที่ Jackson Hole Symposium ในคืนวันศุกร์นี้มีโอกาสที่จะออกมาในโทนที่ Dovish มากขึ้น
ส่วนปัจจัยในประเทศ ติดตามการประชุมกนง.วันนี้ ซึ่งคาดว่ายังคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% แต่หากมีการปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจจะเป็น Surprise ในเชิงบวก ส่วนงาน Thailand Focus 2026 ที่เริ่มต้นวันนี้ คาดช่วยหนุน Sentiment อ่อนๆ ตามสถิติ 10 ปีย้อนหลัง SET Index มักตอบรับเป็นบวกเฉลี่ย 0.5% ระหว่างช่วงจัดงาน
กลยุทธ์ : Selective Buy // ระยะกลาง-ยาวยัง Rotate หา Value-Domestic Play
หุ้นเด่นเดือน ส.ค : BTG, ITC, MAGURO, SJWD, STA
FSSIA Portfolio: BA, BBL, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, ITC, PR9, SAPPE, STA, and TIDLOR
หุ้นเด่นวันนี้ : HANA
· แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 53 บาท
· ธุรกิจเดิมฟื้นต่อเนื่อง ขณะที่รายได้ AI จาก 2 ลูกค้าหลักจะเริ่มรับรู้ใน 3Q26 และเร่งขึ้นใน 4Q26 ก่อนรับรู้เต็มปีใน 2027 ส่วนโรงงานใน Ohio คาดพลิกกำไรใน 4Q26 และ PMS ที่เกาหลีใต้ มีโอกาสฟื้นชัดเจนขึ้นในปีหน้า
· คาดกำไร 3Q26 โตทั้ง q-q และ y-y และเร่งต่อใน 4Q26 เราคาดกำไรปี 2026-27 เติบโต 79% y-y และ 73% y-y ตามลำดับ
· แนวรับ 44.50//43 บาท แนวต้าน 46.50//48//49.50 บาท
ด้าน บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี SET ที่ 1,585 – 1,590 แนวต้าน 1,610 – 1,615 คาดดัชนีทรงตัวรอข้อมูล US PCE และรอผลการประชุมที่ Jakson Holes ในช่วงค่ำวันศุกร์นี้ เพื่อจับสัญญาณดอกเบี้ยของสหรัฐ ส่วนปัจจัยในประเทศคาดยังได้แรงหนุนจากคาด กนง.จะคงดอกเบี้ย และงาน Thailand Focus คาดจะหนุนเม็ดเงินลงทุนในกลุ่มอุต ฯ New S Curve ของไทย แนะนำทยอยซื้อเมื่อดัชนีอ่อนตัว เช่น KBANK, BBL, KTB, GULF, GPSC, AMATA, WHA, STECON คาดจะได้ประโยชน์จากธีมการลงทุนในประเทศ/ พักเงินในกลุ่ม Dividend & Defensive Play เช่น SCB ,ADVANC, BH, BCH
CENTEL* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 44.80 บาท) บริษัทรายงานกำไรสุทธิ 2Q69 ที่ 166 ล้านบาท -92%QoQ, +52%YoY ลดลง QoQ ตามปัจจัยฤดูกาล แต่ YoY เติบโตจากธุรกิจโรงแรม RevPar (ไม่รวมดูไบ) ยังเป็นบวกจากโรงแรมในไทยและมัลดีฟส์ ส่วนธุรกิจร้านอาหาร TSSG เป็นบวกเล็กน้อย ภาพรวม GPM ทำได้ดีจากฝั่งโรงแรม และถึงคุมค่าใช้จ่ายและดอกเบี้ยจ่าย รวมแล้วกำไรสุทธิ 1H69 อยู่ที่ 2.3 พันล้านบาท +169%YoY แนวโน้ม 2H69 ยังมีทิศทางบวกจากการฟื้นตัวต่อเนื่องของโรงแรมและการขยายแบรนด์ร้านอาหารพรีเมียม โดยเฉพาะ 4Q69 เข้าช่วง High season ซึ่งมีงานอีเว้นต์และมาตรการกระตุ้นการท่องเทียวของภาครัฐช่วยเสริม ทั้งนี้อิงจาก consensus ตลาดคาดกำไรปี 69-70 ไว้ที่ 2.75 พันล้านบาท +38%YoY) และ 2.45 พันล้านบาท (-11%YoY)
BTG* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย 23.12 บาท) กำไรในช่วง 2Q69 ที่ผ่านมา -YoY -QoQ กดดันจากราคาขายไก่และสุกรในไทยที่อ่อนตัว อย่างไรก็ตาม ราคาไก่และสุกรในปัจจุบันเห็นการฟื้นตัวดีขึ้นมาจาก 2Q69 แล้ว โดย ราคาไก่อยู่ที่ราว 43-45 บาท/กก.(จาก 2Q69 ที่ 37.4 บาท/กก.) และราคาสุกรอยู่ที่ราว 74-76 บาท/กก.(จาก 2Q69 ที่ 60.7 บาท/กก.) ส่งผลบวกต่อไปยังการดำเนินงานปกติในช่วง 3Q69-4Q69 ซึ่งเราคาดว่าราคาขายสัตว์บกจะมีเสถียรภาพมากขึ้น จาก Supply มีแนวโน้มกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้น หลังช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ราคาขายสัตว์บกมีปัจจัยผันผวนจากโรคระบาดที่ทำให้รายย่อยเร่งขายออกมา ส่งผลให้ตลาดเกิดภาวะ Oversupply และราคาขายเหวี่ยงลงเป็นช่วงๆ ปัจจุบันตลาดคาดว่าในปี69และ 70 กำไรสุทธิของ BTG* จะอยู่ที่ 4,228 ลบ.(-37%YoY) และ 5,209 ลบ.(+23%YoY) ตามลำดับ
