ฝ่ายค้านร่าย 6 ปัญหาคนไทย จากนโยบายเอื้อจีนของรัฐบาล “คุณประยุทธ์”
ฝ่ายค้านร่าย 6 ปัญหาคนไทย จากนโยบายเอื้อจีนของรัฐบาล “คุณประยุทธ์” - BBCไทย
ในวันที่ 2 ของการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล เริ่มต้นเมื่อเวลา 09.30 น. โดยฝ่ายค้านยังล็อกเป้าถล่ม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม อย่างต่อเนื่อง มุ่งโจมตีการไร้ความสามารถในการเป็นผู้นำทีมเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนจนลง และออกนโยบายเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนไทยและจีน
หนึ่งในผู้อภิปรายที่เชื่อมโยงให้เห็นถึงปัญหาการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจและการต่างประเทศของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ก็คือ นายเอกพจน์ เพียรพิเศษ ส.ส.เชียงราย อดีตพรรคอนาคตใหม่ โดยยกคำกล่าวของนายกฯ ที่เคยเปรียบเปรยความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนเป็น "มดกับราชสีห์" มาอธิบายภาพการออกนโยบายแบบ "เอาใจจีน" และ "เอื้อประโยชน์กลุ่มทุนจีน" ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ยุคเป็นผู้นำรัฐบาลคณะรัฐประหารปี 2557 ซึ่งทำให้มหาอำนาจในซีกโลกตะวันตกถอยห่างจากไทย จึงต้องพึ่งพาจีนเพื่อพยุงเก้าอี้ของตนเอาไว้จนถึงปัจจุบัน
"ผมไม่ได้ปฏิเสธรัฐบาลจีน คนจีน ทุนจีน แต่ที่อยากเห็นคือรัฐบาลไทยดำเนินการทางการทูตอย่างมีศักดิ์ศรีและมีความสมดุลระหว่างประเทศ ในเมื่อคุณประยุทธ์เอื้อทุนใหญ่ เอาใจทุนจีน ดำเนินความสัมพันธ์ในรูปแบบ 'มดกับราชสีห์' ผมจึงไม่สามารถไว้วางใจให้คุณประยุทธ์ให้อยู่ต่อแม้แต่วินาทีเดียวในตำแหน่งนี้อีกต่อไป" นายเอกพันธ์กล่าว
- ฝ่ายค้านอัดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ "เหมือนโรยทรายไปชายหาด" กล่าวหารัฐบาลทำ "ประชาชนไม่มั่นคง แต่เจ้าสัวมั่งคั่ง"
- อภิปรายไม่ไว้วางใจ : จัดติวเข้ม รมต. ก่อนสู้ศึก "ซักฟอก"
ส.ส.ฝ่ายค้านรายนี้เป็นอีกคนที่ใช้สรรพนามเรียกนายกฯ ว่า "คุณประยุทธ์" จนมี ส.ส.รัฐบาลลุกขึ้นประท้วงบางส่วน แต่ก็อภิปรายได้จนจบ เขาได้ชี้ให้เห็น 6 ปัญหาที่เกิดขึ้น ท่ามกลางเสียงตักเตือนจากนายชวน หลีกภัย ประธานสภา ให้ระมัดระวังการใช้ถ้อยคำที่กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยที่นายกฯ และนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ก็ได้ลุกขึ้นตอบโต้คำอภิปรายของนายเอกพันธ์เป็นบางส่วนด้วย
