โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

6 ข้อที่ควรทำในการวิเคราะห์กลยุทธ์คู่แข่ง

Marketing Oops

อัพเดต 27 ก.พ. 2561 เวลา 06.20 น. • เผยแพร่ 27 ก.พ. 2561 เวลา 00.00 น. • Molek

การทำการตลาดนั้นสิ่งสำคัญคือการทำกลยุทธ์และหนึ่งในขั้นตอนที่สำคัญของการทำกลยุทธ์นั้นคือการรู้ว่าคู่แจข่งทำอะไรอยู่ นักการตลาดที่เก่ง ๆ หรือคนทำกลยุทธ์ที่เก่ง ๆ นั้นจะไม่พลาดในการทำการหาข้อมูลคู่แข่งในตลาด เพื่อหาจุดอ่อน จุดแข็ง และช่องว่างที่จะสามารถโจมตีคู่แข่งขึ้นมาได้ การทำข้อมูลวิเคราะห์และวิจัยเหล่านี้ควรนำมาใช้ก่อนที่จะเริ่มงานใด ๆ เพราะจะสามารถให้ข้อมูลที่จำเป็นกับนักการตลาดหรือคนทำงานที่เกี่ยวข้องใน insight ต่าง ๆ ขึ้นมา ทำให้สามารถออกแบบการตลาดที่ดีออกมาได้

การเข้าใจคู่แข่งนั้นเป็นสิ่งสำคัญเพื่อที่จะสามารถทำสิ่งที่ดีกว่าหรือแตกต่างจากที่คู่แข่งทำอยู่ได้ และไม่ไปทำสิ่งเดียวกับที่คู่แข่งทำไม่ดีลงไป หรือสามารถไปต่อยอดส่ิงที่คู่แข่งทำได้ดีกว่าขึ้นมาได้ก็ได้ สิ่งที่ควรจะเข้าใจก่อนที่จะเริ่มทำการวิเคราะห์ข้อมูลคู่แข่งคือ การรับรู้ว่า คู่แข่งของตัวเองนั้นเป็นใคร ซึ่งในส่วนนี้นักการตลาดอาจจะเลือกมาในรูปแบบ 2 แบบก็ได้ คือ คู่แข่งในสายตาของนักการตลาดเอง และคู่แข่งในมุมมองของ Consumer ออกมา หรือจะแบ่งเป็น Direct competitor และ indirect competitor มาก็ได้ ซึ่งเมื่อคุณได้รายชื่อคู่แข่งมาแล้ว ก็ลองวางลงใน Excel หรือ Program Spreadsheet ต่าง ๆ ออกมา เพื่อที่จะได้เริ่มทำการวิเคราะห์ดังนี้

1. Unique Value Proposition : ทุก ๆ competitor และแบรนด์เราเองนั้น ต่างก็ต้องมีสิ่งที่เด่นหรือจุดขายที่แตกต่างจากคนอื่นขึ้นมา หรือมีอะไรที่เด่นกว่าคนอื่น เพื่อให้ผู้บริโภคเลือกออกมาได้ว่าทำไมถึงเลือกแบรนด์นี้ สิ่งที่นักการตลาดควรทำในการหา Unique Value Proposition คือการมองว่า จุดขายของคู่แข่งที่เลือกมาเป็นตัวชูโรงหรือทำการสื่อสารนั้นคืออะไรออกมา ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ใน about ของเว็บไซต์คู่แข่งนั้นเอง การรู้ว่า Unique Value Proposition ของคู่แข่งนี้ จะทำให้เรารู้ว่า Content ที่คู่แข่งทำ น่าจะทำการสื่อสารเรื่องอะไรอีกด้วย

ภาพจาก Assignment Point

ภาพจาก Assignment Point

2. Content มีแบบไหนบ้าง : เมื่อรู้ว่าคู่แข่งนั้นทำการสื่อสารแบบไหน สิ่งที่นักการตลาดควรทำต่อไปคือการหาให้ได้ว่า คู่แข่งนั้นมีการสร้างหรือทำ Content ในรูปแบบอะไรอยู่ รูปแบบของ Content ก็ได้แก่ infographic, blog, article, influencer หรืออื่น ๆ ซึ่งควรเข้าไปดูว่ารูปแบบ Content ไหนที่ส่งผลถึงการทำให้เกิดการรู้จัก การตัดสินใจ และเกิดการซื้อขึ้นมาได้ สิ่งเหล่านี้ทำให้วิเคราะห์ต่อมาได้ว่าถ้าเรากำลังจะแย่งส่วนแบ่งตลาดออกมา การทำ Content แบบไหนที่ควรจะทำ หรือ Content แบบไหนที่ไม่ควรจะทำออกมาได้ เพื่อที่จะทำให้การลงมือนั้นง่ายขึ้นไปอีก

