ยุโรปย้ายทองคำออกจากอเมริกาเหนือ รับโลกผันผวนและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
ธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์ ได้ย้ายทองคำของประเทศหลายตันออกจากอเมริกาเหนือ โดยให้เหตุผลของการย้ายทองคำครั้งนี้ว่า จะทำให้ประเทศมีความพร้อมรับมือกับวิกฤตรุนแรงได้ดียิ่งขึ้น
6 ก.ย. 2569- สำนักข่าว BBC รายงานว่า ธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์ หรือ De Nederlandsche Bank ได้ขนย้ายทองคำจำนวนราว 86 ตัน จากปริมาณรวมประมาณ 313 ตันที่เก็บไว้ในสหรัฐฯ และแคนาดา ไปยังกรุงลอนดอน โดยให้เหตุผลว่าเป็นเพราะการคำนึงถึงความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น และทำให้เพื่อให้ทองคำจำนวนนี้พร้อมนำมาใช้ได้โดยทันทีหากเกิดสถานการณ์วิกฤต
การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่าเป็นการตอบสนองต่อสภาวะโลกที่ไร้เสถียรภาพและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยสงครามการค้าและสงครามทางทหารกำลังกระตุ้นให้ประเทศต่าง ๆ ใช้มาตรการป้องกันล่วงหน้า และเก็บทองคำไว้ใกล้ประเทศของตนมากขึ้น
โดยเมื่อต้นปีนี้ ประเทศฝรั่งเศสประกาศว่าได้ย้ายทองคำสำรองออกจากสหรัฐฯ กลับมายังประเทศของตน ขณะที่ธนาคารกลางเยอรมนี หรือ Bundesbank ได้เคลื่อนย้ายทองคำมากกว่า 216 ตันออกจากสถานที่เก็บรักษาในต่างประเทศตลอดช่วงหลายปี ซึ่งสิ้นสุดลงในปี 2016 โดยเป็นทองคำ 111 ตันจากนิวยอร์ก และ 105 ตันจากกรุงปารีส
ลินา โธมัส และดาน สตรอยเฟิน นักวิเคราะห์วิจัยจาก Goldman Sachs กล่าวกับ BBC ว่ากลยุทธ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงเวลาที่โลกเผชิญความไม่มั่นคง ในช่วงสงครามเย็น ธนาคารกลางยุโรปบางแห่งได้ย้ายทองคำสำรองบางส่วนไปยังนิวยอร์ก
โจเซฟ คาวาโทนี นักกลยุทธ์ตลาดอาวุโสของสภาทองคำโลก หรือ World Gold Council ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า แม้สงครามและความตึงเครียดทางการค้าจะส่งผลต่อการตัดสินใจบางส่วนเหล่านี้แต่ก็ไม่ได้เป็น ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ผลักดันให้เกิดการตัดสินใจดังกล่าว เพราะเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย ตลอดจนการเก็บทองคำไว้ในสถานที่ที่สามารถซื้อขายได้อย่างรวดเร็ว ล้วนเป็นปัจจัยที่มีบทบาทเช่นกัน
“ผมไม่ได้รู้สึกว่ากำลังมีหายนะใกล้จะเกิดขึ้น แต่สิ่งที่คิดคือ ผู้คนมีความรู้มากขึ้นเกี่ยวกับวิธีบริหารจัดการสินทรัพย์สำรองของตน พวกเขากำลังเพิ่มพูนสินทรัพย์สำรอง และกำลังคิดอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นว่าจะใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์เหล่านั้นให้ได้สูงสุดอย่างไร” คาวาโทนี กล่าวกับ BBC
ขณะที่ธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์ ระบุว่า ทองคำที่ย้ายออกจากสหรัฐฯ และแคนาดาระหว่างเดือนมีนาคมถึงสิงหาคมของปีนี้ ปัจจุบันถูกเก็บไว้ในห้องนิรภัยของธนาคารกลางอังกฤษ หรือ Bank of England
โอลาฟ สไลป์เปิน ผู้ว่าการธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์ กล่าวว่า “เราคาดหวังว่าเราจะไม่จำเป็นต้องใช้ทองคำเหล่านี้เลย แต่เราจำเป็นต้องเสริมสร้างความสามารถในการรับมือและความพร้อมของเรา”
ลอนดอนถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เนื่องจากมีสถานะเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญของโลก หากต้องการให้สามารถซื้อหรือขายทองคำได้อย่างรวดเร็วในยามวิกฤต ลอนดอนคือสถานที่ที่เหมาะสม ซึ่งทำให้ธนาคารกลางอังกฤษเป็นสถานที่เก็บทองคำที่ได้รับความนิยม โดยธนาคารแห่งนี้เป็นหนึ่งในผู้รับฝากทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลก ใต้สถาบันอายุ 300 ปีแห่งนี้ในใจกลางกรุงลอนดอน มีทองคำแท่งราว 400,000 แท่ง ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 200,000 ล้านปอนด์
สำนักข่าว BBC อ้างอิงจากผลสำรวจในอุตสาหกรรมของสภาทองคำโลก ที่บ่งชี้ว่า ธนาคารกลางอังกฤษยังคงเป็นสถานที่เก็บทองคำในห้องนิรภัยที่ได้รับความนิยมมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางต่าง ๆ กำลังเพิ่มการกระจายสถานที่เก็บทองคำมากขึ้นเรื่อย ๆ
โธมัสและสตรอยเฟินจาก Goldman Sachs กล่าวว่า การตัดสินใจว่าจะเก็บทองคำของประเทศไว้ที่ใดกำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งในความคิดของผู้จัดการทุนสำรอง เพราะในโลกสมัยใหม่ มีหลากหลายวิธีในการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินล้ำค่า เนเธอร์แลนด์ขายทองคำราว 59 ตันในนิวยอร์ก แล้วซื้อทองคำเพิ่มในลอนดอน หมายความว่าทองคำในส่วนนั้นไม่จำเป็นต้องถูกขนส่งข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก
