โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เหล้าปั่นมาจากไหน?

มติชนสุดสัปดาห์

เผยแพร่ 27 พ.ย. 2561 เวลา 07.50 น.

เหล้าปั่นมาจากไหน? (1)

“และเมื่อถึงตอนฉันร้องเดี่ยว เจ้าเครื่องปั่นแวริ่งนั่นก็ส่งเสียงดัง…”

(And when I sing a solo, then the Waring Blender goes…)

เนื้อเพลง Everything Happens to Me ขับร้องโดย Matt Denis (ค.ศ.1953)

เพลง Everything Happens to Me บรรยายถึงชายหนุ่มเคราะห์ร้ายนายหนึ่ง ที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องเผชิญกับอุปสรรคขัดขวาง เช่น จะไปตีกอล์ฟ ฝนก็ตก จะขึ้นรถไฟก็ตกรถ ฯลฯ

แม้กระทั่งเมื่อชายหนุ่มได้บทร้องเดี่ยวบนเวที เจ้า “เครื่องปั่นแวริ่ง” นั่นก็ยังส่งเสียงดังกลบเสียงร้องของเขาไปเสียอย่างนั้น

เนื้อเพลงจึงแสดงให้เห็นว่า ในสมัยนั้น เครื่องปั่นผัก-ผลไม้ หรือ Waring Blender นี้คงสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับนักร้องนักดนตรีในบาร์พอสมควรทีเดียว โดยเฉพาะเมื่อบาร์สมัยก่อนยังเล่นดนตรีด้วยระดับเสียงที่ไม่ดังและไม่มีบรรยากาศที่อึกทึกครึกโครมแบบผับบาร์ในปัจจุบัน

คำถามคือ เครื่องปั่นเข้าไปทำอะไรในบาร์?

คำตอบคือ ทำเครื่องดื่มยอดนิยมในสมัยนั้นที่เรียกกันว่า FROZEN DAIQUIRI ที่ใช้เหล้ารัมเป็นส่วนผสมสำคัญนั่นเอง

แต่เหล้ารัมคืออะไร และมาจากไหน?

ความมึนเมากับโลกอาณานิคม

เหล้ารัมเป็นเหล้าที่ถือกำเนิดขึ้นจากการล่าอาณานิคมของชาวตะวันตก เป็นผลผลิตส่วนเกินที่ชาวไร่อ้อยในหมู่เกาะทะเลแคริบเบียนผลิตขึ้นจากกากน้ำตาลหรือ Molass ที่แต่เดิมไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ และมีสถานะแทบไม่ต่างไปจากขยะ

ไม่มีหลักฐานระบุชัดว่าเมื่อไรที่ชาวอาณานิคมเริ่มกลั่นเหล้ารัมครั้งแรก แต่สันนิษฐานว่าน่าจะอยู่ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 17 เพราะมีเอกสารบันทึกเกี่ยวกับเหล้าชนิดนี้ที่เกาะบาร์เบดอสในปี 1650s โดยเรียกมันว่า Kill-Devil

(เหล้ารัมที่มีชื่อเสียงในปัจจุบันอย่างตรา Mount Gay ซึ่งมีฐานการผลิตอยู่ที่เกาะบาร์เบโดส จึงอ้างว่าบริษัทของตนมีรากฐานการผลิตรัมยาวนานที่สุด ซึ่งก็มีหลักฐานการผลิตที่สืบค้นได้อย่างน่าเชื่อถือจริงๆ นับตั้งแต่ราวปี 1700s)

ในช่วงแรกๆ เหล้ารัมเกิดขึ้นเพื่อการบริโภคของชาวอาณานิคมเองในหมู่เกาะ และชาวอาณานิคมเหล่านี้ส่วนมากก็เป็นชนชั้นแรงงานจากอังกฤษ ที่หลงคำโฆษณาชวนเชื่อให้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาสร้างฐานะในต่างแดนและพบกับความผิดหวัง เนื่องด้วยพื้นที่ทำไร่นั้นถูกจับจองไปหมดแล้ว

เหล้ารัมราคาถูกจึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากชาวอาณานิคมเหล่านี้ ดังหลักฐานร่วมสมัยหลายชิ้นที่ระบุถึงเหล้ารัมและอุปนิสัยขี้เมาของชาวอังกฤษบนหมู่เกาะ

เช่น ในบันทึกของกัปตัน Thomas Walduck ที่สรุปสภาพการณ์และอุปนิสัยที่แตกต่างกันของชาวตะวันตกในดินแดนอาณานิคมไว้อย่างน่าสนใจว่า – เมื่อมาถึงดินแดนใหม่ สิ่งแรกที่ชาวสเปนจะทำคือสร้างโบสถ์ ส่วนชาวดัตช์ก่อป้อมปราการ ขณะที่ชาวอังกฤษนั้นทำร้านเหล้า

