โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พริษฐ์เปิด 5 ข้อสงสัย กกต. คดี 'โกง สว.' จี้ส่งศาลพิจารณา หลังพบพิรุธหลายจุดในการเลือก สว. ปี 67

สยามนิวส์

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ผู้สื่อข่าวนครบาล
พริษฐ์ วัชรสินธุ สรุป 5 ข้อสงสัยต่อ กกต. ในคดี 'โกง สว.' ตั้งแต่ระเบียบไม่รัดกุม ตรวจสอบคุณสมบัติหละหลวม ปล่อยปละละเลยทุจริต เตะถ่วงคดี และหวั่นเป่าคดี จี้ส่งศาลพิจารณา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านได้จัดเวทีพิเศษ "เจาะลึกหลักฐานคดี ‘โกง สว.’ ภาคพิเศษ: เราไว้ใจ กกต. ได้แค่ไหน?" เพื่อสื่อสารประเด็นข้อผิดปกติในการดำเนินงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยตรง

บรรยากาศเวทีเจาะลึกหลักฐานคดี 'โกง สว.' ที่จัดโดยคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน

อดีตผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติในการเลือก สว. ทั้งในกระบวนการจัดการของ กกต. และการบังคับใช้กฎหมาย โดยระบุว่า แม้ กกต. จะห้ามนำเอกสารเข้าห้องเลือกรอบไขว้ แต่กลับมีผู้สมัครบางรายถือแฟ้มและกระเป๋าเข้าไปได้ เมื่อทักท้วงต่อเลขาธิการ กกต. ก็ไม่ได้รับการแก้ไข ขณะที่การร้องเรียนต่อศาลก็ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะกฎหมายกำหนดให้มีเพียง กกต. ที่มีอำนาจยื่นคำร้อง นอกจากนี้ ยังมีการร้องเรียนเรื่องผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติหรือให้ข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริง รวมถึงกรณีผู้รับรองผู้สมัครจำนวนมากผิดปกติ แต่หลายเรื่องไม่มีความคืบหน้า หรือถูกยกคำร้องโดยไม่มีคำชี้แจง ทำให้ผู้ร้องเห็นว่าการรวมอำนาจไว้ที่ กกต. เพียงฝ่ายเดียว ส่งผลให้การตรวจสอบล่าช้าและประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมได้ยาก จึงเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและดำเนินคดีได้มากขึ้น

ด้าน นายมนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการการเลือกตั้ง ได้นำเสนอคลิปวิดีโอหลักฐาน ซึ่งระบุว่ามีการห้ามนำเอกสารใด ๆ เข้าไปในรอบเลือก สว. แบบไขว้ แต่ภายหลังกลับมีหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่ กกต. ได้ลงนามบันทึกเหตุการณ์ประจำหน่วยว่ามีการยึดโพยจากผู้สมัคร สว. จริง ซึ่งขัดแย้งกับข่าวประชาสัมพันธ์ของ กกต. โดยนายมนัส มองว่า การเลือก สว. ครั้งนี้มีสิ่งผิดปกติ 3 ประการ ได้แก่ การจัดพื้นที่เลือกตั้งที่กฎหมายกำหนดให้เป็นความลับ แต่กลับจัดในห้องรวม ทำให้ผู้สมัครสามารถเดินไปมาหาสู่กันได้, ระเบียบการเลือก สว. กำหนดให้ใช้หมายเลขเดิมตลอดทุกระดับการเลือก และเมื่อร้องเรียนต่อประธาน กกต. กลับมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนที่ประกอบด้วยผู้ใต้บังคับบัญชาของ นายแสวง บุญมี มาตรวจสอบ นายแสวง บุญมี เอง แม้จะมีการร้องให้เปลี่ยนเป็นบุคคลภายนอก ก็ไม่ได้รับการแก้ไข และผลสอบก็สรุปว่าไม่มีมูลความผิด

