โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาม่า ขึ้นศาลเดินหน้าทวงเงิน 350 ล้าน หลังลูกรวมหัวพนักงานแบงก์ยักยอกบัญชี

Khaosod

อัพเดต 19 พ.ย. 2562 เวลา 06.52 น. • เผยแพร่ 19 พ.ย. 2562 เวลา 06.51 น.

อาม่า ขึ้นศาลเดินหน้าทวงเงิน 350 ล้าน หลังลูกรวมหัวพนักงานแบงก์ยักยอกบัญชี

จากกรณีนางฮวย ศรีวิรัตน์ อายุ 76 ปี ร้องขอความช่วยเหลือต่อนายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความชื่อดัง หลังไม่ได้รับความเป็นธรรมเนื่องจากตั้งแต่ปี 57 ที่ผ่านมา ถูกนางมาวดี ศรีวิรัตน์ อายุ 53 ปี ซึ่งเป็นบุตรสาวแท้ๆ ทยอยถอนเงินในบัญชีหลายร้อยครั้ง รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 253 ล้านบาท และถ่ายโอนทรัพย์สินอื่นๆไปจนหมดเกลี้ยง ขณะนอนพักฟื้นรักษาตัวด้วยโรคเส้นเลือดหัวใจตีบที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง โดยมีพนักงานแบงก์รวม 4 ราย คอยให้การสนับสนุนแอบเปลี่ยนเงื่อนไขการเบิก-ถอน

กดติดตามไลน์ ข่าวสด official account ได้ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

จากลงลายมือชื่อเป็นพิมพ์ลายนิ้วมือ พร้อมทั้งปลอมหนังสือมอบอำนาจเพื่อนำไปถอน และสั่งจ่ายเช็คแทนในบัญชีกระแสรายวัน เมื่อแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดกลับไม่มีความคืบหน้าแม้แต่อย่างใด จนทนายอนันต์ชัย มาให้ความช่วยเหลือกระทั่งเมื่อวันที่ 30 ต.ค. ที่ผ่านมา พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญาพระโขนง 3 ศาลอาญาพระโขนง ได้ฟ้องคดีบุตรสาวและพนักงานแบงก์ทั้ง 4 ราย เป็นคดีอาญา ในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ ปลอมเอกสาร และใช้เอกสารปลอม ตามที่เสนอข่าวไปก่อนหน้านี้แล้วนั้น

คืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 19 พ.ย. ที่ศาลแพ่งพระโขนง ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช พร้อมด้วยนางฮวย ศรีวิรัตน์ อายุ 76 ปี และ น.ส.มินตรา หรือใบเตยศรีวิรัตน์ อายุ 29 ปี ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งเพื่อเรียกร้องให้ธนาคารชื่อดัง (กสิกรไทย) และพนักงานแบงก์ 4 ราย รวมทั้งบุตรสาวชดใช้เงินที่สูญเสียไปรวมมูลค่า 350 ล้านกว่าบาท

น.ส.มินตรา กล่าวว่า โดยก่อนหน้านี้อาม่าฮวย ประกอบธุรกิจผลิตโครงสร้างเครื่องปรับอากาศมานานกว่า 30 ปี ซึ่งมีบุตร 3 ราย คนโตเป็นบิดาตน คนรองคือนางมาวดี และคนสุดท้องได้เสียชีวิตลง ทั้งนี้ได้เปิดบัญชีธนาคารดังกล่าวถึง 2 บัญชี แบ่งเป็นสาขาถนนศรีนครินทร์ กม. 9 และสาขาสุขุมวิท 101 ก่อนมาป่วยเป็นโรคหัวใจตีบ และกล้ามเนื้ออ่อนแรงโดยแพทย์ต้องทำการเจาะคอ

