โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เทียบชัดๆ! กองทุน SSF ดีกว่า LTF จริงไหม? 

The Bangkok Insight

อัพเดต 07 ธ.ค. 2562 เวลา 14.44 น. • เผยแพร่ 08 ธ.ค. 2562 เวลา 02.30 น. • The Bangkok Insight

ประกาศออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับสำหรับกองทุนลดหย่อนภาษี (Tax Fund) รูปแบบใหม่ ซึ่งจะมีกองทุนใหม่ที่ชื่อว่า Super Saving Fund (SSF)มาแทน LTF ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป คำถาม คือ กองทุน SSF คืออะไร ลดหย่อนภาษีได้เท่าไหร่ แล้วเมื่อเทียบกับกองทุน LTF มีข้อดี ข้อเสียต่างกันอย่างไรบ้าง ลองมาดูกัน

กองทุน SSF คืออะไร ? 

เริ่มแรกมาดูก่อนว่าเงื่อนไขและรายละเอียดสำคัญที่ต้องรู้เกี่ยวกับ SSF มีอะไรบ้าง โดยได้สรุปออกมาเป็นข้อๆ ให้แล้วดังนี้

- กองทุน SSF มีชื่อเต็มว่า Super Saving Fund หรือ กองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว 

- รูปแบบกองทุนสามารถลงทุนในสินทรัพย์ได้ทุกประเภท ทั้ง ตราสารหนี้ หุ้น กองทุนรวม ทำให้มีความยืดหยุ่นและหลากหลายเรื่องนโยบายกองทุน

- เงื่อนไขลดหย่อนภาษีของ SSF ให้สิทธิ์ลดหย่อนที่ 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 2 แสนบาท (เมื่อรวมกับกองทุนการออมเพื่อการเกษียณอายุอื่นๆ ต้องไม่เกิน 5 แสนบาท) 

- ไม่กำหนดจำนวนขั้นต่ำในการซื้อ และไม่บังคับซื้อต่อเนื่องทุกปี 

- เพียงแต่มีเงื่อนไขต้องถือหน่วยลงทุน 10 ปีขึ้นไปนับจากวันที่ซื้อ ถึงจะสามารถขายคืนได้

- เริ่มลดหย่อนภาษีได้ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป ซึ่งช่วงเริ่มต้นจะให้สิทธิประโยช์ 5 (2563-2567) หลังจากนั้นการคลังจะพิจารณาอีกที

ข้อดีของ SSF เมื่อเทียบกับ LTF

1. ลงทุนในสินทรัพย์ได้ทุกประเภท 

ต่างจาก LTF ที่กำหนดให้ต้องลงทุนในหุ้นไทย 65% ซึ่งจุดนี้เป็นการปลดล็อคให้ SSF สามารถกระจายความเสี่ยง และมีความคล่องตัวได้ดีกว่า รวมถึงนักลงทุนที่จะมีตัวเลือกหลากหลายขึ้น สำหรับการวางแผนการเงินให้เหมาะกับตัวเอง

2. เพิ่มสัดส่วนลดหย่อนภาษีเป็น 30% ของเงินได้

การที่ SSF ให้ลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้ เทียบกับ LTF ที่ให้ 15% ของเงินได้ ทำให้กลุ่มรายได้ปานกลางสามารถซื้อได้เต็มเงื่อนไขง่ายขึ้น เพราะเพดานใช้สิทธิ์เต็มพิกัดของรายได้จะลดลงมาเหลือประมาณ 6 แสนบาท จากเดิมที่ต้องมีรายได้ต่อปีสูงถึง 3.3 ล้านบาทถึงจะใช้สิทธิ์ได้เต็มพิกัด

ข้อเสียของ SSF เมื่อเทียบกับ LTF

1. ต้องถือนานขึ้นเป็น 10 ปี

เงื่อนไขการขายคืนหน่วยลงทุนของ SSF อยู่ที่ 10 ปีนับจากวันที่ซื้อ ต่างจาก LTF ที่ถือแค่ 7 ปีปฏิทินเท่านั้น (LTF สามารถใช้เทคนิคซื้อปลายปีขายต้นปีทำให้เหลือเวลาถือแค่ 5 ปีเศษ) แปลว่า SSF ต้องถือนานกว่า LTF เกือบ 5 ปีเลย

2. ลดวงเงินซื้อสูงสุดเหลือ 2 แสนบาท

วงเงินสูงสุดที่ซื้อ SSF เหลือเพียง 2 แสนบาท จากเดิมที่ LTF ให้สูงถึง 5 แสนบาท แสดงว่า

กลุ่มคนที่รายได้สูงจะถูกบังคับให้ซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีได้น้อยลง รวมถึงสิทธิลดหย่อนภาษีที่จะหายไป 3 แสนบาทด้วยกัน

3. วงเงินสูงสุดถูกนำไปรวมกับ RMF  

เกณฑ์ใหม่คือวงเงินลดหย่อนของ SSF จะถูกนำไปรวมกับกองทุนเกษียณอายุต่างๆ รวมถึง RMF ด้วย โดยกำหนดเพดานไว้ที่ 5 แสนบาท จากเดิมที่ LTF กับ RMF จะแยกวงเงินกัน ทำให้สามารถลดหย่อนได้มากถึง 1 ล้านบาท

นั่นแปลว่ากลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากสุดจะเป็นคนทำงานประจำที่มีรายได้สูง ซึ่งเดิมสามารถซื้อ LTF + RMF ลดหย่อนได้ 1 ล้านบาท แต่ปีหน้าจะเหลือแค่ 5 แสนบาทเท่านั้น

4. เม็ดเงินในตลาดหุ้นไทยหายไปไม่มากก็น้อย

เนื่องจาก SSF ไม่ได้จำกัดว่าต้องลงทุนหุ้นไทยเหมือน LTF จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า กองทุน SSF จะต้องมีการทำ Asset Allocation กระจายไปยังสินทรัพย์อื่นๆ แน่นอน เพื่อประสิทธิภาพของกองทุน 

กรณีนี้บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย ประเมินว่า เม็ดเงินลงทุนจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจะลดลงไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาทต่อปี จากปกติเม็ดเงิน LTF เฉลี่ยประมาณ 34,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นลบต่อตลาดหุ้นในระยะยาวมากกว่าที่คิด

อย่างไรก็ดี คงต้องจับตากันว่าโลกที่ไม่ LTF ของตลาดหุ้นไทยจะเป็นอย่างไร เพราะต้องยอมรับว่า 15 ปีที่ผ่านมา LTF เป็นทั้งตัวช่วยสร้างเสถียรภาพและเม็ดเงินอัดฉีดให้แก่ตลาดหุ้นไทยเป็นอย่างมาก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...