โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“หม่าล่า” (Mala) ความเผ็ดสุดแสบสันขวัญใจคนทั่วโลก

Gourmet & Cuisine

อัพเดต 22 ม.ค. 2563 เวลา 04.38 น. • เผยแพร่ 22 ม.ค. 2563 เวลา 04.38 น.

หากเป็นเมื่อ 2-3 ปีก่อน พอเอ่ยคำว่า “หม่าล่า” (Mala) หลายคนอาจไม่รู้จัก หรือใครที่พอคุ้นอยู่บ้างก็อาจจะไม่ค่อยประทับใจด้วยรสชาติความเผ็ดที่แสบขึ้นคอ (จนแทบจะอยากจะไอค่อกแค่ก) อีกทั้งยังพกพากับอาการชาที่ปลายลิ้นอีกต่างหาก แต่ในช่วงปีสองปีมานี้หม่าล่ากลับกลายเป็นรสชาติยอดฮิตได้อย่างสง่างาม แถมยังได้รับการปรับปรุงรสชาติให้ถูกใจพวกเรายิ่งขึ้น ซึ่งปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่บ้านเราเท่านั้น แต่ความเผ็ดดังกล่าวยังได้เผยแพร่ไปทั่วโลกอีกด้วย  

“หม่าล่า” (Mala) ความเผ็ดสุดแสบสันขวัญใจคนทั่วโลก

  What is Mala? : หม่าล่าคืออะไร   ชื่อเรียกของ “หม่าล่า” นั้นนับเป็นการประสมคำกันแบบง่ายๆ โดยเกิดจากคำว่า “หม่า” [ma (麻)] ซึ่งจริงๆ ต้องออกเสียง “หมา” (แต่การออกเสียงหมาสำหรับคนไทยอาจจะฟังดูขัดเขิน) ที่หมายถึงอาการชา (Numbing) ที่ปลายลิ้น ขณะที่คำว่า “ล่า” [la (辣)] หมายถึงรสเผ็ด (Spicy) ดังนั้นเมื่อเอาคำ 2 คำมารวมกันจึงหมายถึงรสชาติที่เผ็ดชาตรงปลายลิ้น   รสชาติความเผ็ดประมาณนี้นับเป็นลักษณะเด่นของอาหารจีนสไตล์เสฉวน (Sichuan Cuisine) หรืออาหารตำรับชาวใต้ของคนจีนเลยก็ว่าได้ แม้ใครหลายคนจะบอกว่าอาหารจีนรสชาติจืดชืด แต่คงไม่ใช่สำหรับคนทางใต้แน่ (รู้สึกว่าคนใต้แทบทุกประเทศมักกินเผ็ด) ซึ่งรหัสลับความเผ็ดร้อนนั้นเขาว่ากันว่ามาจากพริกเสฉวน (Sichuan Pepper) ที่เรียกกันว่าฮวาเจียว (Hua Jiao) ซึ่งมีหน้าตาเป็นเม็ดกลมๆ ไม่ต่างจากพริกไทยดำสักเท่าไร แต่อนุภาพเรียกว่าเผ็ดและชาได้อย่างไม่น่าเชื่อ  

