โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โรคกระดูกข้อสะโพกตาย ปวดและเดินไม่ปกติ ใส่ใจสักนิดก่อนจะสายเกินไป

สวพ.FM91

อัพเดต 25 ก.พ. 2563 เวลา 05.27 น. • เผยแพร่ 25 ก.พ. 2563 เวลา 05.27 น.

โรคกระดูกข้อสะโพกตาย ปวดและเดินไม่ปกติ ใส่ใจสักนิดก่อนจะสายเกินไป
กรมการแพทย์ โดยโรงพยาบาลเลิดสิน เตือนโรคกระดูกข้อสะโพกตายจากการขาดเลือดไปเลี้ยงกระดูกทำให้เกิดอาการปวด และสร้างปัญหาต่อการเดิน ควรใส่ใจก่อนจะสายเกินไป
นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีการการแพทย์และโฆษกกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคกระดูกข้อสะโพกตาย พบได้ในช่วงอายุ 30-40 ปี เกิดจากเส้นเลือดที่มาเลี้ยงหัวกระดูกข้อสะโพกเกิดการอุดตัน หรืออาจเกิดจากอุบัติเหตุ ทำให้เลือดไม่สามารถนำสารอาหารมาหล่อเลี้ยงหัวกระดูกข้อสะโพกได้จนทำให้เซลล์หัวกระดูกข้อสะโพกค่อยๆตาย และผิวข้อสะโพกเสีย หลังจากนั้นหัวกระดูกข้อสะโพกจะไม่สามารถรับน้ำหนักร่างกายได้จึงเกิดการยุบตัวของหัวกระดูก สร้างความเจ็บปวดต่อผู้ป่วยเป็นอย่างมาก และทำให้ไม่สามารถเดินได้ตามปกติ นอกจากนี้ยังเกิดจากอุบัติเหตุโดยตรงต่อผิวข้อ ที่พบบ่อยคือ พบการแตกหักของกระดูกบริเวณข้อสะโพก ส่งผลทำให้เส้นเลือดที่มาเลี้ยงถูกทำลาย เส้นเลือดที่ฝังตัวอยู่ฉีกขาด จนทำให้เกิดการตายของหัวกระดูกต้นขา ส่วนสาเหตุอื่นๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้ เช่น ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ทานยาสเตียรอยด์จำนวนมากเป็นประจำ มีไขมันในเลือดสูง และการได้รับเคมีบำบัด เป็นต้น
นายแพทย์ศักรินทร์ วงศ์เลิศศิริ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเลิดสิน กล่าวว่า ในระยะแรกที่อาการไม่รุนแรง ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดที่ขาหนีบหรือข้อสะโพก และเวลาเดินจะมีอาการปวดมากขึ้น ต่อมาจะยืนเดินลำบากมาก และรู้สึกปวดมากขึ้นเมื่อขยับข้อสะโพก การตรวจวินิจฉัยด้วยวิธี x-ray และ MRI โดย x-ray จะเห็นถึงความแข็งแรงของโครงสร้างและหัวกระดูกสะโพกทรุดตัวมากน้อยแค่ไหน ส่วน MRI สามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างกระดูกในช่วงแรก ซึ่งอาจไม่เห็นในภาพถ่าย x-ray และ MRI ยังช่วยประเมินได้ว่าโรคนี้ส่งผลกระทบต่อกระดูกมากน้อยแค่ไหน นอกจากนี้ยังตรวจพบภาวะกระดูกข้อสะโพกตายได้ตั้งแต่เริ่มต้น สำหรับการรักษาโรคนี้โดยการทำกายภาพบำบัด เป็นเพียงประคับประคองตามอาการเท่านั้น เมื่อถึงจุดหนึ่งผู้ป่วยต้องเข้ารับการผ่าตัดข้อสะโพก แต่จะผ่าตัดเล็กหรือผ่าตัดใหญ่ขึ้นอยู่กับการตรวจพบเร็วแค่ไหน ดังนั้นถ้ามีอาการที่สงสัยหรือทำให้เกิดการกังวลอย่านิ่งนอนใจ ควรรีบปรึกษาแพทย์และรักษาทันที

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...