ขณะที่ บล.ดาโอ คาดดัชนี SET แกว่ง Sideway จับตาการประชุม กนง. ตัวเลขมาตรวัดเงินเฟ้อสหรัฐฯ PCE และ งบ NVIDIA ขณะที่บรรยากาศการลงทุนโดยรวมดีขึ้น แต่ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงแรงอาจทำให้มีแรงเทขายหุ้นกลุ่มพลังงาน และกดดันดัชนีได้
ประเด็นที่น่าสนใจ
- ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิด บวกได้เล็กน้อย หลัง Bond Yield ปรับตัวลดลง พร้อมกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงเช่นกัน โดยหลักมาจากประเด็นความคาดหวังเรื่องความรุนแรงในตะวันออกกลางจะลดลง จากข่าวสหรัฐฯ เตรียมส่งนักการทูตกลับไปประจำที่ตะวันออกกลาง ประกอบกับ มีข่าวอิหร่าน และโอมาน เจรจาเพื่อเปิดทางเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ นักลงทุนจับตางบ NVIDIA และตัวเลข PCE สหรัฐฯ
- อิหร่านและโอมานร่วมหารือเปิดเส้นทางเดินเรือชั่วคราวและเก็บกู้ทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซเพื่อฟื้นฟูความปลอดภัย ซึ่งขัดแย้งกับคำกล่าวของทรัมป์ที่ระบุว่าสหรัฐฯ เก็บกู้หมดแล้ว การเจรจานี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันและการขู่คว่ำบาตรจากสหรัฐฯ ที่ยังคงส่งกองทัพคุ้มกันเรือสินค้าในเส้นทางใต้เลียบโอมาน ขณะที่อิหร่านยืนกรานให้ใช้เส้นทางเหนือน่านน้ำตนเท่านั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเป้าโจมตี
- FTSE Russell ประกาศผลการปรับดัชนีรอบเดือนกันยายน 2569 โดยใช้ราคาอ้างอิงวันที่ 18 กันยายน และมีผลบังคับใช้จริงตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน สาระสำคัญคือ ปรับลดระดับ CPN จาก Large Cap ลงเป็น Mid Cap และปรับลดหุ้น BTS, LH, SCCC, TU จาก Mid Cap ลงเป็น Small Cap ขณะที่เพิ่ม THAI และ FTREIT เข้า Small Cap และถอด BLAND, SPCG, TPIPP ออกจาก Small Cap ไปพร้อมกัน โดยกลไกที่กระทบตลาดคือ กองทุน passive ที่อิงดัชนี FTSE ต้องปรับพอร์ตให้ตรงน้ำหนักใหม่ ทำให้เกิดแรงขายเชิงกลไก (ไม่เกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐาน) ในหุ้นที่ถูกปรับลดระดับอย่าง CPN, BTS, LH, SCCC, TU โดยเฉพาะช่วงใกล้วันอ้างอิงราคา 18 ก.ย. และเกิดแรงซื้อเชิงกลไกในทางตรงข้ามสำหรับหุ้นที่เพิ่งถูกเพิ่มเข้ามาอย่าง THAI และ FTREIT
- โครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส 2569” อยู่ระหว่างเตรียมเสนอ ครม. โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬากำลังจัดทำรายละเอียดงบประมาณร่วมกับกระทรวงการคลัง เพื่อเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีให้ทันภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ วงเงินราว 2,450 ล้านบาท ใช้ช่องทางอำนาจกู้เงินฉุกเฉินเพื่อเบิกจ่ายได้เร็วกว่า งบกลางปีปกติ ซึ่งรายละเอียดที่เสนอ ครอบคลุมสิทธิรวม 500,000 สิทธิ ค่าที่พักสูงสุด 3,000 บาทต่อสิทธิ (รัฐช่วยจ่ายครึ่งหนึ่ง) คูปองดิจิทัลผ่านเป๋าตังสูงสุด 500 บาทต่อสิทธิ และส่วนลดตั๋วเครื่องบินภายในประเทศ 400-600 บาท ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด ต่อเนื่องจากโครงการ 60/40 เดิมที่จะหมดอายุปลายเดือนกันยายน หากผ่าน ครม. ตามแผน คาดเริ่มใช้จริงช่วงปลายปีนี้
