โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

กล้วย กับความเชื่อโบราณ คนท้องห้ามกิน

Health Daily

เผยแพร่ 09 ก.ย 2564 เวลา 11.30 น. • Maxxlife

น้ำหัวปลี กับความเชื่อโบราณ คนท้องห้ามกิน

ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่ หนึ่งคำคุ้นหูของคนไทย ไม่ว่าในยุคไหน ๆ ผ่านมานานเท่าไหร่ คำนี้กลับไม่เคยเลือนลางไปตามกาลเวลา และ ยุคสมัยที่ผลัดเปลี่ยน หมุนเวียนไป ทำไมคำนี้ยังคงถูกใช้ในประเทศไทยเสมอมา เหตุผลที่อาจจะพอพูดถึง หรือ กล่าวถึงได้ อาจจะเป็นเพราะไทย เป็นรูปแบบสังคมของไทยนั้น ผูกพันธ์ และ เติบโตมากับการใช้ชีวิต ที่ถูกผนวกเข้ากับคำว่าความเชื่อ สิ่งลี้ลับ ฟังคุ้นหูจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา ว่าถ้าเกิดไม่เชื่อคำโบราณ จากคนเฒ่าคนแก่ อาจจะทำให้เกิดเรื่องไม่ดี ความเป็นไป จากการฝืนทำ หรือ ฝืนเถียงกับสิ่งเหล่านั้น ที่เค้าได้ห้ามไว้ การผูกความหวาดกลัว เป็นหนึ่งสิ่งที่เป็นตัวแปรปิดกั้นการหาความรู้ หรือ แก้ไขเรื่องจริงเมื่อทำเรื่องเหล่านั้น ด้วยตัวเอง เพียงเพราะมีคนห้ามไว้ก่อนแล้ว ไม่ได้บอกว่าคำห้ามทั้งหมดเราควรแหกออกมาพิสูจน์ เพราะบางอย่างก็สามารถพิจารณาได้ทันที ว่าทำแล้วจะไม่ดี หนึ่งความเชื่อที่ค่อนข้างน่าฟัง เพราะมีความน่ากลัวปนน่าฟังอยู่ด้วย ตัวอย่างเช่น คนที่กำลังตั้งครรภ์ กับ เรื่องลี้ลับ 

คนท้อง มักได้รับคำเตือนคำห้ามต่าง ๆ จากคนโบราณ เกี่ยวกับสิ่งต้องห้าม เมื่อคุณท้อง ห้ามทำพวกนี้เด็ดขาด 

 

1.ห้ามไปงานศพ ตามแนวคิดคือ ไม่อยากให้วิญญาณ หรือ สิ่งลี้ลับ ตามกลับมาบ้าน แต่หากวิเคราะห์ ประเด็นน่าจะเป็นเรื่องของความเศร้าหมอง ที่จะเกิดกับคนท้อง
2. ควรกินข้าวกับปลาแห้ง กินเยอะกินดีไป เด็กตัวใหญ่ คลอดยาก แต่ถ้าดูตามเหตุผล คนเป็นแม่ จะต้องสูญเสียแคลเซียมในตอนท้องเป็นจำนวนมาก การกินปลาแห้ง ช่วยเพิ่มแคลเซียมได้
3. การแหงนมองพระจันทร์ เพราะจะทำให้ลูกตาเหล่ เป็นความเชื่อโบราณ เอาจริงๆเป็นกุศโลบาย เพราะการแหงนหน้า อาจจะก่อให้เกิดอาการหน้ามืดกับคนท้องได้
4. ห้ามอาบน้ำตอนดึก เพราะน้ำคล่ำจะเยอะ แต่ความเป็นจริงแล้ว ในสมัยก่อนนั้น ไม่มีไฟฟ้าใช้ เสี่ยงต่อการหกล้ม ลื่นล้ม รวมถึงปัญหาของสัตว์ที่มีพิษร้าย ออกหากินตอนกลางคืน อยู่ในที่ชื้น 
5. ห้ามซื้อของใช้เด็กก่อนคลอด เชื่อว่าเด็กในท้องอาจจะไม่ได้เกิด เพราะมีวิญญาณอื่นๆ อาจจะมาแย่งเกิดได้ แต่ถ้าตามหลักวิทยาศาสตร์ ความเป็นจริงแล้ว ของที่เก็บไว้นาน อาจจะเกิดฝุ่นจับ รวมถึงปัญหาราบนตัวผ้า ส่งผลต่อเด็กแรกเกิด 
6. ห้ามด่า หรือ พูดว่าร้ายสาปแช่ง ผลการพูดจะมาลงกับลูก ความจริงแล้ว น่าจะเกี่ยวกับเรื่องอารมณ์ของแม่มากกว่า เนื่องจากคำพูดพวกนี้ มักมากับอารมณ์ขุ่นเคือง โกรธ หรืออารมณ์ที่ไม่ดี 

