ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน-ยุบทิ้งศบค. ทางออก "ยาแรง" แก้โควิดระบาด
ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน-ยุบทิ้งศบค. ทางออก “ยาแรง” แก้โควิดระบาด
สถานการณ์การระบาดของโควิด19 ระลอกนี้ถือเป็นรอบหนักที่สุด ยิ่งกว่าการระบาดในระลอกแรกและหนักกว่าการระบาดในระลอกที่ผ่านๆ มาอย่าง กรณีของสมุทรสาคร หรือกรณีบางแค ซึ่งเป็นการระบาดในวงจํากัดเพราะเป็นการ ระบาดในกลุ่มเฉพาะอย่างแรงงานข้ามชาติเป็นหลัก แต่การระบาดระลอกนี้เกิดกับกลุ่ม คนวัยรุ่น วัยทํางานที่มีการเคลื่อนย้ายและมีการพบปะรวมกลุ่มกันโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการพบปะโดยการทํางานหรือการพักผ่อน ทําให้มีผู้สัมผัสเชื้อและแพร่เชื้อ ต่อเป็นจํานวนมากประกอบกับไวรัสที่ระบาดเป็นสายพันธุ์ที่ระบาดได้ง่ายจึงเป็นที่มา ของการระบาดหนักรอบนี้
คําถามคือ มีอะไรผิดพลาดจนเกิดการระบาดลุกลามใหญ่โตแบบนี้ ต้องยอมรับความจริงว่ามีสื่งพลาด
พลาดหลายอย่าง ซึ่งจากการได้ติดตามการแก้ปัญหาการ ระบาดของโคโรน่าไวรัสมาตั้งแต่ปลายปี 62 ที่เริ่มมีการระบาดในจีน ด้วยการสอบหา ข้อเท็จจริงในกรรมาธิการสาธารณสุข การติดตามข่าว การติดตามอ่านงานวิชาการ การร่วมทํางานกับสาธารณสุขในเขตพื้นที่ ทําให้พบเห็นความผิดพลาดที่จะนํามาบอก กล่าวให้สังคมได้รับทราบ ดังนี้
1. การประกาศใช้ พรก. ฉุกเฉินและการตั้ง ศบค. ซึ่งการใช้อํานาจพิเศษเป็นสิ่งที่คุณ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถนัดที่สุดจึงไม่แปลกที่มีการเลือกใช้อํานาจพิเศษในการจัดการกับ “โรค ระบาด” ซึ่งโครงสร้างของ ศบค. ได้ตัดการมีส่วนร่วมของภาคการเมืองออกรวมถึงได้ ตัดคณะรัฐมนตรีออกจากการทํางานใน ศบค. โดยหน่วยงานที่นั่งหัวโต๊ะกําหนดทิศทาง ของ ศบค. กลับเป็นหน่วยงานความมั่นคงนําโดยสภาความมั่นคงแห่งชาติแทนที่จะเป็น สาธารณสุข เราจึงเห็นการมองโรคระบาดเป็นภัยความมั่นคง เป็นอริราชศัตรู ต่างจากการแก้ปัญหา โรคระบาดในรอบที่ผ่านๆ มาไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่ประสบความ สําเร็จด้วยการนําโดยสาธารณสุข ได้เคยถามตัวแทนของสภาความมั่นคงแห่งชาติในกรรมาธิการสาธารณสุขว่าความ แตกต่างของการระบาดครั้งนี้กับโรคระบาดที่เราเคยเจอก่อนหน้านี้คืออะไร สภาความ มั่นคงมีความรู้เรื่องการรับมือกับโรคระบาดหรือ คําตอบที่น่าตกใจคือ การรับมือกับโรคระบาดเป็นเรื่องใหม่ของหน่วยงานความมั่นคง และเขายังไม่รู้เลยว่าไข้หวัดใหญ่2009 มีการระบาดไปทั่วโลกเช่นกัน !!
