โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

หัวใจเปลี่ยนง่าย ความคิดทางการเมืองเปลี่ยนยาก : อะไรทำให้คนไม่อยากเปลี่ยนความเชื่อ?

The MATTER

อัพเดต 07 มี.ค. 2563 เวลา 11.50 น. • เผยแพร่ 07 มี.ค. 2563 เวลา 10.35 น. • Social

โดยทั่วไปแล้ว มนุษย์ก็เป็นมนุษย์ สิ่งที่ยากที่สุดอย่างหนึ่งสำหรับพวกเราคือ 'การยอมรับความผิดพลาด' ทำผิดทั่วๆ ไปว่ายอมรับยากแล้ว การจะรู้ว่าความเชื่อเราอาจจะผิดยิ่งยากกว่า

บางครั้งเราจะเห็นว่า ความผิดมันตำตาเนอะ ฟังยังไงเรื่องนี้ก็ผิดแน่ๆ ไม่ได้กล่าวหากันลอยๆ มีหลักฐานมายัน มาชี้ มาแจง แต่เราเองก็อาจจะต้องประหลาดใจว่า ในจุดที่อาจจะเป็นคนหรือเรื่องราวที่เข้าข่ายว่าอยู่ฝั่งเดียวกัน มีจุดยืนทางการเมืองเหมือนกัน กลุ่มคนนั้นๆ กลับยินดีที่จะเชื่อ แม้ว่าคำอธิบายความถูกต้องนั้นจะฟังดูงงงวยน่าเชื่อถือน้อยกว่านิทานก่อนนอนสมัยเด็กๆ ซะอีก

เลยเกิดคำถามว่า ทำไมนะ พอมันมีจุดยืนทางการเมืองเข้ามาเกี่ยว คนที่เคยมีความฉลาดเฉลียว มีเหตุมีผล เก่งกาจ มีประสบการณ์ เป็นที่น่าเคารพ สุดท้ายทำไมถึงยอมรับคำอธิบายแสนพิลึกกึกกือ หรือเรื่องพิกลผิดปกติ เพียงเพื่อให้จุดยืนทางการเมืองของตัวเองยังคงแน่นอนไม่สั่นคลอน

คำตอบนั้นเรียบง่าย และฟังดูเวรี่พุทธ คือจุดยืนทางการเมืองเป็นความเชื่อแบบหนึ่ง ซึ่งก่อร่างขึ้นเป็นตัวเป็นตน เป็นอัตลักษณ์ (identity) ของคนๆ นั้น

การที่จะบอกว่าความเชื่อของคนๆ นึงนั้นผิดพลาด

จึงเป็นเรื่องที่ทั้งยากและแสนเจ็บปวด

ไม่ว่าเราจะเก่งกาจแค่ไหน สุดท้ายการยอมบอกว่าเฮ้ย เราอาจจะผิดก็ได้ มันคือการที่เราสามารถก้าวผ่าน ‘อัตตา’ หรือ self ไปได้นั่นเอง

แง่หนึ่ง สำหรับบ้านเราที่มีความพยายามปฏิเสธการเมืองออกจากปริมณฑลของชีวิต เช่นคำกล่าวที่ว่าพี่ไม่สนใจการเมืองแล้ว การรับรู้ (realize) การเมืองและจุดยืนทางการเมืองในตัวตนที่จะนำไปสู่การยอมรับและความเข้าใจ จึงเป็นเรื่องยากขึ้นไปอีก

makeuseof.com

makeuseof.com

ความเชื่อเป็นเรื่องของตัวตน

ในยุคที่ความเชื่อทั้งหลายถูกท้าทาย ความเชื่อดูจะเป็นอะไรที่คนยุคโมเดิร์นเข้าใจและพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนได้ เราย้ายจากความเชื่อเหนือธรรมชาติมาสู่ดินแดนแห่งเหตุผลและวิทยาศาสตร์ ผ่านการเชื่อเรื่องเทพยดา จากโลกแบนๆ มาสู่ความเข้าใจที่หลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น แต่ความเชื่อก็คือความเชื่อ (belief) เวลาเราเชื่ออะไรไปแล้ว ในที่สุดมันก็สิ่งที่แสนจะเปลี่ยนยาก

