การทำนาบัว
"บัวหลวง" จัดเป็นไม้มงคลที่ชาวพุทธนิยมนำดอกไปใช้บูชาพระ ด้วยมีลักษณะรูปทรงที่สวยสง่า มีกลิ่นหอมอ่อน และ เป็นดอกไม้ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาอยู่หลายตอนด้วยกัน เช่น ปรากฏในนิมิตของพระนางสิริมหามายาก่อนจะตั้งพระครรภ์และปรากฏเมื่อครั้งเจ้าชายสิทธัตถะประสูติที่สวนลุมพินี นอกจากนี้ ยังมีการเปรียบเปรยผู้คนในสังคมมนุษย์ไว้ดั่งบัว 4 เหล่า ดอกบัวจึงกลายเป็นดอกไม้ที่ทรงคุณค่าที่พุทธศาสนิกชน นิยมนำมาใช้บูชาพระ และกลายมาเป็นพืชทางเลือกที่เกษตรกรหลายรายปลูกเป็นพืชเสริมและพืชหลัก สร้างรายได้ให้ครอบครัวได้เป็นอย่างดี
คุณพุทรา พมพบุตร เกษตรกรผู้ทำนาบัว ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับบัวที่ปลูกไว้ว่า บัวชอบขึ้นในน้ำจืดออกดอกตลอดปี ชอบน้ำสะอาด อยู่ในน้ำลึกพอสมควร ดอกจะเริ่มบานตั้งแต่ตอนเช้า ก้านดอกยาวมีหนามเหมือนก้านใบ ชูดอกเหนือน้ำ และชูสูงกว่าใบเล็กน้อย กลีบเลี้ยง 4-5 กลีบ สีขาวอมเขียวหรือสีเทาชมพู ร่วงง่าย กลีบดอกจำนวนมากเรียงซ้อนหลายชั้น การปลูกบัว ก็คล้ายกับการปลูกพืชทั่วไป ตามขั้นตอนต่างๆ ดังนี้
++ การเตรียมดินและการปลูก ++
พื้นที่ที่เหมาะสมควรเป็นที่ราบสม่ำเสมอ อยู่ใกล้แหล่งน้ำ ดินเป็นดินเหนียว การเตรียมพื้นที่สำหรับทำนาบัวก็คล้ายๆกับการทำนาดำ โดยเริ่มจากการเอาน้ำออกให้แห้ง ยกคันดินโดยรอบพื้นที่ให้สูงประมาณ 1.5 เมตร พื้นที่ควรมีขนาด 5-50 ไร่ หรือทำเป็นแปลงใหญ่ๆขนาด 50-100 ไร่ก็ได้ เก็บเศษวัสดุและกำจัดวัชพืชออกให้หมด ปรับพื้นที่ให้เรียบไถดะ โรยปูนขาวตากแดดทิ้งไว้ 7-15 วัน แล้วไถแปรอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับเติมปุ๋ยคอกเก่าๆ เช่น มูลไก่, มูลโค ประมาณไร่ละ 200 กิโลกรัม จากนั้นระบายน้ำเข้าให้สูงจากพื้นประมาณ 15 เซนติเมตร ทิ้งไว้ 3 - 5 วัน ให้ดินอ่อนตัว แล้วจึงปักดำบัว ระยะปลูกที่เหมาะสมคือ 2X2 เมตรในพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้ไหลบัวประมาณ 400 ไหล (หน่อ)
++ การดูแลรักษา ++
1. การให้น้ำ : หลังจากปลูกบัวแล้วในเดือนแรก ควรรักษาระดับน้ำให้ขังอยู่ในแปลงลึกประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อป้องกันมิให้หญ้าขึ้นในแปลง และบัวสามารถเจริญขึ้นมาพ้นน้ำเพื่อรับแสงสว่างได้เร็ว หลังจากนั้นปล่อยน้ำเข้าแปลงอีกให้ลึกประมาณ 50 เซนติเมตร และลึกไม่เกิน 100 เซนติเมตร เพราะความลึกระดับนี้ บัวจะได้รับอุณหภูมิพอเหมาะ ทำให้บัวสามารถออกดอกได้มาก ถ้าระดับน้ำสูงกว่านี้ บัวที่งอกใหม่อาจตายได้ ถ้างอกพ้นผิวน้ำไม่ทัน