1. แฉโครงสร้าง "ล้งลำไยตระกูลจ้าว" ไร้แข่งขัน
นายเอกพจน์ได้อ้างถึงราคาส่งออกลำไยที่เพิ่มขึ้น 60.6% ขณะที่ราคาลำไยหน้าสวนลดลง 13.1% ณ สิ้นปี 2561 เมื่อตรวจสอบล้งลำไยใน จ.ลำพูน พบว่าเป็นของ 3 บริษัท แต่เมื่อไปไล่ดูโครงสร้างผู้ถือหุ้นกลับพบว่าเป็นคนกลุ่มเดียวกัน มีพฤติกรรมถือหุ้นไขว้กันไปมา ทำให้ไม่เกิดการแข่งขันกันจริง จึงขอตั้งฉายาว่า "ล้งลำไยตระกูลจ้าว"
บริษัทเหล่านี้ทำกำไร 128-255 ล้านบาท ทว่ามีการเล่นแร่แปรธาตุ ทำให้กำไรที่เกิดขึ้นในไทยไม่ได้เกิดประโยชน์ในประเทศไทย
-รัฐบาลยังไม่ได้ชี้แจง
2. ทุนจีนทะลักตลาดอสังหาฯ ไทย แต่คนไทยไร้บ้าน
นายเอกพจน์ระบุว่า นับจากรัฐประหารจนถึงปัจจุบัน มีทุนจีนไหลทะลักเข้าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเพิ่มขึ้น 7 เท่า หรือคิดเป็นเม็ดเงินกว่า 2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ดัชนีราคาคอนโดมิเนียมสูงขึ้น 17% ส่วนหนี้ครัวเรือนลดลง 2%
การมีบ้านสักหลังถือเป็นความหวังของชนชั้นกลาง แต่กลับกลายเป็นว่าคนไทยต้องไปเช่าคอนโดฯ จากคนจีนที่กว้านซื้อไปหมดแล้ว สร้างผลกระทบต่อผู้ประกอบการโรงแรมและห้องเช่าขนาดเล็กจนแทบจะเป็นโรงแรมร้าง ส่วนเม็ดเงินที่ชาวจีนได้ก็ไม่ได้อยู่ในมือคนไทย ก็กลับไปสู่กลุ่มทุนจีนกลุ่มนั้น
"เชื่อว่าคุณประยุทธ์น่าจะรู้ดีอยู่แก่ใจ แต่ทำอะไร เพราะเราเป็นมดเกรงใจราชสีห์" นายเอกพันธ์กล่าว
-รัฐบาลยังไม่ได้ชี้แจง
3. "มด" ควัก 2 แสนล้านซื้อสัมพันธ์กับ "ราชสีห์" ผ่านรถไฟความเร็วสูง
นายเอกพจน์ชี้ว่า โครงการนี้ไม่มีการเปิดประมูลนานาชาติแบบที่ควรทำ และมีการลงนามในบันทึกความตกลงร่วม (เอ็มโอยู) ไทย-จีนตั้งแต่ยังไม่ทันทำการศึกษา 9เซ็นแล้วถึงตั้งคณะทำงานศึกษาความเป็นไปได้ในการมีรถไฟความเร็วสูง ก่อนพบว่าไม่คุ้มค่ากับไทย นำไปสู่การเปลี่ยนจากรถไฟความเร็วสูงเป็นรถไฟทางคู่ เมื่อ 29 ม.ค. 2559
ต่อมา "ราชสีห์งอน" ไม่ยอมมาร่วมประชุมกับไทยในอีก 1 เดือนหลังจากนั้น จน "มดต้องบินไปง้อราชสีห์ถึงถ้ำ" แล้วกลับมาประกาศเมื่อ 23 มี.ค. 2559 เดินหน้ารถไฟความเร็วสูง พร้อมเปลี่ยนจากโครงการร่วมทุนเป็นไทยลงทุนเองเกือบ 2 แสนล้านบาท ด้วยการกู้เงินจากจีนในอัตราดอกเบี้ยมิตรภาพ เริ่มก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงช่วงแรก 3.5 กม.