เพราะความเชื่อเหล่านั้นมันหล่อหลอมเข้าไป

กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน

แถมความเชื่อพวกนี้มักจะมีประเด็นเรื่องความถูกต้องเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ของมุมมองการมองโลกของเรา ในปี 2015 มีงานศึกษาทางจิตวิทยาที่พบว่า ต่อให้มีหลักฐานแค่ไหนก็แสนจะยากในการเปลี่ยนแปลงความคิดและความเชื่อของคนเราได้

ทรอย แคมป์เบล (Troy Campbell) นักวิชาการที่ทำวิจัยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ความคิดของคุณมันแย่ และที่สำคัญคือความเชื่อนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่หล่อหลอมตัวตนของเรา และแน่นอนว่าเราเองรักตัวตนของเรา การที่ใครมาบอกว่าเราผิด สิ่งที่เราคิดเราเชื่อนั้นมันผิด แน่นอนว่า เป็นการโจมตีที่แสนจะรวดร้าว และหลายคนก็อาจจะตอบโต้ด้วยการปฏิเสธความจริงนั้นๆ และเลือกที่จะเลือกเชื่อในส่วนที่ตัวเองอยากจะเชื่อ ไม่ว่าจะฟังดูนิทานหรือไร้เหตุผลมากมายแค่ไหนก็ตาม

sightline.org

sightline.org

สมองยิ่งฉลาด ยิ่งให้เหตุผลเก่ง

สมองของเรามีพลังในการให้เหตุผล (rationalize) ในเซลนับล้านล้านในหัวเรา สมองของเราสามารถจัดการ จับวาง ตีความ เชื่อมโยงปะติดปะต่อสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกันเพื่อรักษาเรื่องความคิด ความเชื่อและตัวตนของเราไว้ได้อย่างแข็งขัน

หนึ่งในการทดลองที่สามารถทั้งอธิบาย และบางคนก็เชื่อว่าจะเป็นทางแก้เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนความเชื่อได้ คือการทดลองชื่อ 'A choice blindness' การทดลองสัญชาติสวีดิชนี้ทดลองความคิดและการให้เหตุผลของผู้คน ตัวงานทดลองทดลองให้กลุ่มตัวอย่างเลือกรูปหน้าคน 1 รูป เสร็จแล้วก็จะแอบเปลี่ยนรูปเป็นใบหน้าที่ดูดีน้อยกว่านั้นหน่อย ผลของเปลี่ยนพบว่า คนส่วนใหญ่ก็จะยอมรับไอ้รูปที่แย่ลงหน่อยใบนั้น พร้อมทั้งสามารถให้เหตุผลว่าทำไมถึงเลือกรูปที่ตัวเองไม่ได้เลือกนั้นตั้งแต่แรก

ผลการทดลองนี้แสดงให้เห็นว่า

มนุษย์เรามีความสามารถในการให้เหตุผลสารพัดกับผลที่ออกมา

ไม่ว่าอย่างไรเราก็มีเหตุผลกับสิ่งต่างๆ เสมอ นอกจากการเลือกรูปแล้ว หลังจากนั้นมีงานศึกษาไปทดลองกับการเลือกอื่นๆ ตั้งแต่รสชาติของแยม การตัดสินใจทางการเงิน กระทั่งการเป็นพยานให้การต่างๆ จากการสลับเพื่อทดสอบการให้เหตุผลตรงนี้จึงทั้งเข้าใจความสามารถในการยืนยันความเชื่อหรือการเลือกของตัวเอง ในขณะที่อีกคำอธิบายคือการเปลี่ยนมุมมองทางการเมืองต้องใช้เวลา และอาจเกี่ยวกับการให้ผลที่ต่างออกไป มากกว่าการวิพากษ์ซึ่งหน้า

