โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ม็อบฯ บุกปักหลักศาลากลางค้านผนวกปราจีนฯ เข้า EEC แฉ 'นอมินีทุนจีน'กว้านซื้อที่ดิน

The Better

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE BETTER
นักปกป้องสิทธิฯ - ประชาชนเครือข่ายปราจีนเข้มแข็งมาตามนัดลุกฮือปักหลักศาลากลาง! ต้านมติผนวก EEC แฉ 'นอมินีทุนจีน' กว้านซื้อที่ดิน-ขยะพิษทะลัก เล่นละครล้อผู้ว่าฯ ก่อนคว่ำโต๊ะเจรจา

มวลชนในนาม "เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง" พร้อมแนวร่วมนักปกป้องสิทธิมนุษยชน นำรายชื่อประชาชนกว่า 11,207 รายชื่อ รวมตัวปักหลักชุมนุมใหญ่บริเวณหน้าศูนย์ราชการจังหวัดปราจีนบุรี (ประตูฝั่งธนาคารกรุงไทย) เพื่อแสดงพลังคัดค้านมติคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่เห็นชอบให้ผนวกจังหวัดปราจีนบุรีเข้าเป็นพื้นที่ EEC โดยประกาศปักหลักค้างคืนจนกว่ารัฐบาลจะมีคำสั่งยกเลิกมติดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

บรรยากาศตึงเครียด เจ้าหน้าที่ปิดประตูศาลากลางสกัดผู้ชุมนุมสถานการณ์ในช่วงเช้าเป็นไปอย่างคึกคัก ผู้ชุมนุมทยอยเดินทางมาพร้อมเสบียงอาหาร ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้นำกุญแจมาล็อกประตูศาลากลางจังหวัด เพื่อห้ามผู้ชุมนุมเข้าไปใช้สถานที่ ขณะที่ผู้ชุมนุมปักหลักหน้าประตูที่ปิดล็อค และผลัดกันขึ้นปราศรัยเดือดแฉยับกฎหมาย EEC เอื้อทุนต่างชาติ-นอมินีจีนกว้านซื้อที่ดิน

นายสุเมธ เหรียญพงษ์นาม นักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม ตัวแทนเครือข่ายปราจีนเข้มแข็งปราศรัยว่า ปราจีนบุรีมีศักยภาพที่ควรบริหารจัดการด้วยกฎหมายปกติ ไม่จำเป็นต้องพึ่งกฎหมายพิเศษ EEC ที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนจนริดรอนสิทธิชาวบ้าน พร้อมแฉความผิดปกติบริเวณสำนักงานที่ดินจังหวัดว่า เริ่มมีกลุ่ม "นอมินี" เข้ามาจดทะเบียนกว้านซื้อที่ดินเพื่อรองรับทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มทุนจีน จึงขอส่งสัญญาณเตือนภัยสังคมและเรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ลงมารับฟังปัญหาด้วยตนเอง

นอกจากนี้ กฎหมายพิเศษ EEC ยังสร้างความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรง ทั้งการเปิดช่องเช่าอสังหาริมทรัพย์ยาวนานถึง 99 ปี การดึงที่ดิน ส.ป.ก. และที่ราชพัสดุไปประเคนให้โรงงานต่างชาติ รวมถึงการใช้อำนาจพิเศษผันผังเมืองจนเสี่ยงเกิดโรงงานมลพิษในชุมชน

ด้านพิสมัย พันชาติ ผู้ประสานงานเครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำพระปรง หนึ่งในตัวแทนเครือข่ายปราจีนเข้มแข็งย้ำเตือนถึงบทเรียนความล้มเหลวจากพื้นที่อื่น พร้อมระบุว่า สิ่งที่ปราจีนบุรีกำลังเผชิญอย่างชัดเจนคือ การทะลักเข้ามาของขยะพิษและกากอุตสาหกรรมอันตราย เกิดการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม แย่งชิงทรัพยากรดิน-น้ำ-ป่า และแย่งอาชีพของคนในท้องถิ่นทวงสัญญา 45 วันค้าน EEC เปิด 6 เหตุผลคัดค้าน
ทางเครือข่ายฯ ได้อ่านแถลงการณ์ทวงถามความรับผิดชอบจากรัฐบาล หลังเคยเจรจากับ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งรับปากว่าจะนำเรื่องหารือกับนายอนุทิน แต่เวลาล่วงเลยมากว่า 45 วันกลับไร้ความคืบหน้า โดยทางกลุ่มได้ย้ำเหตุผล 6 ประการในการคัดค้าน EEC ได้แก่:
ศักยภาพเชิงนิเวศ: ปราจีนบุรีโดดเด่นด้านเกษตรอินทรีย์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ใกล้อุทยานฯ เขาใหญ่-ทับลานวิกฤตมลพิษเดิม: พื้นที่กลายเป็นแหล่งรองรับกากอุตสาหกรรมจากคำสั่ง คสช. 4/2559 อยู่แล้ว การศึกษาที่ไม่ครอบคลุม: กระบวนการศึกษาความเหมาะสมเร่งรัดในเวลาไม่กี่เดือน ขาดความรอบด้าน กฎหมายเอื้อกลุ่มทุน: มุ่งเน้นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของนักลงทุน ละเลยสิทธิชุมชน ความเสี่ยงด้านที่ดิน: คนท้องถิ่นเสี่ยงสูญเสียที่ดินทำกินจากการถูกกว้านซื้อ ผลกระทบต่อแหล่งน้ำและป่ามรดกโลก: ภาคอุตสาหกรรมต้องการใช้น้ำมหาศาล อาจนำไปสู่การสร้างเขื่อนกระทบผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ เล่นละครล้อเลียน 'ผู้ว่าฯ และทุนจีนเทา” ก่อนเคลื่อนขบวนประชิด