7. ห้ามกินกล้วย ห้ามกินทุเรียน เด็กจะตัวสกปรก มีแป้งเกาะเต็มตัวตอนคลอด

8. ห้ามกินหัวปลี เพราะยางจากหัวปลีจะทำให้คลอดลูกยาก

 

 

จะเห็นได้ว่าข้อที่ผ่านมาหลายข้อ ส่วนมากเป็นเรื่องการใช้ชีวิตโดยมาก แต่สองข้อล่าง กับเป็นเรื่องการกิน กับอาหาร ทำไมคนท้อง ถึงดูห้ามยุ่งเกี่ยวกับกล้วย กับหัวปลี? น้ำหัวปลี 

จับมาขยายความเพิ่ม กล้วยกับหัวปลีเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไง น้ำหัวปลี

บางตำราบอกว่า 

คนสมัยก่อนค่อนข้างมีความเชื่อ เกี่ยวกับเรื่องอาหารการกินเยอะพอสมควร ยิ่งเป็น ""หญิงมีครรภ์""

"คนสมัยโบราณเชื่อที่ว่า ห้ามหญิงมีครรภ์กินหัวปลี หรือปลีกล้วย โดยมีความเชื่อว่า เวลาคลอดลูก จะส่งผลให้รกขึ้นปิดลิ้นหัวใจ หรือ อาการรกบิน ซึ่งเป็น อาการไม่ออกมาตามปกติ แต่กลับตีขึ้นข้างบนแทนนั่นเอง""

 

อีกความเชื่อบอกว่า

ความเชื่อเพิ่มเติม : ยางที่มาจากหัวปลี จะทำให้แม่คลอดลูกยาก เปลี่ยนรูปแบบรกของหญิงตั้งครรภ์ จะกลายเป็นรูปแบบปลีคลอดยาก

ถ้าให้พูดตรง ๆ อ่านแล้วแอบงงมาก เพราะว่ายังไงรูปแบบรก ก็ไม่มีทางเปลี่ยนรูปแบบเป็นหัวปลีอยู่แล้ว เป็นอะไรที่ไม่สมเหตุสมผลที่สุด 

ข้อเท็จจริง หากผู้หญิงท้อง กินหัวปลีจะเป็นยังไง ? 

ข้อเท็จจริง กับการกินหัวปลี ของคนท้อง : โดยอาหารไม่มีทางเปลี่ยนรูปทรงของทารกได้อย่างแน่นอนอันนี้ยืนยันเลย การรับประทานหัวปลีจะดีต่อคุณด้วยซ้ำ แม่ที่พึ่งคลอดลูกใหม่ๆ ""เพราะหัวปลีสามารถช่วยกระตุ้นน้ำนมให้มากขึ้น และดีต่อแม่มากๆ""

 