“หม่าล่า” (Mala) ความเผ็ดสุดแสบสันขวัญใจคนทั่วโลก

  Why Lips Go Numb : ทำไมถึงลิ้นชา   ส่วนความเป็นมาของหม่าล่ายังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่คาดว่าน่าจะมาในช่วงศตวรรษที่ 19-20 ณ ตลาดกลางคืนในเมืองฉงชิ่ง (Chongqing) เมืองท่าที่เป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าคนงานที่ทำงานบนเรือ กล่าวกันว่าเครื่องปรุงที่เรียกว่าหม่าล่าถูกปรุงขึ้นเพื่อใช้ดับกลิ่นวัตถุดิบราคาถูกจำพวกเครื่องใน ตับ ไต ไส้ และเลือดที่เหล่าคนงานนิยมกินกันให้มีรสอร่อยขึ้น ซึ่งมักจะเสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มอย่างน้ำมันงาผสมกระเทียมและน้ำมันหอยเพื่อเพิ่มรสชาติให้ถูกใจยิ่งขึ้น   ขณะที่ส่วนผสมของหม่าล่าหรือซอสหม่าล่า (Mala Sauce) นั้นคงต้องบอกว่าเกิดขึ้นจากการรวมตัวของเครื่องเทศนับ 10 ชนิด เริ่มตั้งแต่พริกเสฉวน พริกแห้ง พริกป่น กานพลู กระเทียม โป๊ยกั๊ก ลูกกระวาน ขิง ยี่หร่า อบเชย ปรุงรสด้วยเกลือและน้ำตาล ก่อนนำไปเคี่ยวในไขมันวัว (Beef Tallow) และน้ำมันพืชนานหลายชั่วโมงจนได้น้ำมันพริกบรรจุลงขวด ซึ่งอาจมีการเติมเครื่องเทศชนิดอื่นๆ ลงไปด้วยเพื่อสร้างเอกลักษณ์ของแต่ละร้านแต่ละบ้าน   ส่วนรสชาติชาปลายลิ้นจากหม่าล่านั้นกลุ่มนักประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (University College London) ทำการศึกษาพบว่าสาเหตุของอาการชาเกิดขึ้นจากสารที่ชื่อว่า Hydroxy-Alpha-Sanshool ในพริกเสฉวน ซึ่งเป็นสารกระตุ้นให้เกิดความเผ็ดเช่นเดียวกับแคปไซซิน (Capsaicin) ที่มีอยู่ในพริกทั่วไป หากแตกต่างกันตรงที่เจ้าสารที่ทำให้ชาสามารถอยู่สร้างความชาได้ยาวนานกว่า หรือพูดง่ายๆ ก็คือแม้เราจะหายเผ็ดแต่ความชาจะยังอยู่ที่ลิ้นและริมฝีปากเราอีกพักใหญ่ๆ เลยทีเดียว ที่สำคัญผลการทดลองยังบอกอีกว่าระหว่างนั้นปากเรายังสั่นนิดๆ อีกด้วยนะ  

“หม่าล่า” (Mala) ความเผ็ดสุดแสบสันขวัญใจคนทั่วโลก

  Mala Dishes : เมนูเด็ดจากหม่าล่า   ความจริงแล้วหม่าล่าสามารถนำมาทำอาหารได้หลากหลายประเภท สำหรับคนไทยที่คุ้นเคยกันดีก็คือ นำซอสและผงหม่าล่ามาทาและโรยบนของเสียบไม้ย่างอย่างหมู ไก่ กุ้ง เบคอน เห็ด และกระเจี๊ยบ หรือเป็นส่วนผสมในน้ำซุปสุกี้ชาบูที่พอได้ลิ้มลองเมื่อไรก็ชื่นใจเมื่อนั้น   สำหรับชาวจีนแล้วจะนิยมนำซอสหม่าล่าไปผัดบนกระทะร้อนกับเนื้อและผักนานาชนิด หรือที่เรียกกันว่า “หม่าล่าเซียงกัว” [Mala Xiang Guo (MLXG)] หรือจะเป็นเมนูดั้งเดิมที่ทำให้นึกถึงโอเด้งอยู่นิดๆ ก็คือเนื้อและผักเสียบไม้ (บางครั้งไม่ต้องเสียบไม้ก็ได้) เสิร์ฟในชามพร้อมน้ำซุปหม่าล่ารสเผ็ดร้อน ปรุงรสด้วยกระเทียม น้ำมันพริก ต้นหอมซอย น้ำมันงา พริกป่น ที่เรียกกันว่า “หม่าล่าทัง” (Mala Tang)   นอกจากนี้วิธีกินยังมีระเบียบที่แตกต่างกันระหว่างชาวเหนือกับชาวใต้ด้วยว่าถ้าเป็นคนจีนแถบปักกิ่งจะนำเนื้อสัตว์ใส่ลงในน้ำซุปหม่าล่าที่ปรุงเอาไว้เสร็จแล้ว แต่ชาวเสฉวนแท้ๆ จะนำเนื้อสัตว์ไปลวกในน้ำก่อน แล้วจึงค่อยปรุงซุปหม่าล่าให้อร่อยพร้อมกิน  

“หม่าล่า” (Mala) ความเผ็ดสุดแสบสันขวัญใจคนทั่วโลก

  แหล่งข้อมูล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...