สิงคโปร์ เดินหน้าลุย Net Zero พลิกปมผลิตพลังงานเองไม่ได้ สู่ความร่วมใจเพื่อนบ้านอาเซียน
สิงคโปร์ เดินหน้าลุยเป้าหมาย Net Zero เพื่อลดปล่อยคาร์บอน โดยมุ่งใช้ไฮโดรเจน ท่ามกลางอุปสรรค บวกพื้นที่ไม่พอผลิตพลังงานเอง จึงนำไปสู่ความร่วมมือครั้งใหญ่ระดับภูมิภาคอาเซียน
สิงคโปร์ ตั้งเป้าการผลิตไฮโดรเจนเป็นพลังงานใหม่ เนื่องจากประเทศใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนที่สูงมาก และส่งผลให้เกิดการปล่อยก๊าซ แต่ประเด็นนี้ตั้งอยู่บนความท้าทายว่าจะเป็นตัวเลือกดังกล่าวจะเป็นไฮโดรเจนชนิดใด
ตัวเลือกคือ ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) ซึ่งก็คือก๊าซไฮโดรเจนที่ปราศจากคาร์บอน เนื่องจากผลิตจากพลังงานสะอาด กับ ไฮโดรเจนสีฟ้า (Blue Hydrogen) หรือก๊าซธรรมชาติที่ผ่านการกระบวนการเพื่อดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ความไม่ชัดเจนดังกล่าวส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงจากเชื้อเพลิงฟอสซิลมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้แล้ว สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีขนาดเล็กมาก ด้วยเหตุนี้ สิงคโปร์จึงกำลังมุ่งเป้าไปที่การนำเข้าพลังงานหมุนเวียนจากประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจุกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
การเดิมพันในพลังงานไฮโดรเจน
นายทิม ไดส์ นักวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดพลังงาน ความยั่งยืน และประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า ในปัจจุบัน ก๊าซธรรมชาติคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 95% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของสิงคโปร์
ขณะที่การใช้พลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วนน้อยกว่า 3% แม้ว่าก๊าซธรรมชาติเคยถูกมองว่าเป็น "เชื้อเพลิงสะอาด" แต่ก๊าซธรรมชาติก็ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซมีเทนออกมาในปริมาณมาก ส่งผลให้สิงคโปร์ปล่อยมลพิษประมาณ 40%
ในปี 2565 สิงคโปร์ได้พัฒนาแผนยุทธศาสตร์ไฮโดรเจนแห่งชาติ (National Hydrogen Strategy) เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ และยกระดับการใช้ก๊าซไฮโดรเจน อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะผลักดันการใช้ไฮไดรเจนแบบใดกันแน่ ระหว่าง ไฮโดรเจนสีเขียว กับไฮโดรเจนสีฟ้า ความคลุมเครือดังกล่าวทำให้บรรดานักวิเคราะห์และกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่ชัดเจน
ความท้าทายในการเปลี่ยนแปลง
นายไดส์กล่าวว่า สิงคโปร์กำลังศึกษาวิจัยเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) เพื่อให้ไฮโดรเจนสีฟ้าลดการปล่อยมลพิษลง แต่อย่างไรก็ตาม CCS ถือเป็นเทคโนโลยียุ่งยาก ใช้พลังงานมาก และนำไปสู่การยกเลิกโครงการหลายโครงการด้วย ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายเกินงบประมาณ
นอกจากนี้แล้ว โรงงาน CCS ส่วนใหญ่ก็ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยมลพิษ อีกทั้งยังมีความเสี่ยงว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่กักเก็บไว้อาจเกิดการรั่วไหลออกไปได้ หลังจากพิจารณาจากปัญหาเหล่านี้ สิงคโปร์จึงมองไปที่ไฮโดรเจนสีเขียว กล่าวคือ พลังงานหมุนเวียนที่สะอาด และไม่ปล่อยคาร์บอน
อุปสรรคที่ซับซ้อน
การมุ่งเป้าไปที่พลังงานสีเขียวได้นำไปสู่อุปสรรคประการใหญ่ นั่นก็คือ ภูมิศาสตร์ที่ไม่เอื้ออำนวย ด้วยพื้นที่ดินขนาดเล็กเพียง 709 ตารางกิโลเมตร และเมืองที่มีความหนาแน่นสูง การขาดแหล่งน้ำขนาดใหญ่สำหรับผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ และพื้นที่ชายฝั่งก็มีไม่เพียงพอสำหรับการผลิตพลังงานจากคลื่น ส่งผลให้สิงคโปร์ข้อจำกัดอย่างมากในการผลิตพลังงานหมุนเวียนในประเทศ
เพื่อเอาชนะข้อจำกัดเหล่านี้ สิงคโปร์จึงมองหาการนำเข้าพลังงานสะอาดจากประเทศเพื่อนบ้าน และนั่นนำไปสู่อุปสรรคต่อไป ซึ่งก็คือราคาที่สูง โดยในปัจจุบัน ไฮโดรเจนสีเขียวอยู่ที่ 3 ถึง 6 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม สิงคโปร์จึงกำลังพยายามดำเนินการเจรจากับประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย เพื่อซื้อพลังงานหมุนเวียน โดยความร่วมมือเหล่านี้อาจช่วยให้สิงคโปร์บรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยคาร์บอนได้
การแสวงหาความร่วมมือระดับภูมิภาค
Sembcorp บริษัทพลังงานของรัฐบาลสิงโปร์ และ ได้ร่วมมือกับ PetroVietnam บริษัทพลังงานของเวียดนาม ในการสำรวจการพัฒนาโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่งในเวียดนาม โดยมีเป้าหมายเพื่อผลิตส่งออกพลังงานไปยังสิงคโปร์ ซึ่งในช่วงระยะแรก อาจเริ่มใช้ไฟฟ้าจากโครงการกังหันลมทางตอนใต้ของเวียดนาม
นอกจากนี้แล้ว ทางการสิงคโปร์ยังได้อนุญาตให้บริษัทในประเทศ 5 แห่งนำเข้าพลังงานไฟฟ้าคาร์บอนต่ำจากที่ผลิตจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในอินโดนีเซีย จำนวน 2 กิกะวัตต์ โดยจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2570 อีกด้วย
ความมุ่งมั่นในประเทศไปสู่เพื่อนบ้าน
ความพยายามและความมุ่งมั่นของสิงคโปร์ในการลดการปล่อยคาร์บอน เพื่อสิ่งแวดล้อม นำไปสู่ความร่วมมือระดับภูมิภาค ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยปูทางให้สิงคโปร์ก้าวไปสู่เป้าหมาย Net Zero ได้อย่างราบรื่นเท่านั้น แต่ยังเป็นการสนับสนุนภาคส่วนอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาคอีกด้วย
เม็ดเงินการลงทุนจากสิงคโปร์ที่ไปสู่โครงการพลังงานลมในเวียดนาม และโครงการพลังงานแสดงอาทิตย์ในอินโดนีเซีย จะมีส่วนช่วยพัฒนาการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนในประเทศเหล่านี้ได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะเวียดนามซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนรายใหญ่ของอาเซียน และจะสร้างแรงจูงใจแก่ประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนให้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานเช่นเดียวกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่ายในอนาคต
อ้างอิง : asia.nikkei.com
📌 อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบรั้วอาเซึยน ทั้งหมด ได้ที่นี่ 📌