2. การใส่ปุ๋ย เมื่อบัวเริ่มตั้งตัวได้และแตกใบใหม่ก็จะเริ่มให้ปุ๋ยสูตร 16-20-0 หรือ 15-15-15 ในอัตราไร่ละ 50 กิโลกรัม โดยหว่านลงไปให้ทั่วแปลง แต่ถ้าปลูกอยู่ในคูหรือลำคลองที่มีน้ำถ่ายเทตลอดเวลา หรือบ่อที่ควบคุมระดับไม่ได้ ควรใส่ปุ๋ยลูกกลอนโดยการนำปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 ประมาณ 1 ช้อนชา บรรจุลงดินเหนียว ปั้นดินเหนียวหุ้มให้เป็นก้อนแล้วผึ่งลมให้แห้ง เมื่อต้องการจะใส่ปุ๋ยบัวก็ฝังลูกกลอนไว้ที่โคนต้นๆละ 2 ลูก
3. การเก็บดอก
บัวจะเริ่มให้ผลผลิตดอกตูมหลังจากปลูก 3 เดือน โดยการเก็บดอกจะเก็บวันเว้นวัน ยกเว้นในฤดูหนาวเก็บวันเว้น 2 วัน การเก็บดอกจะเก็บในระยะที่ดอกยังตูม โดยตัดให้มีก้านดอกยาว 40-50 เซนติเมตร คัดขนาดแล้วนำมาจัดเป็นกำ กำละ 10 ดอก การจัดต้องจัดเรียงให้เห็นดอกทั้ง 10 ดอก หลังจากนั้นจึงห่อด้วยใบบัว
4. การเก็บเกี่ยวฝัก
เมื่อปลูกบัวได้ประมาณ 3-4 เดือน ก็จะเริ่มเก็บฝักได้ ฝักแก่จะสังเกตได้จากฝักปลายเมล็ด เป็นสีเทา ระยะเวลาตั้งแต่ดอกตูมถึงเก็บฝักได้ประมาณ 7-10 วัน โดยบัวจะให้ผลผลิตนานราวๆ 3-4 เดือน จากนั้นจะเริ่มโทรม
** ในการเก็บฝักบัวนั้น จะใช้เรือถ่อเข้าไปแปลงบัว แล้วใช้ไม้สอยฝักบัวใส่เรือ ซึ่งยาวประมาณ 3 วา เมื่อเก็บฝักได้เต็มลำเรือแล้ว ก็ขนขึ้นมาเก็บรวมกัน เพื่อรอนำไปจำหน่ายต่อไป
5. การดูแลรักษาหลังจากเก็บฝัก
หลังจากเก็บฝักบัวแล้วประมาณ 3 เดือน ต้นก็จะเริ่มโทรม ให้ระบายน้ำออกจากแปลงบัวให้แห้ง เมื่อดินแห้งพอที่จะใช้รถไถลงไถได้ ให้ไถดะพลิกหน้าดินให้ลึก เพื่อที่จะทำให้ดินโปร่งขึ้น รากบัวชั้นบนๆซึ่งเป็นรากขนาดเล็กลดจำนวนลง ถ้าหากไม่มีการไถในปีต่อมา บัวจะขึ้นแน่นมากทำให้ฝักบัวมีขนาดเล็กมาก เมื่อไถแล้วปล่อยน้ำเข้าทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้หญ้าขึ้น ต้นบัวใหม่จะงอกขึ้นมาพ้นน้ำในเวลาประมาณ 3-7 วัน
6. การตลาด
คุณพุทรา จะปลูกบัวเน้นขายฝัก โดยจะขายในราคามัดละ 80 บาท (1 มัด = 30 ฝัก) ซึ่งคุณพุทราบอกว่าคุ้มกว่าการปลูกเพื่อขายดอก เพราะถ้าตัดขายในช่วงออกดอก จะราคาเฉลี่ยดอกละ 1 บาท เท่านั้น อาจจะขายดอกบ้างในกรณีที่แม่ค้าขาประจำต้องการจริงๆ