โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ปากมี 'กลิ่นขม'ร่างกายส่งซิกโรคร้าย แก้ง่ายๆ ที่ทำได้ทุกวัน

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ใครเคยมีอาการแบบนี้บ้างหรือไม่ ? ตื่นเช้าแล้วรู้สึก “ปากขม ขมปาก” หรือมี “กลิ่นปาก” ซึ่งหากอาการเหล่านี้อย่าปล่อยผ่าน ยิ่งในกลุ่มที่มองว่าดูแลสุขภาพช่องปากอย่างดี และอาจจะเกิดจากการนอนอ้าปากเท่านั้น เพราะนั่นอาจสัญญาณเตือนสุขภาพ 5 โรคได้เช่นเดียวกัน

วันนี้ “กรุงเทพธุรกิจ” จะพาทุกคนไปรู้จักอาการ “ปากขม ขมปาก” ที่ไม่ได้เพียงเป็นเรื่องที่จะทำให้ทุกคนทานข้าวไม่อร่อย หรือเราไม่สบาย แต่ข้อมูลจากเพจ “ฮักเด็กคลินิกเชียงของ รักษาโรคเด็ก กระดูกและข้อ” โพสต์ว่าตื่นเช้าแล้วมีอาการปากขม อาจเป็นสัญญาณเตือน 5 โรค ดังต่อไปนี้

1) กรดไหลย้อน / อาหารไม่ย่อย

หากมีอาการ ปากขมตอนเช้า ร่วมกับเรอเปรี้ยว แสบร้อนอก แน่นท้อง อาจเกิดจากกรดในกระเพาะหรือน้ำดีย้อนขึ้นมาถึงหลอดอาหารและช่องปาก มักสัมพันธ์กับ

• กินมื้อเย็นเยอะเกินไป

• กินดึก

• อาหารมันจัด เผ็ดจัด

2) การทำงานของตับหรือถุงน้ำดีผิดปกติ

หากมีอาการ ปากขมบ่อย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร หรือปวดชายโครงขวา อาจเกี่ยวข้องกับการทำงานของ ตับ ท่อน้ำดี หรือถุงน้ำดี ได้

3) สุขภาพช่องปากไม่ดี

ระหว่างนอนหลับ น้ำลายจะลดลง ทำให้แบคทีเรียในช่องปากเพิ่มมากขึ้น ถ้ามี ฟันผุ เหงือกอักเสบ โรคปริทันต์ หรือแผลในปาก ก็ยิ่งทำให้กลิ่นปากชัดขึ้น

4) เบาหวาน หรือความผิดปกติทางเมตาบอลิซึม

คนที่น้ำตาลในเลือดสูงหรือควบคุมเบาหวานได้ไม่ดี อาจมีอาการ ปากแห้ง ปากขม กลิ่นปากผิดปกติ ได้ บางรายอาจมี กระหายน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย อ่อนเพลีย น้ำหนักลด ร่วมด้วย

5) โรคโจเกรน (Sjogren’s syndrome)

โรคแพ้ภูมิตัวเองเรื้อรังที่ระบบภูมิคุ้มกันทำลายต่อมสร้างความชุ่มชื้น ส่งผลให้เกิด ปากแห้ง ปากขม กลิ่นปาก กลืนลำบาก และอาจมี ตาแห้ง ผิวแห้ง ร่วมด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ลดน้ำหนัก ลดไขมันพอกตับ เกี่ยวกันอย่างไร? สัญญาณเตือน 'เมตาบอลิก'

ผู้ป่วยเบาหวาน เสี่ยงขาดน้ำ-น้ำตาลแปรปรวน ฮีทสโตรกอันตรายถึงชีวิต

7 สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ 'ขมปาก'

ขมปากเกิดจากอะไร เป็นคำถามที่มีคำตอบได้หลายข้อ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรม สุขภาพร่างกาย และยาที่กินอยู่ นี่คือ 7 สาเหตุที่พบบ่อยที่สุด

1.กรดไหลย้อน (GERD) สาเหตุอันดับ 1

เมื่อกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นมาที่หลอดอาหารและลำคอ จะทำให้รู้สึก ขมปาก และ ขมคอ โดยเฉพาะตอนเช้าหลังตื่นนอน หรือหลังนอนราบทันทีหลังกินข้าว นอกจากนี้ยังอาจมีอาการแสบร้อนกลางอก หรือเรอบ่อยร่วมด้วย

2.ถุงน้ำดีและตับทำงานผิดปกติ

น้ำดีที่ผลิตจากตับมีรสขมตามธรรมชาติ หากระบบถุงน้ำดีหรือตับมีปัญหา เช่น ถุงน้ำดีอักเสบ นิ่วในถุงน้ำดี หรือตับอักเสบ อาจทำให้น้ำดีไหลย้อนเข้าสู่กระเพาะและหลอดอาหาร ส่งผลให้รู้สึกขมปากอย่างเรื้อรัง

3.ยาและอาหารเสริมบางชนิด

ยาปฏิชีวนะ ยาความดันโลหิต วิตามินเหล็ก และอาหารเสริมบางตัว อาจทิ้งรสขมหรือรสโลหะไว้ในปากและลำคอ อาการมักดีขึ้นเองหลังหยุดยาหรือเปลี่ยนรูปแบบการกิน อย่างไรก็ตาม ไม่ควรหยุดยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์

4.ความเครียดและความวิตกกังวล

ความเครียดกระตุ้นให้ร่างกายหลั่ง Cortisol ซึ่งส่งผลต่อระบบย่อยอาหารและการรับรสในปาก เมื่อเครียดสูง กรดในกระเพาะจะหลั่งมากขึ้น และระบบทางเดินอาหารทำงานผิดจังหวะ ทำให้รู้สึกขมปากหรือไม่อยากอาหารได้