เนื่องจากติดเชื้อจนต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาล เมื่อแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ นางมาวดี ได้พาไปอยู่ด้วยแต่ดูแลไม่ดีนัก และไม่ยอมหาเจ้าหน้าที่กายภาพบำบัดตามที่แพทย์สั่ง ซึ่งก่อนหน้านั้นอาม่ายังสามารถเดินได้ เมื่อตนหามาให้โดยเจ้าหน้าที่ทำกายภาพบำบัดแค่ 2 ครั้ง ก็ถูกนางมาวดี ไล่ออกจนเป็นผู้ป่วยติดเตียงและไม่สามารถเดินได้อีกเลย

ซึ่งช่วงนั้นอาม่าเขียนจดหมายมาหาพี่ชายตนว่าอยากกลับบ้านก่อนมาอยู่ด้วยกัน แต่เมื่ออาม่าเปิดตู้เซพเพื่อดูสมุดบัญชีกลับไม่พบ จึงให้พี่ชายตนติดต่อไปยังเจ้าหน้าที่ธนาคารคือนางทิพย์ภาพร แดงสวัสดิ์ อายุ 57 ปี ซึ่งเป็นคนสนิทของนางมาวดี และได้รับคำตอบว่าไม่มีเงินในบัญชีเหลือแล้ว เมื่อให้มาชี้แจงก็วางสายใส่และไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย

น.ส.มินตรา กล่าวต่อว่า จากนั้นพี่ชายตนจึงไปที่สาขาสุขุมวิท 101 เพื่อไปพบนายเทพ ภูแก้ว อายุ 55 ปี เจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อให้ชี้แจงว่าเงินในบัญชีหายไปไหน โดยนายเทพ ไม่ให้ดูข้อมูล และยังกล่าวหาว่าอาม่าสติไม่สมประกอบ จนเป็นเหตุให้วันที่ 27 ธ.ค. 60 ตนและพี่ชายต้องพาอาม่าไปแจ้งความเพื่อดำเนินคดีที่ สน.อุดมสุข

แต่เมื่อพนักงานสอบสวนมีการสอบปากคำเรื่องก็เงียบหาย จนทางญาติส่งทนายความมาให้แต่ก็ไม่เดินเรื่อง ให้ทางตนเป็นผู้หาข้อมูลทั้งหมด จนอาม่ามาพบทนายอนันต์ชัยในโทรทัศน์จึงให้ตนประสานติดต่อเพื่อขอความช่วยเหลือจนเรื่องมีความคืบหน้าไปอย่างมากมาย

ทนายอนันต์ชัย เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา น.ส.มินตรา ได้ติดต่อมาหาตนเพื่อร้องขอความช่วยเหลือจนกระทั่งเมื่อวันที่ 30 ต.ค. ที่ผ่านมา ทางอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางมาวดี และพนักงานแบงก์รวม 4 ราย ประกอบด้วยนายเทพ ภูแก้ว อายุ 55 ปี นางวิไล รุ่งเรือง อายุ 62 ปี นางทิพย์ภาพร แดงสวัสดิ์ อายุ 57 ปี และ น.ส.ทัศนีย์ จำเนียรศิลป์ อายุ 29 ปี ในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ และใช้เอกสารสิทธิปลอม

ส่วนในวันนี้ตนเป็นโจทก์ยื่นฟ้องเพื่อเรียกเงินคืนรวมมูลค่า 350 ล้านกว่าบาท ทั้งนี้ตนขอชี้แจงว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทำหน้าที่ได้อย่างล่าช้ามาก ไม่ใส่ใจ และไม่สนใจ เป็นเหตุให้ตนต้องโทรศัพท์ไปข่มขู่ว่าจะร้องเรียนผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นความกระตือรือร้นของตำรวจ สน.อุดมสุข จากนั้นตนได้พบกับผกก. โดยให้ข้อมูลว่า เจ้าหน้าที่แบงก์ไม่ยอมส่งมอบเอกสาร ตนจึงโทรศัพท์ไปข่มขู่เจ้าหน้าที่แบงก์อีกครั้งหากไม่ยิมยอมส่งเอกสารจะเปิดเผยต่อสื่อมวลชนจนเป็นเหตุให้ได้เอกสาร