2. การวางแผนวัคซีนและการเจรจาจัดหาวัคซีนเป็นใครกันแน่ที่เป็นคนที่เราต้องมองหา เพื่อให้รับผิดชอบกับสิ่งที่เราบอกกันว่าเป็นความผิดพลาด ข้อมูลที่ ได้รับจากการติดตามเรื่องแผนวัคซีนเมื่อพฤศจิกายน 63 ในเวลาที่สังคมยังไม่มีการพูดถึงวัคซีนเพราะเราเริ่มวิพากษ์วิจารณ์หนักๆ ในต้นปี 64 หลังจากที่เห็น ประเทศอื่นเริ่มฉีดวัคซีนกันแล้ว
สิ่งที่พบจากแผนนั้น คือ เขาวางแผนเริ่มต้นฉีดวัคซีนในกลางปี 2564 ซึ่งสอดคล้องกับ การผลิตของ AstraZeneca โดยเขาได้วางแผนในตอนนั้นว่ากว่าจะฉีดวัคซีนครอบคลุม ประชากรจนมี herd immunity ต้องใช้เวลา 3 ปี ?!!!!
เขาที่พูดถึงนี่คือคณะกรรมการพิจารณาวัคซีนที่แต่งตั้งโดย ศบค. ซึ่งได้แนะนําให้ไปดูว่าคณะกรรมการชุดนี้มีใครกันบ้าง โดยยังมีรายละเอียดของการแต่งตั้งทีมเจรจาวัคซีน 2 ทีม แต่กลับยังไม่ได้รับคําตอบทั้งที่ สอบถามในกรรมาธิการสาธารณสุขไปแล้วว่าขอรายชื่อคณะกรรมการเจรจาแต่ละชุด และรายละเอียดการเจรจาว่าเคยเจรจากับแหล่งไหนบ้าง และผลการเจรจาเป็นอย่างไร จะได้ทําให้เรารู้ว่าทําไมเราถึงไม่มีความหลากหลายของวัคซีนแบบที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์
3. ความโกรธแค้นของประชาชนที่แสดงให้เห็นในตอนนี้มาจากสถานการณ์การระบาด หนักในพื้นที่ กทม. ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ดูเหมือนมีทั้งบุคลากรทางการแพทย์ มีเครื่องไม้เครื่อง มือจํานวนมากเมื่อเทียบต่อสัดส่วนจํานวนประชากร แต่ที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องของการ เข้าถึงบริการสาธารณสุขในอัตราที่ต่ำมากเทียบกับต่างจังหวัดที่ส่งผลต่อการจัดการ เตียงเพื่อรับมือกับโรคระบาดแบบนี้ ถ้าหากติดตามข่าวเรื่องเตียงรับผู้ติดเชื้อไว้สังเกตอาการและแยกโรคนั้น จะพบข้อ สังเกตว่าต่างจังหวัดที่ถึงแม้เป็นจังหวัดที่มีจํานวนผู้ติดเชื้อมากๆ ก็ไม่มีข่าวเรื่องเตียงผู้ ป่วยไม่พอ ทําไมถึงเป็นแบบนั้น ความแตกต่างระหว่างระบบสาธารณสุขของ กทม. กับต่างจังหวัดนั้น จะขอพูดถึง ระบบของต่างจังหวัดให้เห็นภาพชัดเจน คือ แต่ละจังหวัดมีสาธารณสุขจังหวัดที่ดูแลโดยผู้ตรวจการประจําเขตสุขภาพที่รวม 4-5 จังหวัดในหนึ่งเขตสุขภาพซึ่งขึ้นตรงมาที่สํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยแต่ละ จังหวัดมีสํานักงานสาธารณสุขจังหวัดเป็นผู้ดูแลโรงพยาบาลอําเภอทุกอําเภอที่ในแต่ละ อําเภอก็จะมีเครือข่าย รพ.สต. กระจายไปในทุกตําบล และมี อสม. ที่ร่วมงานกับ รพ.สต. และโรงพยาบาลอําเภอในระดับหมู่บ้าน โดยที่แต่ละจังหวัดก็จะมีพี่ใหญ่ที่คอย รับคนไข้หนักๆ จากต่างอําเภอคือโรงพยาบาลจังหวัด และบางจังหวัดยังมีโรงพยาบาล เอกชน โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยซึ่งทํางานร่วมกับสาธารณสุขจังหวัดอย่างใกล้ชิด
