โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

FOMO 101 : รู้จักกับอาการ Fear of Missing Out และวิธีรับมือที่ทำได้ไม่ยาก

Mango Zero

เผยแพร่ 22 ต.ค. 2562 เวลา 07.30 น. • Mango Zero

FOMO หรืออาการที่มีชื่อเรียกว่า Fear of Missing Out เป็นอีกอาการหนึ่งที่หลาย ๆ คนในปัจจุบันต้องพบเจอ และได้รับผลกระทบจากอาการนี้ไม่ว่าจะเป็นการเกิดความเครียดมากขึ้น หรือจะเป็นผลกระทบอื่น ๆ ที่หนักกว่าแค่ความเครียดก็มี วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับเหล่าอาหาร FOMO กันในเบื้องต้น สำหรับใครที่สงสัยว่าตัวเองอาจจะมีอาการนี้ จะได้สังเกตและรู้ตัว และหาทางรับมือได้อย่างถูกต้อง

ใครที่รู้สึกว่าตัวเองมีอาการ FOMO เบื้องต้นเหล่านี้ ก็อย่าลืมดูแลตัวเอง พยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ถ้าหากไม่สบายใจก็สามารถไปพบจิตแพทย์ได้เพื่อรับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้เลยนะ บอกเลยว่าอาการแบบนี้ใคร ๆ ก็เป็นกันได้ทั้งนั้นแหละ ว่าแล้วก็ไปทำความรู้จักกับอาการ FOMO กันเลยดีกว่า

FOMO คืออะไร?

FOMO ย่อมาจาก Fear of Missing Out ซึ่งเป็นอาการที่ทำให้เรารู้สึกกลัวว่าจะพลาดสิ่งสำคัญ ๆ ไป อย่างเช่น การที่เรารู้สึกว่าต้องเช็กหน้าไทม์ไลน์ของ Facebook ตลอดเวลา เพื่อให้รู้ว่าใครกำลังทำอะไรที่ไหน หรือกำลังเกิดอะไรขึ้นบ้างในสถานที่อื่น ๆ และถ้าไม่ได้ทำแบบนั้นจะรู้สึกหงุดหงิดและรู้สึกเป็นกังวล เหมือนกับว่าเราจะพลาดอะไรไปอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอาการแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน มาดูกันว่าอาการแบบไหนบ้างที่เข้าข่ายของ FOMO

 

ลักษณะอาการของ FOMO

ลักษณะอาการของ FOMO สามารถสังเกตได้ไม่ยากนะ ใครที่มีอาการเหล่านี้บ่อย ๆ อาจจะต้องหันมาสนใจตัวเองมากขึ้นแล้ว!

  • กลัวว่าคนอื่นจะได้รับประสบการณ์หรือได้พบอเจออะไรที่ดีกว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่
  • รู้สึกกระวนกระวายเมื่อไม่รู้ว่าเพื่อน ๆ และคนรอบตัวของเรากำลังทำอะไรอยู่
  • รู้สึกแย่และวิตกกังวลมาก ๆ เมื่อรู้ว่าเพื่อน ๆ ไปเที่ยวหรือทำอะไรสุนก ๆ กันโดยที่ไม่ได้ชวนเรา
  • ต้องการที่จะเข้าใจมุกตลกต่าง ๆ ของกลุ่มเพื่อนหรือกลุ่มคนที่เราอยู่ด้วย
  • เวลาไปเที่ยวหรือมีความสุข เราต้องการที่จะอัปเดทเรื่องราวเหล่านั้นลงบนโซเชียลมีเดียเสมอ
  • รู้สึกไม่สบายใจที่จะต้องเลื่อนนัด หรือยกเลิกนัด
  • เปรียบเทียบความสุขของตัวเองกับคนอื่นตลอดเวลา รู้สึกว่าคนอื่นมีความสุขมากกว่าเรา

ถ้ามีอาการเหล่านี้ก็คงต้องรีบหาวิธีดูแลตัวเองและวิธีที่จะช่วยให้เรามีอาการ FOMO น้อยลง แต่จะทำยังไงดีนะ?