ทนายอนันต์ชัย เผยต่อว่า ขณะนั้นทางอาม่ายังไม่ทราบเรื่องบัญชีกระแสรายวันกับบัญชีออมทรัพย์ว่ามีเงินอยู่เท่าไหร่เนื่องจากถูกปกปิดมาโดยตลอด เมื่อตนมาดูแลคดีได้เพียง 6 เดือน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถสั่งฟ้องได้ในทันทีตามข้อหาดังกล่าว ส่วนในวันนี้ตนเป็นโจทก์เพื่อเรียกทรัพย์คืน รวมทั้งสัญญาฝากทรัพย์ ในการที่มีบุคคลนำทรัพย์สินของอาม่าไป

โดยบัญชีแรกเป็นบัญชีออมทรัพย์สาขาถนนศรีนครินทร์ เปิดเมื่อปี 3 ธ.ค. 47 ซึ่งถูกลักทรัพย์ไปประมาณ 111 ล้านบาท ลงลายมือชื่อนางฮวย ศรีวิรัตน์ ซึ่งเป็นเงื่อนไขในการสั่งจ่าย โดยแท้จริงแล้วช่วงเกิดเหตุระหว่างวันที่ 14 ม.ค. ปี 57 จนถึงวันที่ 26 ม.ค. 57 อาม่านอนป่วยติดเตียงอยู่ที่โรงพยาบาล ซึ่งมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงและไม่สามารถเขียนได้

โดยมีใบรับรองแพทย์จากแพทย์ปาก คอ จมูก เท่านั้น ไม่ใช่แพทย์ทางสมองหรือผู้ชำนาญการเฉพาะทาง ฉะนั้นใบรับรองแพทย์ฉบับนี้จึงไม่สามารถใช้ได้กับอาม่า แต่นางมาวดี กลับนำไปให้เจ้าหน้าที่แบงก์เพื่อเปลี่ยนเงื่อนไขในการเซ็นเบิกเงินมาเป็นพิมพ์ลายนิ้วมือ ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เงิน 111 ล้านบาทหายไปตั้งแต่วันที่ 23 ม.ค. 57 ที่ผ่านมา

ทนายอนันต์ชัย เผยอีกว่า อีกบัญชีเป็นกระแสรายวันสาขาสุขุมวิท 101 โดยมีเงื่อนไขคือเซ็นชื่อ ซึ่งในวันที่ 24 ม.ค. 57 นางมาวดี เปลี่ยนเงื่อนไขในการเบิกเงินสั่งจ่ายแทนอาม่ารวมทรัพย์สินที่สูญหายคือ 97 ล้านบาท และยังมีเงินกองทุนเปิดของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย จำกัด ซึ่งก่อนหน้านั้นอาม่าได้นำเงินในบัญชีไปซื้อไว้ซึ่งได้รับดอกเบี้ยสูง โดยมีกำหนดระยะเวลาที่กำหนดเมื่อเบิกจะเข้าบัญชีออมทรัพย์

แต่ปรากฏว่าเงินกองทุนกว่า 40-50 ล้านบาทหายไป โดยมีวิธีคือหลังจากปั้มลายนิ้วมืออาม่าที่โรงพยาบาลไม่ใช่ทำธุรกรรมที่สาขา ทางเจ้าหน้าที่ธนาคารกลับยินยอมเปลี่ยนเงื่อนไขในการเบิกถอนสั่งจ่าย ปัญหาทั้งหมดจะไม่เกิดขึ้น เงินจำนวนกว่า 350 ล้านบาทยังคงต้องอยู่ในบัญชีธนาคาร แต่กลับให้การช่วยเหลือจนเงินหมดเกลี้ยงบัญชีทั้งหมด

“โดยในวันที่ 16 ม.ค. 63 ที่จะถึงนี้ พนักงานอัยการพิเศษคดีอาญาฟ้องนางมาวดี กับพวก ซึ่งตนเป็นโจทก์ร่วมโดยศาลนัดพร้อมตรวจพยานหลักฐาน” ทนายอนันต์ชัย กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...