โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

7 แบงก์ประสานเสียงเศรษฐกิจไทยพ้นจุดต่ำสุด แต่ฟื้นตัวแบบจำกัดไม่ทั่วถึง

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 21 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา

21 ก.ค. 2569- ฐานเศรษฐกิจ รวบรวมบทวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจที่กลุ่มธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ประเมินประกอบรายงานงบการเงินไตรมาส 2 ปี 2569 สะท้อนภาพตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยผ่านจุดชะลอตัวในไตรมาส 2 มาแล้ว โดยได้รับแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ดันราคาพลังงานและค่าครองชีพ ท่ามกลางภาคการส่งออกกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.00 ในการประชุมเดือนเมษายนและมิถุนายน หลังปรับลดจาก 1.25% เมื่อ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb analytics) รายงานว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยไตรมาส 2 อยู่ที่ 2.70% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนที่เฉลี่ยหดตัว 0.54% จากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางและความพยายามปิดช่องแคบฮอร์มุชที่ดันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก

ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดือนเมษายนและพฤษภาคมเฉลี่ยอยู่ที่ 2.36 ล้านคนต่อเดือน ลดลงจากไตรมาสก่อนที่เฉลี่ย 3.11 ล้านคนต่อเดือน โดยเฉพาะกลุ่มระยะไกล (long-haul) ที่มีกำลังซื้อสูง จากฐานดังกล่าว น้ำหนักของบทวิเคราะห์ทุกสำนักเทไปที่แนวโน้มระยะข้างหน้า ซึ่งภาพรวมยังเป็นการฟื้นตัวแบบจำกัดและไม่ทั่วถึง

เป้าจีดีพีทั้งปี 1.5–2.1% ครึ่งปีหลังดีขึ้นแต่ไม่พลิกทั้งปี

ส่วนประมาณการการเติบโตทั้งปี 2569 ของแต่ละสำนักวางไว้ในกรอบที่กระจายตัว โดยธนาคารกรุงเทพ (BBL) อ้างอิงกรอบของ กนง. ที่คาดเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 1.5% ในปี 2569 และ 2.0% ในปี 2570 ด้านทหารไทยธนชาตประเมิน 1.7% ซึ่งปรับดีขึ้นกว่าที่เคยประเมิน โดยระบุว่าผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจต่ำกว่าที่คาดไว้ ประกอบกับมาตรการพยุงเศรษฐกิจและกำลังซื้อครัวเรือน

ขณะที่วิจัยกรุงศรี (BAY) คาดเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 1.9% ในปี 2569 ชะลอลงจาก 2.4% ในปี 2568 ขณะที่ SCB EIC ในเครือเอสซีบี เอกซ์ ประเมิน 2.0% ปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณการครั้งก่อน สะท้อนการทยอยกลับสู่ภาวะปกติของตลาดพลังงานและภาคการส่งออกที่ยังยืดหยุ่น ส่วนเกียรตินาคินภัทร (KKP) มองว่าเศรษฐกิจปี 2569 จะเติบโตต่ำกว่าระดับศักยภาพที่ 2.1% ก่อนจะทยอยฟื้นตัวขึ้นในปีถัดไป

ด้านกสิกรไทย (KBank) และแอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป คงมุมมองว่าทั้งปีจะชะลอลงจากปีก่อน โดยแอล เอช อ้างอิงกรอบของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ 1.5–2.5% (ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2569)

กสิกรไทยประเมินว่าครึ่งหลังของปี 2569 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 โดยการใช้จ่ายในประเทศจะได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ อย่างไรก็ดี แรงส่งดังกล่าวอาจยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนภาพรวมทั้งปี ทำให้ทั้งปียังมีแนวโน้มชะลอลงจากปีก่อน เนื่องจากยังเผชิญความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกยังผันผวนและทรงตัวในระดับสูง

ส่งออกเทคโนโลยี–ดาต้าเซ็นเตอร์นำ แต่ฟื้นตัวยังกระจุกตัว

ในระยะข้างหน้า ทุกสำนักวิเคราะห์ตรงกันว่าภาคการส่งออกยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยได้อานิสงส์ต่อเนื่องจากการขยายตัวของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี AI และการฟื้นตัวของวัฏจักรอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