แต่ ในขณะที่ กทม. มีโรงพยาบาลตั้งอยู่มากมายหลายหน่วยงานทั้งของ กทม. เอง ของ กระทรวงสาธารณสุข ของมหาวิทยาลัย ของเอกชน กลับไม่มีหน่วยงานแบบสาธารณสุข จังหวัดที่ทําหน้าที่ดูแลระบบสาธารณสุขของทั้ง กทม. รวมถึงสถานที่ตั้งของโรง พยาบาลก็ไม่ได้ครอบคลุมและเป็นเครือข่ายในทุกเขตแบบที่ต่างจังหวัดมี การแก้ปัญหาของกระทรวงสาธารณสุขที่นับว่าได้ผลในการแก้ปัญหาสําหรับ กทม. ส่วนหนึ่งคือ “บัตรสามสิบบาทรักษาทุกที่” ซึ่งในภาวะโรคระบาดนี้ทําให้เห็นว่าต้องมีการ ปรับระบบสาธารณสุขใน กทม. ต่อไป
ในขณะที่มีปัญหาทั้งเรื่องของระบบการบริหารจัดการโรคระบาดแบบผิดฝาผิดตัว การ ดําเนินการจัดหาวัคซีนที่ประชาชนตั้งข้อสงสัย และการบริหารจัดการเตียงผู้ป่วยโดย
เฉพาะในพื้นที่ กทม. กลายเป็นกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องมาคอยแก้ปัญหาหน้างาน โดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการสอบสวนโรคในพื้นที่ การระดมตรวจคัดกรองทั้งประชาชน กลุ่มสัมผัสเชื้อเสี่ยงสูงและการตรวจเชิงรุกทั่วประเทศ การเตรียมทรัพยากรสาธารณสุข ให้พร้อมสําหรับใช้งานทั่วประเทศ และการเตรียมการที่จะฉีดวัคซีนคราวละมากๆ ให้ ประชาชนได้รับวัคซีนเร็วที่สุดเมื่อมีวัคซีนเข้ามา
ดังนั้น หากจะทําอะไรเพื่อแก้ปัญหาการระบาดของโควิด19 ก็ควรจะต้องเริ่มต้นที่ยกเลิก การประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉินและยุบ ศบค. ให้สาธารณสุขได้ทํางานของตัวเองอย่างเต็มที่และถูกต้องตามหลักการควบคุมโรค และสําหรับในพื้นที่ กทม. การเสนอให้ผู้ติดเชื้อแยกโรคที่บ้านที่เรียกว่า Home isolation เป็นความคิดที่เราต้องดูบริบทด้วยว่าผู้อาศัยใน กทม. ไม่ได้มีพื้นที่บ้านก ว้างๆ แบบในต่างจังหวัด การทําแบบนี้ยิ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงให้กับคนในครอบครัวรวม ถึงการเฝ้าสังเกตอาการที่คงจะดีกว่าหากมีการสังเกตอาการด้วยบุคลากรทางการ แพทย์ สําหรับพื้นที่ กทม. ขอเสนอว่าแต่ละเขตควรมีการประสานจัดตั้ง Hospitel ใน แต่ละเขตเพื่อรองรับผู้ป่วยในแต่ละเขตครับ เพราะยังไงช่วงนี้อัตราการเข้าพักใน โรงแรมก็ต่ำอยู่แล้ว นอกจากจะช่วยเพิ่มเตียงรองรับผู้ป่วยแล้วยังช่วยกระตุ้น Supply chain ของธุรกิจโรงแรมไปด้วย ส่งผลต่อคนทํางานจะได้รับผลทางเศรษฐกิจด้วย
มาช่วยกันเสนอแนวทางการแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์กันดีกว่า
(ที่มา เป็นความเห็น ข้อเสนอแนะการแก้ไขปัญหาโควิดระบาดของนายแพทย์คนหนึ่ง)