ขณะที่ น.ส.นันทวัฒน์ ศักดิ์สกุลคุณากร จากเครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ ระบุว่า ความไม่ไว้วางใจต่อ กกต. เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มกระบวนการเลือก สว. โดยมองว่าการทำงานของ กกต. มีลักษณะ "ปล่อย–เข้ม–เร่ง–เบลอ" กล่าวคือ ปล่อยปละเรื่องคุณสมบัติผู้สมัครจนเกิดความคลุมเครือ เข้มงวดเกินจำเป็นในการออกระเบียบแนะนำตัวและการเชิญชวนสมัคร เร่งเปลี่ยนกติกาและตัดสิทธิ์ผู้สมัครก่อนวันเลือกตั้งเพียงไม่นาน และขาดมาตรฐานในการเปิดให้สังเกตการณ์เลือกตั้ง ส่งผลให้เกิดข้อสงสัยต่อความโปร่งใส ความเป็นธรรม และความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือก สว. ทั้งระบบ

น.ส.นันทวัฒน์ ศักดิ์สกุลคุณากร จากเครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ ร่วมให้ข้อมูลความไม่โปร่งใสในการเลือก สว.

ด้าน ผศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า กกต. มีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายในการสืบหาข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเมื่อมีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตในการเลือก สว. จึงตั้งคำถามว่า หากท้ายที่สุด กกต. ไม่ยื่นคำร้อง จะอธิบายต่อสังคมอย่างไร ทั้งที่มีพยานหลักฐานจำนวนมาก พร้อมมองว่าการตั้งคณะทำงานหลายชุดเพื่อสืบสวนจนเสมือนวินิจฉัยความผิดเองเป็นเรื่องผิดบทบาท เพราะหน้าที่ของ กกต. คือส่งพยานหลักฐานให้ศาลเป็นผู้พิจารณา ไม่ใช่พิสูจน์แทนผู้ถูกร้อง นอกจากนี้ ยังเห็นว่าแนวทางที่ศาลไม่รับฟ้องคดีจากผู้สมัครที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากไม่ถือเป็นผู้เสียหาย เป็นประเด็นที่ควรทบทวน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหายนะที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2560

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กล่าวว่า ที่ผ่านมา มีหลายเหตุการณ์และพฤติกรรมที่ทำให้สังคมเริ่มตั้งคำถามว่า กกต. ยังเป็นหน่วยงานที่สามารถไว้วางใจให้ตรวจสอบเรื่องนี้ได้หรือไม่ โดยตนขอสรุปข้อสังเกตไว้ 5 ประการ

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน แถลงข้อสงสัยต่อการทำงานของ กกต. ในคดี 'โกง สว.'

**ข้อแรก** คือ การออกระเบียบเกี่ยวกับการเลือก สว. ที่อาจยังไม่รัดกุมเพียงพอต่อการป้องกันการทุจริต โดย กกต. มีอำนาจออกระเบียบเองทั้งหมด 6 ฉบับ แต่บางข้ออาจยังไม่สามารถป้องกันการทุจริตได้อย่างรัดกุม เช่น การกำหนดให้ผู้สมัครใช้หมายเลขประจำตัวเดิมตั้งแต่รอบเช้าจนถึงรอบบ่าย ทำให้ขบวนการโพยใบสั่งทำงานได้สะดวก เพราะสามารถเตรียมหมายเลขผู้สมัครไว้ล่วงหน้าได้

**ข้อที่สอง** คือ การตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครที่อาจยังไม่รอบคอบเพียงพอ โดยแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ กรณีผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม, การกรอกข้อมูลอันเป็นเท็จในใบแนะนำตัว และกรณีการสมัครผิดกลุ่ม ซึ่งสะท้อนว่า กกต. หละหลวมในการตรวจสอบตั้งแต่แรก