ส่วนเอสซีบี เอกซ์ ระบุว่าความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้าน AI และศูนย์ข้อมูล (data center) จะยังหนุนการส่งออกในระยะข้างหน้า โดยมูลค่าการส่งออกของไทยในช่วง 5 เดือนแรกของปีขยายตัวในอัตราที่สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ประกอบกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่ยังช่วยสนับสนุนบางภาคส่วนของเศรษฐกิจ

เกียรตินาคินภัทรมองในทิศทางเดียวกันว่า การลงทุนภาคเอกชนและการผลิตอิเล็กทรอนิกส์จะขยายตัวสอดคล้องกับ FDI ในกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่วิจัยกรุงศรีชี้ว่าการลงทุนภาคเอกชนยังได้แรงสนับสนุนจากสิทธิประโยชน์ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และโครงการ Thailand FastPass ด้านกสิกรไทยระบุว่า แม้การส่งออกยังขยายตัวได้ดีในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI แต่สินค้าส่งออกกลุ่มอื่นเริ่มชะลอลงตามภาวะเศรษฐกิจคู่ค้า

อย่างไรก็ดี บทวิเคราะห์หลายสำนักเตือนว่าการฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง (uneven recovery) เอสซีบี เอกซ์ ระบุว่าการเติบโตกระจุกตัวอยู่ในบริษัทขนาดใหญ่และภาคธุรกิจที่ได้อานิสงส์จากการลงทุนด้านเทคโนโลยี การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และกระแสเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ

ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยและครัวเรือนรายได้น้อยยังเผชิญสภาวะการเงินตึงตัว โดยผู้ประกอบการ SME จำนวนมากยังเผชิญความท้าทายจากอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ ต้นทุนดำเนินงานที่สูง และข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ธนาคารกรุงเทพเสริมว่า การลงทุนส่วนใหญ่ยังกระจุกในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ใช้ปัจจัยการผลิตในประเทศต่ำ ทำให้ผลเชื่อมโยงต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมมีจำกัด

บริโภค–ท่องเที่ยวยังเปราะบาง จับตาหลังจบไทยช่วยไทยพลัส

ด้านอุปสงค์ในประเทศ แนวโน้มยังถูกกดดันจากภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและการฟื้นตัวของรายได้ที่ล่าช้า ทหารไทยธนชาตประเมินว่าไตรมาส 3 ปี 2569 จะปรับดีขึ้นจากไตรมาสก่อน จากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ทยอยคลี่คลายและมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพในวงกว้าง แต่การฟื้นตัวของรายได้ครัวเรือนที่ล่าช้าประกอบกับภาระหนี้สูงอาจทำให้กำลังซื้อยังเปราะบาง สำหรับการลงทุนรวมคาดว่ามีแนวโน้มขยายตัว โดยมีแรงส่งจากการนำเข้าสินค้าทุนและการลงทุนโครงการขนาดใหญ่จากต่างประเทศ

ธนาคารกรุงเทพชี้ว่าการบริโภคภาคเอกชนจะยังถูกกดดันจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นและแนวโน้มรายได้ที่ลดลง แต่โครงการไทยช่วยไทยพลัสจะช่วยพยุงการบริโภคในช่วงที่เหลือของปี ซึ่งสอดคล้องกับวิจัยกรุงศรีที่ระบุว่า การบริโภคภาคเอกชนอาจชะลอตัวหลังสิ้นสุดโครงการดังกล่าว จึงเป็นหนึ่งในความเสี่ยงด้านลบที่ต้องติดตาม

สำหรับภาคการท่องเที่ยว ทหารไทยธนชาตประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยทั้งปี 2569 มีแนวโน้มหดตัวจากปีก่อนเล็กน้อย จากกลุ่มตะวันออกกลางและยุโรป เนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัย ต้นทุนพลังงานที่สูง และข้อจำกัดด้านจำนวนเที่ยวบิน รวมถึงการฟื้นตัวที่ล่าช้าของนักท่องเที่ยวจีน ขณะที่เอสซีบี เอกซ์ มองว่าการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนในระยะข้างหน้า

ในฝั่งตลาดสินค้าคงทน เกียรตินาคินภัทรรายงานว่า ตลาดรถยนต์ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยยอดขายรถยนต์รวมโต 14.1% นำโดยกลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่โต 21.6% จากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก ซึ่งเร่งซื้อก่อนสิ้นสุดมาตรการสนับสนุน EV 3.0 ในช่วงปลายปี ขณะที่ยอดขายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขยายตัวเล็กน้อยที่ 0.5% สอดคล้องกับแนวโน้มรายได้และกำลังซื้อที่ชะลอลง โดยตลาดรถยนต์ใช้แล้วยังเผชิญการแข่งขันด้านราคาจากค่ายรถยนต์จีน