อย่างไรก็ตามทองคำมากกว่า 27 ตันถูกขนย้ายทางกายภาพจากสหรัฐฯ และแคนาดาไปยังเมืองเซสต์ของเนเธอร์แลนด์ และมีการส่งทองคำในปริมาณใกล้เคียงกันจากเซสต์ไปยังลอนดอนด้วย
บริษัทที่ให้บริการลักษณะนี้มักไม่เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีดำเนินงาน เพราะมาตรการรักษาความปลอดภัยและการวางแผนต้องมีความเข้มงวดอย่างมาก เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุปล้นทองคำในชีวิตจริงแบบภาพยนตร์เรื่อง The Italian Job
คาวาโทนีจากสภาทองคำโลกกล่าวว่า แนวทางมาตรฐานวิธีหนึ่งในการย้ายทองคำสำรอง คือการขายสินค้าโภคภัณฑ์นี้ในที่หนึ่ง แล้วซื้อในอีกที่หนึ่ง “สมมติว่าเราต้องการเก็บทองคำไว้ที่นิวยอร์ก แต่ตอนนี้เรามีทองคำอยู่ในลอนดอน เราสามารถขายในลอนดอน แล้วซื้อในนิวยอร์กได้ภายในวันเดียวกันและในเวลาเดียวกัน ซึ่งในทางปฏิบัติก็คือการโอนทางบัญชี โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงกระบวนการด้านโลจิสติกส์จริง ๆ”
มีบริษัทเพียงไม่กี่แห่งที่รับผิดชอบการขนส่งทองคำข้ามพรมแดน หนึ่งในนั้นคือ Brink’s Global Services ซึ่งบอกกับ BBC ว่า ในระยะหลังบริษัทพบความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มลูกค้า เช่น ธนาคารกลาง
นาเดอร์ อันทาร์ รองประธานบริหารของ Brink’s กล่าวว่า “ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่ทวีความรุนแรงขึ้น ประกอบกับบทบาทของทองคำที่เพิ่มขึ้นในฐานะสินทรัพย์สำรองเชิงยุทธศาสตร์ ดูเหมือนจะเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมแนวโน้มนี้”
เหตุผลที่เรื่องการเก็บรักษาทองคำกลายเป็นประเด็นสำคัญสำหรับธนาคารกลาง ก็เพราะธนาคารกลางต่าง ๆ ซื้อทองคำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม โธมัสและสตรอยเฟินจาก Goldman Sachs ระบุว่า การเก็บทองคำไว้ภายในประเทศมีต้นทุน
โดยทั้งสองกล่าวว่า “การเก็บรักษาภายในประเทศต้องอาศัยการลงทุนในระบบรักษาความปลอดภัยทางกายภาพ โครงสร้างพื้นฐานด้านการตรวจสอบบัญชี และการประกันภัย ซึ่งอาจเป็นต้นทุนที่สูงเกินสัดส่วนสำหรับธนาคารกลางขนาดเล็ก”
ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางทั่วโลกสะสมทองคำเฉลี่ยปีละ 1,000 ตัน เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากค่าเฉลี่ย 500 ตันต่อปีในทศวรรษก่อนหน้า ตามข้อมูลของสภาทองคำโลก
แนวโน้มนี้มีมาตั้งแต่วิกฤตการเงินโลก และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอีกในปีหน้า โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทองคำได้รับความสนใจอย่างมาก ราคาทองคำพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดหลายครั้ง โดยทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในเดือนมกราคม
มีเหตุผลหลายประการที่ทำให้มูลค่าทองคำเพิ่มสูงขึ้น แต่ปัจจัยสำคัญคือสถานะของทองคำในเชิงจิตวิทยาของมนุษย์ ถูกยกให้เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย หรือ safe haven asset ซึ่งผู้คนมักเข้าลงทุนในช่วงที่เกิดความปั่นป่วนทางการเงินและภูมิรัฐศาสตร์ อันมีสาเหตุมาจากสงครามการค้าและสงครามทางทหาร
เงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยก็มีอิทธิพลต่อความนิยมของทองคำเช่นกัน เนื่องจากทองคำมีปริมาณจำกัด และได้รับการให้คุณค่ามาเป็นเวลาหลายพันปี จึงมีคุณสมบัติต้านทานผลกระทบจากระดับราคาที่เพิ่มขึ้นได้ในระดับหนึ่ง และด้วยเหตุนี้จึงถูกมองว่าเป็นการลงทุนที่ดี
ธนาคารเพื่อการลงทุน Charles Schwab ระบุว่า “ตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ราคาทองคำเพิ่มขึ้นเร็วกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเงินเฟ้อที่ได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดมากที่สุดอย่างมาก
แม้ราคาทองคำจะลดลงจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อต้นปีนี้ แต่ก็ยังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับข้อมูลในอดีต”
ตามการคาดการณ์ของนักวิจัยจาก Goldman Sachs ราคาทองคำจะเพิ่มขึ้นเป็น 4,900 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3,624 ปอนด์ ต่อทรอยออนซ์ ภายในสิ้นปี 2026 ซึ่งสูงกว่าราคาที่เคยอยู่ในเดือนสิงหาคม 300 ดอลลาร์ ทั้งนี้โธมัสและสตรอยเฟิน จาก Goldman Sachs ระบุเพิ่มว่า ความต้องการทองคำจากธนาคารกลางถือเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นเช่นกัน
อ้างอิง: www.bbc.com