 

ใช้ชีวิตให้ช้าลง

หลาย ๆ คนที่มีอาการ FOMO ส่วนมากจะเป็นคนที่ทำอะไรหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกัน ทำหลายงาน ทำหลายกิจกรรม จนไม่มีเวลาให้ตัวเองได้นั่งพักเฉย ๆ บ้าง ซึ่งส่งผลให้เรากลายเป็นคนที่รู้สึกว่าจะต้องอัปเดทชีวิตตัวเองและชีวิตคนอื่นตลอดเวลา เพื่อให้เราไม่พลาดสิ่งวำคัญ ๆ ไปทั้งในเรื่องงานและกิจกรรมต่าง ๆ วิธีที่จะช่วยให้อาการ FOMO ดีขึ้นได้ก็คือการฝึกใช้ชีวิตช้า ๆ บ้าง ทำอะไรให้น้อยลง ใช้เวลากับตัวเองมากขึ้น ถ้าทำข้อนี้ได้ก็จะช่วยได้ส่วนหนึ่งเลยล่ะ

 

เขียนบันทึกประจำวันแทนการอัปเดทบนโซเชียลมีเดีย

หลาย ๆ ครั้งอาการ FOMO ก็ทำให้เรารู้สึกว่าคนอื่นจะต้องได้เห็นความสุขและกิจกรรมที่เราทำ เราเลยโพสต์กิจกรรมและรูปภาพต่าง ๆ ลงบนโซเชียลมีเดียเพื่อให้คนอื่นได้รับรู้ว่าเรากำลังมีความสุข ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ไม่ผิด แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกว่าความสนใจของคนอื่นมีผลต่อความรู้สึกของเรา ก็คงจะถึงเวลาที่เราจะต้องหันกลับมาฝึกให้ความสำคัญกับตัวเองมากขึ้นแล้ว การจดบันทึกลงบนสมุดไดอารี่แทนการอัปเดทลงบนโซเชียลมีเดียก็ช่วยได้นะ เราไม่จำเป็นจะต้องได้รับความสนใจจากคนอื่นเพื่อพิสูจน์ว่าความทรงจำและเรื่องที่เราทำนั่นมีคุณค่าหรอก เพียงแค่เราพอใจกับมันก็โอเคแล้ว

 

ใช้โซเชียลมีเดียให้น้อยลง

เชื่อไหมว่าปัจจุบันมีคนมีอาการ FOMO มากขึ้นก็เพราะว่าเรามีสมาร์ทโฟนที่ทำให้เราเข้าถึงความเคลื่อนไหวของเพื่อน ๆ และคนรอบตัวได้ตลอดเวลา และการใช้โซเชียลมีเดียนั้นทำให้เราเกิดการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ๆ ได้โดยที่เราอาจจะม่รู้ตัวด้วยซ้ำ แต่อย่าลืมว่าโพสต์ต่าง ๆ บนโซเชียลมีเดียนั้นเเป็นเพียงแค่ด้านเดียวของผู้คนเท่านั้นคือด้านที่มีความสุขนั่นเอง ทำให้เราอยากมีความสุขแบบเขาบ้าง อยากมีความสุขมากกว่านั่นเอง ดังนั้นการใช้โซเชียลมีเดียให้น้อยลงจะช่วยให้อาการ FOMO ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน

 

คิดถึงสิ่งดี ๆ ที่เรามี

ลองเขียนสิ่งที่ดี ๆ เกี่ยวกับชีวิตของเราออกมาลงบนกระดาษทุก ๆ ครั้งที่นึกออก แล้วจะทำให้เราเห็นว่าจริง ๆ แล้วชีวิตของเราก็ไม่ได้แย่ไปกว่าคนอื่น และเราก็ไม่ได้พลาดอะไรไปเท่าไหร่หรอก ทุก ๆ ครั้งที่เราจัดสินใจจะไปเที่ยวกับเพื่อนแทนที่จะไปงานสัมนาของบริษัท ก็ทำให้เราได้มีความสุขกับเพื่อน ๆ และทำให้เราได้พักผ่อน ซึ่งก็เป็นข้อดีเหมือนกัน และโฟกัสกับข้อดีของสิ่งต่าง ๆ แทนที่จะโฟกัสกับสิ่งที่เราพลาดไปอย่าง ความรู้ที่จะได้จากการไปงานสัมนา ถ้าลองมองในแง่ดี ๆ แบบนี้ และเขียนมันออกมา อาจจะทำให้เรารู้สึกสบายใจขึ้นก็ได้นะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...