ฟันธงกนง.ดอกเบี้ยตรึง 1% ยาวถึงปี 2570 ค่าบาท 32.50–34.50

ในด้านนโยบายการเงิน บทวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% ตลอดที่เหลือของปี 2569 เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ วิจัยกรุงศรีระบุว่าแม้เงินเฟ้อทั่วไปอาจเร่งตัวขึ้นชั่วคราวจากราคาพลังงาน ซึ่งสะท้อนปัจจัยด้านอุปทานเป็นหลัก แต่ ธปท. จะคงนโยบายเชิงผ่อนคลายต่อเนื่อง

สอดคล้องกับเอสซีบี เอกซ์ ที่คาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะทรงตัวที่ระดับดังกล่าวตลอดช่วงที่เหลือของปี 2569 โดยมองว่าระดับปัจจุบันยังเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและสอดคล้องกับการรักษาเสถียรภาพด้านราคาในระยะกลาง

ส่วนเกียรตินาคินภัทร คาดว่า ธปท. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.0% ตลอดทั้งปี 2569 และปี 2570 ขณะที่ทหารไทยธนชาตประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ณ สิ้นปี 2569 จะทรงตัวที่ 1% โดยอ้างข้อจำกัดด้านขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) และแนวโน้มเงินเฟ้อที่จะลดลงหลังปัจจัยด้านอุปทานคลี่คลาย

ด้านค่าเงินบาท ทหารไทยธนชาตคาดว่าไตรมาส 3 ปี 2569 จะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.50–34.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นไตรมาส หลังไตรมาส 2 เฉลี่ยอยู่ที่ 32.60 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลง 3.12% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และ 3.41% เทียบกับสิ้นปี 2568 โดยการอ่อนค่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากการแข็งค่าของดอลลาร์ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

ในฝั่งตลาดทุน เกียรตินาคินภัทรรายงานว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) ไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 9.9% ปิดที่ 1,591.24 จุด จาก 1,448.14 จุด ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 โดยได้แรงหนุนจากบรรยากาศการลงทุนที่ดีขึ้นหลังการผ่อนคลายของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ประกอบกับสัดส่วนการถือครองหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติที่ยังไม่สูงนัก และความไม่แน่นอนด้านนโยบายที่ลดลง ทำให้ตลาดหุ้นไทยได้อานิสงส์จากเงินทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในตลาด SET และ mai ไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 66,811 ล้านบาท ขยายตัว 2.6% จาก 65,109 ล้านบาทในไตรมาสก่อน

ระบบแบงก์แข็งแกร่ง สินเชื่อฟื้นช้า จับตา Virtual Bank กดดัน NIM

สำหรับแนวโน้มภาคธนาคารพาณิชย์ในระยะข้างหน้า แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป ประเมินว่า แนวโน้มนโยบายการเงินที่อยู่ในระดับผ่อนคลายจะช่วยบรรเทาภาระต้นทุนทางการเงินของภาคเอกชนและครัวเรือน รวมถึงเอื้อต่อการฟื้นตัวของอุปสงค์สินเชื่อใหม่ โดยมีกลไกการแก้ไขหนี้และบทบาทของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรเทาความเปราะบางของลูกหนี้และสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการ SMEs

อย่างไรก็ดี แอล เอช เตือนว่า อัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับผ่อนคลายจะยังคงกดดันส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ของธนาคาร ประกอบกับการแข่งขันด้านราคาในกลุ่มลูกค้าคุณภาพสูงที่ยังเข้มข้น ทำให้ความสามารถในการทำกำไรยังเผชิญความท้าทายในระยะข้างหน้า โดยปัจจัยที่ต้องติดตามเพิ่มเติมคือการเข้าสู่ตลาดของ Virtual Bank ที่จะทำให้การแข่งขันในกลุ่มลูกค้ารายย่อยและ SMEs เข้มข้นขึ้น รวมถึงประเด็นด้าน ESG และความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่มีบทบาทมากขึ้นต่อการดำเนินธุรกิจ

ในด้านทิศทางสินเชื่อ ธนาคารกรุงเทพอ้างรายงานภาวะและแนวโน้มสินเชื่อ (Credit Conditions Report) ของ ธปท. ที่ระบุว่า ในไตรมาส 2/2569 สถาบันการเงินคาดว่าธุรกิจขนาดใหญ่มีความต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้นเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนและทดแทนแหล่งเงินทุนอื่น