Strategy
กลยุทธ์หลัก: ระยะสั้นเก็งกำไร Theme Thailand Focus หวังกระแสเงินทุนไหลเข้า ชอบ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนใหม่ตามธีม “Next Wave of High Value Investment” เช่น CRC, CPN, PTTGC หุ้นระยะกลาง – ยาว ลงทุนหุ้นตาม Theme เก็งกำไรหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว รับนโยบาย “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ชอบ CENTEL, ERW, AOT ขณะที่ Theme ใหญ่ (Mega play Theme) Data Center เรายังชอบ GPSC, BGRIM, ADVANC และ หุ้นกลุ่มธนาคารที่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจฟื้นตัว พร้อมเก็งปัจจัยระยะสั้น การจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล เราชอบ KTB, KBANK, TTB, KKP
ตัวเลขเศรษฐกิจและ Event 25 Aug 26
o TH, BoT Interest Rate Decision, Consensus=1%, Prior=1%
o US, GDP Growth Rate QoQ 2nd Est (Q2), Consensus=1.5%, Prior=2.1%
o US, PCE Price Index YoY (Jul), Consensus=3.7%, Prior=3.7%
o US, Core PCE Price Index YoY (Jul), Consensus=3.3%, Prior=3.3%
o US, Fed Barkin Speech
o Earnings, NVIDIA (NVDA), Salesforce (CRM), CrowdStrike (CRWD)
Fund Flow และตลาดการเงิน:
ต่างชาติ “ขาย” สุทธิตลาดหุ้นไทย พร้อมกับ “ขาย” ตลาดตราสารหนี้ โดยมีรายละเอียดดังนี้
- ตลาดหุ้น (24 ส.ค. 69): มูลค่าการซื้อขาย (SET) 59,753.33 ล้านบาท และ (MAI) 534.08 ล้านบาท ด้านนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ -957.82 ล้านบาท
- Yield Curve ไม่เปลี่ยนแปลงจากวันก่อนหน้า สำหรับกระแสเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติวันนี้ NET OUTFLOW 2,284 ล้านบาท โดยเกิดจาก NET SELL 2,284 ล้านบาท
- ค่าเงินบาท: ปิดตลาดเย็นนี้ อยู่ที่ระดับ 32.74 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าเล็กน้อยเทียบกับช่วงเช้า
หุ้นเด่นวันนี้
ERW, CENTEL : 1) โครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ขยายสิทธิ์เป็น 1 ล้านสิทธิ์ จากเดิม 5 แสนสิทธิ์ คาดเสนอ ครม. ภายใน ก.ย.26 และเริ่มใช้ ธ.ค.26 ซึ่งเป็นบวกต่อการท่องเที่ยวไทย, 2) 3Q26E แนวโน้มดีขึ้นจากการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว และ 4Q26E ได้แรงหนุนจาก event ใหญ่ เช่น World Bank & IMF meetings และ Tomorrowland, 3) หุ้นเด่น ได้แก่ CENTEL (ซื้อ/เป้า 48.00 บาท) และ ERW (ซื้อ/เป้า 4.20 บาท)
MAGURO : 1) คาดแบรนด์ใหม่ “หลาย” ซึ่งเป็นร้านอาหารไทย-อีสาน Premium จะได้รับการตอบรับดี โดยเปิดสาขาแรก 1 ก.ย.26 ที่ Nirvana Porch กรุงเทพกรีฑา และมีแผนขยายอีก 15 สาขา ทยอยเปิดปีละ 3-4 สาขา หนุนการกระจายพอร์ตสู่ตลาดอาหารอีสาน, 2) แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 28.00 บาท โดยคงประมาณการกำไรปี 2026E ที่ 189 ล้านบาท (+21% YoY) และกำไร 2H26E ยังโต YoY, HoH ต่อเนื่อง
กรอบดัชนี SET วันนี้ : แนวรับ 1587-1591//แนวต้าน 1602-1607Technical Pick: : NCAP, PLANB
Stock picks for August 2026 : SJWD, GPSC, SCGP, CENTEL, ITC, MAGURO