หรืออย่างในบันทึกของนักเดินทางคือนาย Thomas Verney ที่อยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันก็ระบุว่า ชาวอาณานิคมเหล่านี้ดื่มเหล้ารัมหนักมาก และมักจะดื่มจนเมาพับ ล้มตัวลงนอนได้ในทุกๆ ที่

ส่วนรสชาติของเหล้ารัมหรือที่รู้จักกันในชื่อ Kill-Devil ในสมัยนั้น ก็น่าจะเป็นอะไรที่สมชื่อฉายาของมัน เพราะปรากฏในบันทึกหลายฉบับของทั้งชาวฝรั่งเศสและอังกฤษว่าเหล้านี้มีรสชาติแย่มาก และถือเป็นสิ่งไม่พึงปรารถนา

อีกทั้งไม่มีบันทึกร่วมสมัยแม้แต่ฉบับเดียวที่ชื่นชมสรรเสริญรสชาติของรัม

ศัพท์เก่าว่า Kill-Devil ได้รับการถ่ายเสียงไปในหลายภาษา เช่น กลายเป็นคำว่า kiel-dyvel ในภาษาเดนมาร์ก และเป็นคำว่า guildive ในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งปัจจุบันยังใช้เรียกรัมอยู่ในเฮติ

ส่วนคำว่า Rum สันนิษฐานว่ามาจากศัพท์ Rumbullion หรือ Rumbustion ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่เกิดขึ้นในอังกฤษช่วงเดียวกับคำว่า Rum และมีความหมายว่าการจลาจลหรือความอลเวงวุ่นวาย

เป็นนัยถึงความวุ่นวายยุ่งเหยิงที่คนเมามักก่อขึ้นหลังจากดื่มเหล้าชนิดนี้นั่นเอง

เหล้ารัม น้ำตาล และการปฏิวัติ

ด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่แรงและราคาถูก เหล้ารัมจึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และแพร่ขยายในวงกว้าง

(การผสมน้ำลงในรัมก่อนจำหน่าย ทำให้มันสามารถเพิ่มปริมาณจากของเดิมที่ผ่านการขนส่งมาได้ถึง 4 เท่า)

ดังปรากฏว่าในช่วงปี 1700 เหล้ารัมจำนวนมากจากเกาะอันติกาและบาร์เบโดสได้ถูกส่งออกไปยังอเมริกาเหนือ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตชาวอาณานิคม มีการใช้รัมในฐานะยารักษาโรค ให้เด็กๆ ดื่มเล็กน้อยเมื่อมีอาการเจ็บป่วย และบรรเทาอาการไข้มาลาเรีย ฯลฯ

ที่สำคัญกว่านั้นคือ เหล้ารัมยังกลายเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนสินค้าเช่นเดียวกับเงิน และสามารถใช้จ่ายแทนค่าจ้าง เช่นที่ Adam Smith บันทึกไว้ใน The Wealth of Nation ว่า ช่างทาสีเรือคนหนึ่งได้รับการจ่ายค่าจ้างเป็นเงิน 10 ชิลลิ่ง 6 เพนนี และเหล้ารัม 1 ไพนต์

เหล้ารัมเป็นสิ่งที่พ่อค้าใช้แลกเปลี่ยนสินค้ากับชาวอินเดียนพื้นเมือง จนกระทั่งกลายเป็นประเพณีที่พ่อค้ากับชาวอินเดียนจะต้องดื่มเหล้ารัมกันก่อนจะเริ่มต่อรองราคา เพื่อแสดงความเป็นมิตรและความจริงใจ

แต่ในอีกแง่หนึ่ง เหล้ารัมซึ่งเป็นสิ่งใหม่สำหรับชาวพื้นเมืองเหล่านั้นก็กลับเป็นสิ่งที่นำหายนะมาสู่พวกเขา ดังปรากฏข้อเขียนจำนวนมากที่กล่าวถึงความวุ่นวายสับสนในหมู่ชาวอินเดียนที่เมาเหล้ารัมและขาดสติ

เช่น ในบันทึกของ Benjamin Franklin ที่เล่าไว้ว่า หลังจากที่เขาให้เหล้ารัมแก่ชาวอินเดียนแล้ว คนพื้นเมืองเหล่านั้นก็พากันดื่มเหล้าเมามายอยู่รอบกองไฟ ทั้งผู้หญิง-ผู้ชายส่งเสียงดัง ทะเลาะและต่อสู้กันเอง ด้วยร่างกายกึ่งเปลือย