ขณะที่ธุรกิจ SME มีแนวโน้มต้องการสินเชื่อลดลงจากปัจจัยฤดูกาลในภาคเกษตร ด้านครัวเรือน ความต้องการสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อเพื่อการบริโภคอื่นคาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามสภาพคล่องที่ตึงตัว ส่วนสินเชื่อที่อยู่อาศัยและเช่าซื้อรถยนต์คาดว่าจะปรับลดลง โดยธนาคารพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือลูกหนี้ผ่านโครงการ "ปิดหนี้ไว ไปต่อได้" ควบคู่กับการปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending)

ทั้งนี้ ในเชิงมาตรฐานบริการ ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกหลักเกณฑ์กำหนดมาตรฐานใหม่ในการคิดค่าธรรมเนียม พร้อมปรับลดค่าธรรมเนียมบริการธนาคารและบริการทางการเงินรวม 19 ประเภท ครอบคลุมบัญชีเงินฝาก บริการชำระเงิน บัตรอิเล็กทรอนิกส์ และสินเชื่อ SME เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงบริการทางการเงินได้ในต้นทุนที่เหมาะสม โดยห้ามสถาบันการเงินชดเชยรายได้ที่ลดลงด้วยการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใหม่หรือปรับขึ้นดอกเบี้ย เว้นแต่มีเหตุผลรองรับจากปัจจัยด้านต้นทุนหรือความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

แอล เอช เสริมว่าเสถียรภาพของระบบธนาคารพาณิชย์ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง มีเงินกองทุน เงินสำรอง และสภาพคล่องในระดับสูง สามารถรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้าได้ สอดคล้องกับธนาคารกรุงเทพที่ระบุว่า ระบบธนาคารพาณิชย์ยังมีเงินกองทุนในระดับสูงและกันสำรองเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะรองรับความต้องการสินเชื่อและความผันผวนของเศรษฐกิจในระยะต่อไป

เปิดปัจจัยเสี่ยงครึ่งปีหลังที่ต้องเฝ้าระวัง

บทวิเคราะห์ทุกสำนักชี้ตรงกันถึงชุดความเสี่ยงด้านลบที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี เริ่มจากความผันผวนของราคาพลังงานอันเป็นผลจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งกดดันต้นทุนการผลิตและการใช้จ่ายของครัวเรือน ตามด้วยความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีการค้าสหรัฐฯ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการปรับขึ้นภาษีศุลกากรภายใต้มาตรา 301 ที่วิจัยกรุงศรีระบุว่าเป็นปัจจัยกดดันการส่งออกในช่วงที่เหลือของปี

ปัจจัยเสี่ยงถัดมาคือการบริโภคภาคเอกชนที่อาจชะลอตัวหลังสิ้นสุดโครงการไทยช่วยไทยพลัส ความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจกระทบผลผลิตทางการเกษตร และปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ ทั้งระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง พื้นที่ทางการคลังที่จำกัด และความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงในบางอุตสาหกรรม

แอล เอช เพิ่มเติมประเด็นความเปราะบางของเศรษฐกิจจีนที่อาจเพิ่มแรงกดดันด้านการแข่งขันจากสินค้านำเข้า ซึ่งสอดคล้องกับเกียรตินาคินภัทรที่ระบุว่า การขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นจากการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง รวมถึงสินค้านำเข้าที่เข้ามาทดแทนการผลิตในประเทศมากขึ้น ขณะที่กสิกรไทยย้ำว่า ข้อจำกัดด้านการเบิกจ่ายและประสิทธิผลของการใช้จ่ายภาครัฐจะเป็นปัจจัยท้าทายสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี

ภายใต้บริบทดังกล่าว บทสรุปของกลุ่มธนาคารพาณิชย์คือ เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 2569 มีทิศทางปรับดีขึ้นจากไตรมาส 2 ด้วยแรงหนุนจากการส่งออกเทคโนโลยี การลงทุนที่เกี่ยวเนื่องกับ AI และมาตรการภาครัฐ แต่ยังเป็นการฟื้นตัวในกรอบจำกัดและไม่ทั่วถึง โดยมีอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับผ่อนคลายเป็นเครื่องมือประคองการฟื้นตัวต่อเนื่องไปถึงปี 2570.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...