5.ปัญหาสุขภาพช่องปากและฟัน

แบคทีเรียสะสมในช่องปาก เหงือกอักเสบ ฟันผุ หรือรากฟันอักเสบ อาจส่งกลิ่นและรสขมออกมาตลอดเวลา อาการ ขมปาก จากสาเหตุนี้มักดีขึ้นได้อย่างรวดเร็วด้วยการดูแลสุขอนามัยช่องปากให้ดีขึ้น และพบทันตแพทย์เพื่อรักษาจุดที่มีปัญหา

6.การตั้งครรภ์และการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน

ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงตั้งครรภ์ไตรมาสแรก โดยเฉพาะฮอร์โมน hCG ที่สูงขึ้น อาจทำให้รับรสผิดปกติและรู้สึกขมปากได้ อาการนี้มักดีขึ้นเองเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่สอง และถือเป็นเรื่องปกติของการตั้งครรภ์

7.ภาวะปากแห้ง (Dry Mouth / Xerostomia)

น้ำลายมีหน้าที่ทำความสะอาดช่องปากและปรับสมดุลกรด เมื่อปากแห้งน้ำลายน้อยลง แบคทีเรียจึงเพิ่มขึ้น ส่งผลให้รู้สึก ปากขม ได้ง่ายกว่าปกติ ภาวะปากแห้งอาจเกิดจากยาบางชนิด การหายใจทางปาก หรือดื่มน้ำน้อยเกินไป

ขมปากเป็นสัญญาณโรคร้ายแรง

ปากขมเกิดจากอะไร ที่เป็นโรคร้ายแรงนั้นพบได้น้อยกว่าสาเหตุทั่วไป แต่ก็ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะถ้ามีอาการอื่นร่วมด้วยดังนี้

  • โรคตับและถุงน้ำดี: ขมปากจากน้ำดีย้อน มักร่วมกับตาเหลือง ผิวเหลือง ปวดท้องขวาบน อ่อนเพลีย
  • โรคกรดไหลย้อนเรื้อรัง (GERD): ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานอาจนำไปสู่ภาวะ Barrett's Esophagus ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหาร
  • โรคไต: พบน้อย แต่ไตวายระยะท้ายอาจทำให้รู้สึกรสโลหะหรือขมในปากจากของเสียที่สะสมในกระแสเลือด
  • มะเร็งศีรษะและคอ: พบน้อยมาก แต่ขมปากเรื้อรังร่วมกับกลืนลำบาก น้ำหนักลด หรือต่อมน้ำเหลืองโต ควรตรวจให้แน่ใจ

วิธีแก้ง่าย ๆ ที่ควรเริ่มทำ

ดูแลเรื่องอาหาร

  • หลีกเลี่ยงอาหาร หนัก มันจัด เผ็ดจัด ตอนกลางคืน
  • ไม่ควรกินมื้อดึก
  • หลังอาหารเย็นควรรอ 2–3 ชั่วโมง ก่อนเข้านอน
  • กินอาหารให้พอดี ไม่อิ่มเกินไป
  • เพิ่มผักและใยอาหารในปริมาณเหมาะสม เพื่อช่วยการย่อย

ดูแลสุขภาพช่องปาก

  • แปรงฟัน เช้า-เย็น
  • ใช้ ไหมขัดฟัน
  • ทำความสะอาดลิ้น
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ
  • หากจำเป็นอาจใช้น้ำยาบ้วนปากที่เหมาะสม
  • ตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำ

สังเกตอาการร่วม

หากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ควรพบแพทย์

  • ปากขมและกลิ่นปากเป็นต่อเนื่อง
  • เรอเปรี้ยว แสบร้อนอก
  • ปากแห้งมากผิดปกติ
  • กระหายน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย
  • เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร
  • ปวดชายโครงขวา

อาการทำให้ขมปากมากขึ้น VS อาหารช่วยบรรเทา

การเลือกอาหารให้เหมาะสมช่วยบรรเทาอาการขมปากได้มากทีเดียว โดยเฉพาะกรณีที่มีสาเหตุจากกรดไหลย้อนหรือปัญหาระบบย่อยอาหาร

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อปากขม

  • กาแฟ ชา เครื่องดื่มชูกำลัง กระตุ้นกรดและทำให้ปากแห้ง
  • แอลกอฮอล์ทุกชนิด ระคายเคืองหลอดอาหารและลดการทำงานของหลอดอาหารส่วนล่าง
  • อาหารทอด อาหารมันสูง ชะลอการย่อยและกระตุ้นกรดไหลย้อน
  • ช็อกโกแลต มิ้นต์ คลายกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหาร ทำให้กรดไหลย้อนง่ายขึ้น
  • น้ำอัดลม น้ำผลไม้เข้มข้น เพิ่มความเป็นกรดในกระเพาะ

อาหารที่ช่วยบรรเทาอาการขมปาก

  • น้ำเปล่า น้ำขิง น้ำสมุนไพรอ่อนๆ ช่วยล้างปากและลดกรด
  • โยเกิร์ต อาหารโปรไบโอติก ช่วยสมดุลแบคทีเรียในลำไส้และกระเพาะ
  • ผักและผลไม้รสอ่อน เช่น แตงกวา กล้วย ผักโขม ช่วยเป็นกันชนกรด
  • ข้าวต้ม โจ๊ก อ่อนต่อกระเพาะ เหมาะสำหรับช่วงที่มีอาการ

อ้างอิง: เพจ ฮักเด็กคลินิกเชียงของ รักษาโรคเด็ก กระดูกและข้อ , เมืองไทยประกันชีวิต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...