samsenbook.com

samsenbook.com

พี่ไม่สนใจการเมืองแล้ว กับปัญหาของการทำให้ไม่เป็นการเมือง

จริงๆ การแยกคู่ตรงข้ามอย่างหยาบๆ เช่นเสรีนิยม อนุรักษ์นิยม อาจจะลดทอนความซับซ้อนของโลกนี้ลงไปบ้าง แต่ว่าเวลาที่เรามีจุดยืนต่อเรื่องอะไร หลายครั้งมันก็มีความโน้มเอียงไปในทางใดทางหนึ่ง โดยแต่ละเรื่องเราอาจจะมีสเกลที่แตกต่างออกไป เรื่องเพศ เรื่องการศึกษา รัฐ ซึ่งการรู้สเกลนี้มันก็ทำให้เราตรวจสอบจุดยืนของเราได้ ในขณะเดียวกันก็ทำให้เราเปิดใจกว้างว่า เอ้อ มันเป็นแค่จุดยืนจุดยืนนึงเท่านั้นนะ อะลองฟังอีกฝั่งซิ และแน่นอนว่า ทุกอย่างในโลกแทบจะมีความเป็นการเมือง หรือเกี่ยวข้องกับอำนาจอยู่เสมอ

สังคมไทยมีแนวคิดเรื่องการเมืองที่ค่อนข้างเฉพาะตัวคือ มีความพยายามแยกการเมืองออกจากผู้คน การเมืองเหมือนเป็นเรื่องที่อยู่นอกปริมณฑลของชีวิตเราก็ได้ เป็นเรื่องที่ลอยอยู่ข้างนอก เช่นในที่สี่แผ่นดิน คึกฤทธิ์พูดผ่านปากตาอ๊อตว่า "การเมืองนี่แหละจะเป็นสิ่งที่ทำให้พี่ทะเลาะกับน้อง คนในครอบครัวทะเลาะเบาะแว้งกันไปหมด" และแนวคิดนี้ก็ดูจะเป็นมรดกตกทอด ที่แยกการเมืองออกจากความคิดทั่วไปของคนไทยบางส่วน

ความเป็นจริง คำว่าการเมือง กระทั่งในสี่แผ่นดินเอง ก็ดูจะพูดถึงการเป็นพลเมืองสมัยใหม่ที่เข้ามาพร้อมกับแนวคิดสมัยใหม่นั่นแหละ คือจากการที่เป็นชาวบ้านธรรมดา กลับมีสำนึกทางการเมือง มีจุดยืน มีอุดมการณ์บางอย่างให้ปกป้องจนนำไปสู่การปะทะขัดแย้งกันได้ในท้ายที่สุด ประเด็นสำคัญของโลกสมัยใหม่นั้นไม่ใช่การปฏิเสธการเข้ามาของการเป็นพลเมือง หรือความเป็นการเมือง แต่อยู่ที่การสร้างสังคมที่ความขัดแย้งสามารถหาจุดลงตัวและอดทนต่อกันและกันได้ต่างหาก

ส่วนหนึ่งของปัญหาจึงอาจอยู่ที่การทำให้ไม่เป็นการเมืองนี่แหละที่ทำให้ความคิดความเชื่อทั้งหลายที่มีความเป็นการเมืองอยู่ เข้าใจและมองเห็นได้ยากขึ้น เพราะถ้าเรารู้ว่า ไอ้ความเชื่อบางอย่างที่สมาทานจนทำให้เราเกลียดกลัวอีกฝ่ายได้จนเข้ากระดูกดำ จริงๆ มันก็เป็นแค่จุดยืนๆ หนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่สัจธรรมความจริงอะไรขนาดนั้น ตรงนี้ก็อาจทำให้ความขัดแย้ง และเกิดการรับฟัง ยอมรับถึงความผิดพลาดได้มากขึ้น

ประกอบกับประเด็นเรื่องความเชื่อและตัวตน ที่ทำให้เราอาจจะเผลอเอาความเก่งกาจทางอาชีพ วัยวุฒิและอีกสารพัดคุณวุฒิไปค้ำคอไว้ จนไม่สามารถที่จะลดและละลายตัวตน เพื่อยอมรับถึงความผิดพลาดถึงความเชื่อในบางประเด็นที่ได้สมาทานไว้ ทำให้ยอมทรยศกับจริยธรรมและความถูกต้องได้อย่างไม่น่าเชื่อ

อ้างอิงข้อมูลจาก

scientificamerican.com

archive.attn.com

psycnet.apa.org

Illustration by Sutanya Phattanasitubon

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...