**ข้อที่สาม** คือ การปล่อยปละละเลยต่อการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นในวันเลือก สว. โดยเฉพาะการเลือกระดับประเทศ สิ่งที่ปรากฏในคลิปทำให้เกิดคำถามว่า กกต. ได้ละเลยหรือไม่ในการป้องกันการทุจริต โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโพยใบสั่ง หรืออาจถึงขั้นอำนวยความสะดวกให้กระบวนการทุจริต ก่อนมีการยึดโพย มีการประกาศล่วงหน้าหลายชั่วโมงว่าจะไม่อนุญาตให้นำเอกสาร สว. ที่ใช้ในรอบเช้าเข้าไปใช้ในรอบไขว้ ซึ่งเปรียบเสมือนการบอกข้อสอบล่วงหน้า เพราะเปิดโอกาสให้ผู้สมัครนำข้อมูลจากแบบ สว.3 ไปคัดลอกลงในกระดาษอื่นเพื่อนำกลับเข้าไปใช้ในช่วงบ่ายได้ และเมื่อมีการยึดเอกสารพร้อมบันทึกเหตุการณ์แล้ว กกต. ได้ตรวจสอบโพยใบสั่งเหล่านั้นอย่างละเอียดหรือไม่

**ข้อที่สี่** คือ ข้อสงสัยเกี่ยวกับการเตะถ่วงคดี และการตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อฟอกขาวผู้ถูกกล่าวหา ตลอดสองปีที่ผ่านมา การดำเนินงานของ กกต. ถูกตั้งคำถามว่าเป็นการเตะถ่วงคดีหรือไม่ โดยคณะไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่ง กกต. และ DSI ร่วมกันดำเนินการ พบว่ามีผู้ที่อาจมีมูลความผิดอย่างน้อย 229 ราย แต่เมื่อส่งเรื่องถึง กกต. กลับมีการตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดชุดที่ 36 ซึ่งมีมติสวนทางว่า ผู้ถูกกล่าวหากว่าร้อยรายไม่มีมูลความผิดแม้แต่คนเดียว นอกจากนี้ ยังพบว่าคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 หลายคนถูกตั้งคำถามเรื่องคุณสมบัติ โดยมี 2 คนถูกตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความเชื่อมโยงกับข้อครหาการทุจริต และอีก 1 คนถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลางทางการเมือง

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ และผู้ร่วมเสวนาในเวทีเจาะลึกหลักฐานคดี 'โกง สว.'

นายพริษฐ์ ยังชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างผลการทำงานของคณะไต่สวนชุดที่ 26 กับคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ซึ่งให้ผลสรุปตรงกันข้าม และเมื่อคดีดำเนินมานานกว่า 2 ปีหลังการเลือก สว. สิ่งที่เกิดขึ้นคือปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะ สว. จำนวนมากที่อยู่ในสำนวนผู้ถูกกล่าวหา ยังสามารถลงมติรับรอง กกต. คนใหม่เข้ามาได้อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน กกต. เสียงข้างมาก 4 จาก 7 คน ล้วนได้รับการรับรองจากวุฒิสภาชุดที่มีสมาชิกจำนวนหนึ่งอยู่ในสำนวนคดีดังกล่าว

**ข้อสุดท้าย** คือ สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่เป็นสิ่งที่น่ากังวล นั่นคือการตั้งคำถามว่า กกต. กำลังเตรียม "เป่าคดี" โดยอ้างว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ เพื่อไม่ให้เรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลหรือไม่ นายพริษฐ์ย้ำว่า หน้าที่ของ กกต. คือวินิจฉัยว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้หรือไม่ว่ามีการทุจริต และหากเห็นว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ กกต. ก็มีหน้าที่ยื่นคำร้องต่อศาล ไม่ใช่การตัดสินว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริงหรือไม่

นายพริษฐ์กล่าวทิ้งท้ายว่า เหตุผลส่วนหนึ่งที่ต้องนำเสนอข้อมูลเหล่านี้ต่อสาธารณะ เพราะไม่มั่นใจว่า กกต. จะปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ เนื่องจากตลอดกระบวนการที่ผ่านมา ล้วนมีหลายขั้นตอนและหลายพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความไม่มั่นใจและไม่ไว้วางใจในการทำหน้าที่ของ กกต. โดยหวังว่า กกต. จะดำเนินการด้วยความสุจริต บนพื้นฐานของพยานหลักฐานที่ชัดเจน ละเอียด และหนักแน่น และส่งเรื่องทั้งหมดเข้าสู่การพิจารณาของศาล ตามข้อเสนอของคณะไต่สวนชุดที่ 26

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...