Google_content

3. ดูหมวดหมู่ Content ว่าทำอะไรไปบ้าง : เมื่อดูถึงรูปแบบ Content สิ่งที่ควรรู้ต่อไปคือการที่คู่แข่งนั้นทำ Content หมวดหมู่อะไรบ้างออกมา เพราะสามารถทำให้นักการตลาดเริ่มมองเห็นได้ว่า Content หมวดหมู่ไหนที่คนชอบอ่าน ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ออกมา และหมวดหมู่ไหนที่ทำให้คนนั้นตัดสินใจซื้อสินค้าออกมาได้ ทั้งหมดนี้ทำให้คุณนั้นสามารถนำมาวางแผนว่าจะสร้าง Content หมวดหมู่ไหนมา หรือหมวดหมู่ไหนที่ไม่ควรทำเลย หรือถ้าต้องทำรูปแบบที่จะทำนั้นควรจะทำแบบไหนให้ได้ผลต่อไป

Screen-Shot-2560-04-27-at-11.45.54-AM

4. ดู Mood & Tone : ทีนี้เมื่อรู้ว่าทำ Content แบบไหน พูดเรื่องอะไร ก็ต้องมาดูว่าคู่แข่งนั้นทำการสื่อสารทางการตลาด้วยด้วย Mood & Tone แบบไหนออกมา เพื่อที่เวลาจะมาทำแผนกลยุทธ์ของนักการตลาดเองจะสามารถหลีกเลี่ยงการทำ Mood & tone เดียวกันออกมาได้ หรือถ้าจะทำได้ดีแบบเดียวกัน ต้องทำอะไรเพิ่มถึงจะดีกว่าที่คู่แข่งทำออกมา ทั้งนี้ mood & tone ที่ออกมา มีผลต่อภาพลักษณ์แบรนด์อย่างมากว่าจะทำให้แบรนด์เข้าถึงได้ง่ายหรือยาก

tone-and-mood-ppt-8-638

5. ดูว่าใช้ช่องทางไหนสื่อสาร : เมื่อรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อหาคู่แข่งว่าทำการสื่อสารทางการตลาดแบบใดไปทั้งหมด สิ่งที่ต้องรู้ต่อไป คือ Channel of communication  ของคู่แข่งว่าทำการสื่อสารที่ช่องทางไหนออกไปบ้าง และช่องทางไหนที่ทำหน้าที่ได้ดี ช่องทางไหนแย่ แล้วทางที่ดีดีเพราะอะไร ช่องทางที่แย่ แย่เพราะอะไร ด้วยข้อมูลตรงนี้จะทำให้นักการตลาดนั้นกลับมาวิเคราะห์ได้ว่า แต่ละช่องทางควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไรออกมา หรือควรจะโฟกัสที่ช่องทางการสื่อสารทางการตลาดช่องไหนเป็นพิเศษหรือไม่

Screen-Shot-2559-09-09-at-8.51.07-PM

6. ดูว่าใครเป็นคนที่สนับสนุนหรือช่วยให้แบรนด์คู่แข่งเกิด : สุดท้ายคือการมามองหาว่าแบรนด์คู่แข่งนั้นมีอะไรที่ช่วยหรือเป็นปัจจัยที่ทำให้แบรนด์คู่แข่งเป็นที่รู้จักหรือไม่ เช่นมีแบรนด์แม่คอยสนับสนุนโปรโมท หรือมีคนดัง ๆ ที่ชอบจนส่งเสริมแบรนด์นี้หรือไม่ ซึ่งอาจจะรวมถึงเนื้อข่าวต่าง ๆ และเสียงของผู้บริโภคที่พูดถึงแบรนด์ด้วย ข้อมูลตรงนี้จะทำให้เราได้มุมมองของแบรนด์ในสายตาผู้บริโภคออกมา และเข้าใจความคิดของผู้บริโภคต่อแบรนด์คู่แข่งด้วย

ทั้ง 6 ข้อนี้เป็นขั้นตอนง่าย ๆ ในการที่จะเก็บข้อมูลคู่แข่งออกมาว่าทำอะไรดี ไม่ทำอะไรดี ซึ่งทั้งหมดนี้ลองเอามาลงตาราง Excel หรือ Program Spreadsheet เทียบดูว่า เราแพ้หรือชนะจุดไหน หรือจุดไหนที่แบรนด์นักการตลาดนั้นจะไปต่อได้ในการวางแผนต่อไป

อ่านบทความทั้งหมด ที่ MarketingOops.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...