กระทั่งเวลา 10.00 น. บรรยากาศการชุมนุมเริ่มเข้มข้นขึ้น เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมได้จัดกิจกรรมแสดงละครล้อเลียน โดยมีตัวละครสวมหน้ากากคล้ายผู้ว่าราชการจังหวัด เดินเข้ามาในพื้นที่ชุมนุมร่วมกับกลุ่มทุนจีน พร้อมส่งเสียงเหน็บแนมว่าหากประชาชนต้องการใช้พื้นที่ศาลากลางก็ให้จ่ายเงินมา เพื่อสะท้อนจุดยืน "ไม่เอา EEC" อย่างสันติวิธี จากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมได้จัดรูปขบวนเตรียมเคลื่อนตัวประชิดพื้นที่ด้านในศาลากลางเพื่อกดดันให้ผู้ว่าราชการจังหวัดออกมารับฟังปัญหา

ทนายงัดข้อกฎหมายซัดตำรวจ-เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งคว่ำโต๊ะเจรจา ยื่นคำขาดต้องมีลายเซ็น 'อนุทิน' ระหว่างการเคลื่อนขบวน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำกุญแจมาล็อกปิดประตูรั้วศาลากลาง โดย พ.ต.อ.ศุภฤกษ์ อยู่ไพร ผกก.สภ.เมืองปราจีนบุรี ได้เข้าเจรจาขอความร่วมมือไม่ให้ผู้ชุมนุมกีดขวางการจราจรและขอให้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ

ด้าน ทนายความของกลุ่มผู้ชุมนุม ได้ออกมาชี้แจงข้อกฎหมายโต้ตอบทันทีว่า ทางกลุ่มได้ยื่นหนังสือแจ้งการชุมนุมถูกต้องตามกฎหมาย และเอกสารตอบกลับจากทางการเป็นเพียง "คำแนะนำให้พิจารณาเปลี่ยนสถานที่" เท่านั้น ไม่ใช่คำสั่งห้ามหรือสั่งย้ายสถานที่ พร้อมชี้แจงว่าผู้ชุมนุมต้องการเข้าไปใช้พื้นที่ลานด้านนอกอาคารศาลากลาง ไม่ได้เข้าไปในตัวอาคาร หากตำรวจในฐานะผู้ดูแลการชุมนุมประสานเปิดประตูให้ประชาชนเข้าไปข้างใน ก็จะไม่เกิดปัญหาการกีดขวางการจราจร และยังปลอดภัยต่อประชาชนที่สัญจรไปมามากกว่า จึงขอให้ตำรวจไปเจรจากับเจ้าของสถานที่เพื่อเปิดประตู

ขณะที่ นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ได้ขึ้นปราศรัยอย่างดุเดือดว่า ไปทำงานมาหลายจังหวัด ไม่เคยเห็นจังหวัดไหนที่ผู้ว่าราชการจังหวัดกระทำการน่าเกลียดเช่นนี้ การปิดประตูใส่หน้าพี่น้องชาวบ้าน นำกรวยจราจรมาตั้งขวาง ระดมกำลังตำรวจและ อปพร. มาตรวจเข้ม เป็นการสร้างสถานการณ์ราวกับว่าประชาชนจะมาก่อความวุ่นวาย เพื่อนำไปรายงานบิดเบือนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

"สิ่งที่ผู้ว่าฯ กระทำคือการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในการชุมนุม ขอทำความเข้าใจให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ และรัฐธรรมนูญ ว่าเราเพียงแค่ 'แจ้งให้ทราบ' ว่าจะมาชุมนุม เราไม่จำเป็นต้อง 'ขออนุญาต' จากใคร แม้กระทั่งตำรวจ รัฐธรรมนูญรองรับสิทธิเสรีภาพนี้เพราะประชาชนคือเจ้าของอำนาจที่แท้จริงของประเทศ ไม่ว่ารวยหรือจนทุกคนมี 1 เสียงเท่ากัน นักการเมือง ข้าราชการประจำ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หรือ อบต. ล้วนกินเงินเดือนจากภาษีประชาชน ดังนั้นหลักการคือพวกท่านต้องเป็นลูกน้องเรา ไม่ใช่ทำตัวเป็นนายเรา" นายเลิศศักดิ์ กล่าว

นายเลิศศักดิ์ ยังเน้นย้ำว่า ศาลากลาง ถนนหนทาง แม่น้ำลำธาร ล้วนเป็นพื้นที่สาธารณะที่ประชาชนมีสิทธิใช้ชุมนุมได้ เมื่อประชาชนเดือดร้อนจากการเอาปราจีนบุรีไปทำ EEC รัฐธรรมนูญจึงรับรองสิทธิเสรีภาพในการส่งเสียงเรียกร้องอย่างเต็มที่

ต่อมา นายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมด้วย นายอำนาจ วิลาวัลย์ ส.ส.ปราจีนบุรี เขต 1 พรรคภูมิใจไทย ได้เดินทางเข้าเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุม แต่การพูดคุยดำเนินไปไม่ถึง 10นาทีก็ต้องยุติลง เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมปฏิเสธการเจรจาปากเปล่า และยื่นคำขาดว่า ต้องการเพียงหนังสือยกเลิกมติ EEC ในจังหวัดปราจีนบุรีที่มีลายเซ็นของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เท่านั้น ก่อนที่กลุ่มผู้ชุมนุมจะเข้าไปใช้พื้นที่ด้านในตามที่ร้องขอ และประกาศปักหลักชุมนุมยืดเยื้อต่อไปจนกว่าจะได้รับคำตอบที่ชัดเจน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...