มาดูประโยชน์ของหัวปลีกัน 

ป้องกันการติดเชื้อ
ดอกกล้วยดูเหมือนจะมีประสิทธิภาพมากในการรักษาโรคติดเชื้อด้วยวิธีธรรมชาติ สารสกัดในดอกกล้วยมีเอทานอลที่ป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรียก่อโรค  
รองรับสุขภาพประจำเดือน
ดอกกล้วยที่ปรุงสุกแล้ว สามารถช่วยจัดการกับอาการปวดท้องและลดเลือดประจำเดือนได้ กินคู่กับนมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต ดอกไม้เหล่านี้ช่วยเพิ่มฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในร่างกายและลดเลือดออก  
ควบคุมเบาหวาน
จากผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารอาหารและการเกษตร สารสกัดจากดอกกล้วยช่วยส่งเสริมการดูดซึมกลูโคส ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง  
ช่วยเพิ่มอารมณ์และลดความวิตกกังวล
ดอกกล้วยมีแมกนีเซียม ช่วยลดความวิตกกังวล และเพิ่มอารมณ์ พวกเขาทำหน้าที่เป็นธรรมชาติซึมเศร้า  
ป้องกันมะเร็งและโรคหัวใจ
ดอกกล้วยประกอบด้วยกรดฟีนอลิก แทนนิน ฟลาโวนอยด์ และสารต้านอนุมูลอิสระอื่นๆ สารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันความเสียหายจากอนุมูลอิสระ และลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและมะเร็ง  
ปรับปรุงการหลั่งน้ำนม
กล้วยดอกไม้ผัก galactagogues เพิ่มการหลั่งน้ำนมแม่สำหรับคุณแม่ที่ให้นมบุตร ยังช่วยพยุงมดลูกและลดการตกเลือดหลังคลอด  เป็นประโยชน์กับแม่เพิ่งคลอด
ชะลอกระบวนการชรา 
ดอกกล้วยอุดมไปด้วยวิตามินซีและเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระมีความสำคัญมากต่อสุขภาพเพราะช่วยลดความเครียดในเซลล์และชะลอกระบวนการชรา
ส่งเสริมการทำงานของไต
สารอาหารมากมายที่มีอยู่ในดอกกล้วยช่วยกระตุ้นการทำงานของไตให้แข็งแรง การเพิ่มดอกกล้วยในอาหารช่วยรักษาโรคนิ่วในไตที่เจ็บปวดตามธรรมชาติและป้องกันความเสี่ยงของการอักเสบและปัญหาทางเดินปัสสาวะ
ช่วยเพิ่มระดับธาตุเหล็ก
ความอุดมสมบูรณ์ของธาตุเหล็กในดอกกล้วยสามารถปั๊มเก็บเหล็กได้อย่างน่าทึ่ง และปรับปรุงอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคโลหิตจาง เช่น เหนื่อยล้า เหนื่อยล้า หัวใจเต้นผิดปกติ ผิวซีด เท้าเย็นและมือ การเติมดอกกล้วยในอาหารเป็นประจำจะเพิ่มระดับของเซลล์เม็ดเลือดแดงและต่อสู้กับโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก
วิธีแก้ปัญหาทางเดินอาหาร
ดอกกล้วยเป็นอาหารที่มีความเป็นด่างซึ่งช่วยขับกรดในกระเพาะให้เป็นกลางและช่วยบรรเทาอาการอาหารไม่ย่อย แผลพุพอง และความเจ็บปวด นอกจากนี้ ใยอาหารและสารอาหารที่สำคัญอื่นๆ ดอกกล้วยยังทำหน้าที่เป็นยาระบายตามธรรมชาติและปรับการทำงานของลำไส้ให้เป็นปกติ และรักษาอาการท้องผูก
คุณค่าทางโภชนาการของดอกกล้วย
ดอกกล้วยที่ขึ้นชื่อในเรื่องหัวใจของกล้วย มาพร้อมกับขุมสมบัติของสารอาหาร เช่น ไฟเบอร์ โพแทสเซียม แคลเซียมทองแดงฟอสฟอรัส เหล็ก แมกนีเซียม และวิตามินอี ดอกไม้ที่กินได้เหล่านี้สามารถนำมาประกอบเป็นอาหารปกติในรูปแบบของสลัด ซุป ผัด และส่วนผสมสมุนไพร

พลังงาน   51 kcal
โปรตีน   1.6 g
ไขมัน     0.6 g
คาร์โบไฮเดรต   9.9 g
ไฟเบอร์   5.7 g
แคลเซียม   56 mg
ฟอสฟอรัส   73.3 มก.
เหล็ก   56.4 มก.
ทองแดง   13 มก.
โพแทสเซียม   553.3 มก.
แมกนีเซียม   48.7 มก.
วิตามินอี   1.07 mg

 

 REF : MEDTHAI , Sanook , Thaiza , Blockdit , NetMed

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...