เขากล่าวว่า ประโยชน์ข้อแรกที่ประเทศไทยจะได้จากโครงการนี้ถูกระบุไว้ว่า "ส่งเสริมและกระชับความสัมพันธ์ไทย-จีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น" จึงอยากตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดโครงการโครงสร้างพื้นฐานถึงอ้างเหตุผลเช่นนี้
"ประเทศไทยเรามีความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลจีนมานาน แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่เราต้องใช้เงินเกือบ 2 แสนล้านบาทไปซื้อความสัมพันธ์ การสร้างความสัมพันธ์แบบนี้ ไม่น่าใช่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่น่าจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคุณประยุทธ์ที่ไม่มีใครคบ กับจีนเท่านั้น" นายเอกพันธ์ระบุ
-รัฐบาลยังไม่ได้ชี้แจง
4. ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี "อุ้มค้าออนไลน์จีน"
นายเอกพจน์ได้ตั้งข้อสังเกตเรื่องการให้ "สิทธิพิเศษแบบสุด ๆ" กับบริษัทออนไลน์จีน ด้วยการยกเว้นภาษีคลังสินค้าทัณฑ์บน 14 วัน จากปกติพ่อค้ารายเล็กรายน้อยจะถูกคิดภาษีทันทีที่สินค้ามาถึงท่าเรือ ทำให้ทุนใหญ่ต่างชาติได้แต้มต่อเหนือพ่อค้าแม่ค้าไทย จนต้องรอวันล้มหายตายจาก
-นายกฯ ชี้แจงว่า ผู้ขายสินค้าออนไลน์ของไทยต้องปรับเปลี่ยนด้วย
5. ชี้ไทยกลัวจีนโกรธ ปล่อยชาวไทยอยู่ในอู่ฮั่นนานกว่าเพื่อนบ้าน
นายเอกพจน์อภิปรายว่าการที่รัฐบาลรับคนไทยจากเมืองอู่ฮั่น ซึ่งเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดของไวรัสโคโลนาสายพันธุ์ใหม่ หรือเชื้อโควิด-19 ได้ช้ากว่าประเทศอื่น ๆ อาทิ เมียนมา บังคลาเทศ ศรีลังกา อินโดนีเซีย ถือเป็น "หลักฐานอันหนึ่งว่าเราเป็นมดน้อยที่ไม่กล้าต่อรองกับราชสีห์ กลัวราชสีห์เสียหน้า โกรธ เลิกคบ" ทั้งที่กระทรวงสาธารณสุขไทยเสนอให้ระงับฟรีวีซ่าให้ชาวจีน, ระงับเที่ยวบินที่มาจากจีน, เสนอให้กักตัวคนจีนที่เข้ามาในไทย 14 วัน แต่ พล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่ทำ
-รัฐบาลยังไม่ได้ชี้แจง
6. ภัยแล้งจากน้ำโขงที่จีนเป็นผู้กุมชะตากรรม
ส.ส.เชียงรายระบุว่า จีนเป็นผู้กำหนดความอยู่รอดของแม่น้ำโขง ในช่วงปลายปี 2562 น้ำโขงแห้งขอดอย่างหนักหลังจีนทดลองเดือนเครื่องผลิตไฟฟ้าในเขื่อนที่สร้างกั้นลำน้ำโขง ทำให้นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ต้องไป "อ้อนวอนขอให้จีนปล่อยน้ำมามากขึ้น" เมื่อ 23 ม.ค. 2563 ก่อนกลับมาประโคมข่าวว่าพญาราชสีห์ใจดีกับมด แต่ข้อมูลระดับน้ำเฉลี่ยที่สถานีวัดน้ำเชียงแสน จ.เชียงราย พบว่าระดับน้ำโขงเฉลี่ยที่ไทยต้องได้รับน้อยกว่าปีก่อน ๆ พอสมควร นี่คือภัยแล้งที่คนไทยต้องเจอ
-รมว.ต่างประเทศชี้แจงว่า การเดินทางไปจีนของเขาเมื่อ 23 ม.ค. "ไม่มีการอ้อนวอน แต่ไปในฐานะมิตร" โดยสอบถามว่าจีนจะทำอย่างไรได้บ้าง เพราะรับทราบว่าความแล้งไม่ได้เกิดเฉพาะการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่กระทบไปถึงเอเชียตะวันออก ซึ่ง รมว.ต่างประเทศจีนก็บอกว่าจะทำให้ดีที่สุด ก่อนได้รับแจ้งในวันเดียวกันว่าคาดว่าจะสามารถเพิ่มระดับน้ำเป็น 1,025 ล้าน ลบ.ม. จากเดิม 850 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งที่ผ่านมา ก็เคยขอกันในเรื่องอื่น ๆ เกี่ยวกับน้ำโขงแล้วก็ได้ความร่วมมือ เช่น ขอให้ไม่มีการขุดลอกเกาะแก่ง เพราะจะมีผลต่อวิถีชีวิตชุมชน
-นายกฯ ชี้แจงว่า "ไม่ใช่เราต้องไปขอร้องเขาอะไรมากมาย เป็นการประสานในหมู่ประเทศผู้ใช้น้ำร่วมกัน เป็นข้อตกลงร่วมกันว่าอะไรจะช่วยกันได้ ไม่เฉพาะประเทศไทย ยังมีลาว เวียดนาม ที่ได้รับผลกระทบ