แต่สำหรับชาวอาณานิคม เหล้ารัมคือเครื่องดื่มราคาถูกแสนพิเศษและเป็นเสมือนสัญลักษณ์เฉพาะของ “ผู้บุกเบิก” เพราะมันหมายถึงการมีอำนาจซื้อหาเครื่องดื่มจากต่างถิ่น ด้วยเงินที่หาได้จากหยาดเหงื่อแรงงานของตนเอง และอาจถือเป็นหนึ่งในปัจจัยการก่อเกิดของวัฒนธรรมใหม่ในโลกใหม่ด้วย

และเมื่อเหล้ารัมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตชาวอาณานิคม มันจึงเป็นส่วนหนึ่งของการเมือง ดังจะเห็นได้จากการที่ George Washington แจกจ่ายเหล้าแก่ผู้สนับสนุนเขาเพื่อเลือกตั้งเข้าสภาท้องถิ่นเวอร์จิเนียในปี 1758 เป็นเหล้ารัมถึง 28 แกลลอน และรัมพันช์อีก 50 แกลลอน

นอกจากนั้น ชาวอาณานิคมในอเมริกายังพบว่า หากพวกเขานำเข้ากากน้ำตาลมาผลิตรัมด้วยตนเอง รัมที่ได้จะมีราคาถูกลงไปอีก ดังนั้น อุตสาหกรรมผลิตรัมในเขตนิวอิงแลนด์จึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาตั้งแต่ก่อนปี 1700 แล้ว

แต่ในฝรั่งเศส นโยบายของรัฐกลับเป็นตรงกันข้าม นั่นคือรัฐบาลฝรั่งเศสสั่งห้ามการนำเข้ารัมและกากน้ำตาลโดยสิ้นเชิง เพื่อปกป้องธุรกิจผูกขาดของกลุ่มพ่อค้าไวน์และบรั่นดี

ผลจากการนี้ จึงทำให้กลุ่มผู้ผลิตเหล้ารัมในอเมริกาหันไปซื้อกากน้ำตาลจากหมู่เกาะอาณานิคมของฝรั่งเศส (ซึ่งมีราคาถูก) ส่งผลให้ทางอังกฤษไม่พอใจ และผ่าน พ.ร.บ.กากน้ำตาล (Molasses Act) ออกมาในปี 1733 เพื่อสร้างกำแพงภาษีให้กับสินค้ากากน้ำตาลจากฝรั่งเศส

และเท่ากับเป็นการบังคับให้ทางอเมริกาต้องซื้อกากน้ำตาลจากหมู่เกาะของอังกฤษเท่านั้น

แน่นอนว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง ยิ่งเมื่อทางรัฐบาลอังกฤษผ่าน พ.ร.บ.น้ำตาลออกมาอีกในปี 1764 ทั้งหมดนั้นจึงนำไปสู่สงครามอิสรภาพระหว่างอเมริกากับอังกฤษในที่สุด

ชาวอาณานิคมอเมริกาดื่มรัมกันอย่างไร?

วิธีดื่มเหล้ารัมของชาวอาณานิคมในยุคก่อนคือดื่มเปล่าๆ หรือผสมน้ำให้เจือจาง

แต่มีสูตรการผสมบางชนิดที่โดดเด่นและได้รับความนิยมเป็นพิเศษ และอาจถือว่าเป็นหลักการผสมเครื่องดื่มที่เป็นต้นแบบของการผสมค็อกเทลต่างๆ ในเวลาต่อมา

เช่น GROG หมายถึงการผสมเหล้ารัมกับน้ำในปริมาณ รัม 1 ส่วน น้ำ 3-4 ส่วน และปรุงรสด้วยน้ำมะนาวและน้ำตาล

MIMBO ผสมรัม น้ำ และน้ำตาลเข้าด้วยกัน (ได้รับความนิยมมากในเพนซิลเวเนีย)

BOMBO รัมและน้ำอย่างละ 1 ส่วน ปรุงรสด้วยกากน้ำตาลและโรยหน้าด้วยผงลูกจันทน์เทศ

นอกจากนั้นยังมีเครื่องดื่มเบ็ดเตล็ดอีกมาก ที่ใช้รัมกับส่วนผสมอื่นๆ ทั้งร้อน-เย็น เช่น นม เบียร์ น้ำไซเดอร์ ฯลฯ

ก่อนที่รัมจะเสื่อมความนิยมลงในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 พร้อมๆ กับการถือกำเนิดขึ้นของวิสกี้แบบอเมริกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...