โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ตรรกะที่บิดเบี้ยวในสังคมไทย : ตอน "ครอบครัว" - JPW

LINE TODAY SHOWCASE

เผยแพร่ 20 เม.ย. 2565 เวลา 10.01 น. • JPW

เป็นปีที่สาม ติดต่อกันมาแล้วที่ผมสามารถออกเดินใน แหล่งชุมชน ไม่ว่าจะเป็นตลาด หรือถนนสายหลักในเมือง ได้อย่างสบายใจ ว่าเนื้อตัวเสื้อผ้าจะไม่เปียก กระเป๋าตังจะไม่ชื้นแฉะ จะไม่ต้องแงะมือถือมาเป่าแห้งหรือเอาไปใส่ในถังข้าวสารเพื่อดูดความชื้นออก จากการเล่นน้ำในเทศกาลใหญ่ประจำปีที่รู้จักกันไปทั่วโลก

“สงกรานต์” คือชื่อของเทศกาลดังกล่าวที่มีอยู่ในสังคมไทย แต่ดังไกลไปทั่วโลก ผลกระทบจากโควิด โรคระบาด ที่ทำให้ทั้งรัฐและเอกชนคนธรรมดา เสียกันไปคนละหลายบาท มารตการควบคุมการเล่นน้ำ และจัดกิจกรรมต่างๆจึงเป็นแนวทางที่จำเป็นในการนำมาใช้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจากเทศกาลสงกรานต์ จะเป็นเทศกาลเพื่อความรื่นเริงเล่นน้ำประแป้ง เข้าวัดทำบุญแล้ว ยังถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่ง “ครอบครัว” มีการเดินทางรวมตัวรวมญาติ กลับบ้าน กลับถิ่นฐาน ถิ่นกำเนิดกันทั่วประเทศ

สิ่งที่ผมอยากชวนคิดชวนตั้งคำถามกัน คือถ้าเราพิจารณา และสังเกตดูแล้วในระบบความคิด หรือตรรกะ เกี่ยวกับ “ครอบครัว” ในสังคมไทย มันมีหลายๆเรื่องชวนให้ตั้งคำถามว่าสิ่งใดสมควร? สิ่งใดถูกต้อง? สิ่งใดผิดเพี้ยน? เพราะตรรกะหลายๆอย่างดูออกจะ เพี้ยนๆเบี้ยวๆ เลี้ยวไม่ตรงทาง

อยู่ก่อนแต่ง กับ แต่งแล้วไม่อยู่ แบบไหนน่าอายกว่ากัน ?

ยามใดที่เราจะมองหรือสังเกตการณ์เพื่อให้เห็นความจริงในสังคมไทยมากที่สุด เราไม่ควรทำตัวแบบ “มือถือสาก ปากถือศีล” นั่นพูดกันตามความเป็นจริง คงปฎิเสธไม่ได้ว่าการ “อยู่ก่อนแต่ง” ในสังคมไทยนั่นแพร่หลายยิ่งกว่าโรคโควิด และมีมานานแล้วด้วย ทั้งในคู่หนุ่มสาวออฟฟิศสำนักงาน ทั้งในคู่นักเรียน นักศึกษามหาวิทยาลัย มัธยม หรืออาชีวะ

ปัจจุบันนั่นสังคมไทยนั่นดูจะผ่อนปรนในเรื่องนี้พอสมควร แต่ก็ยังมีความคิดที่เป็นลบต่อพฤติกรรมดังกล่าวอยู่มาก ถ้าคู่รักยังอยู่ในวัยศึกษาก็อาจใช้คำตำหนิว่า ชิงสุกก่อนห่ามบ้าง ใจแตกบ้าง ไม่รักนวลสงวนตัวบ้าง แล้วแต่จะสรรหาคำมาว่ากล่าวกันให้เพื่อให้เกิดผลได้อย่างเดียวนั่นคือ “บาดแผลทางจิตใจต่อกัน”

ในทางกลับกันอีกด้านเมื่อมาเทียบกับ “การแต่งกันแล้วแต่กลับไม่อยู่” เข้าหอแบบไม่อยากลงกลอน พร้อมจะออกตะลอนได้ตลอด แต่งไม่นานหม้อข้าวยังไม่ทันดำก็โบกมือลาแบบ ซาราเฮโย ซาโยนาระ แบบนี้จะไม่น่าอายกว่าหรือ? แบบนี้จะไม่น่าสงสารลูกหลาน ญาติพี่น้อง ของเราที่ต้องเผชิญชะตากรรมแบบนี้มากกว่าหรือ? แน่นอนที่ว่าการอยู่ก่อนแต่ง นั่นมันไม่เหมาะสม แต่สำหรับผมคิดว่ายังไม่ถึงขั้นผิดขนาดต้องมาด่าทอหนักหน่วง ควงมีดมาจ้วงกรีดลึกลงไปในความรู้สึกภายในครอบครัว ถ้าต้องประสบเจอสถาณการณ์แบบนี้ เราแค่อาจต้องหาวิธีหรือทางออกที่เหมาะสมให้ลูกหลานแทนจะได้ไหม เช่น ถ้าในวัยทำงานก็แนะนำการใช้ชีวิตการดูแลเงินทองทรัพย์สินของตนให้ดี ถ้าในวัยเรียนวัยศึกษา ก็แนะนำในเรื่องการป้องกันเกี่ยวกับเรื่องโรคติดต่อและการตั้งครรภ์

ท้องก่อนแต่ง กับ แต่งแล้วไม่ท้อง แบบไหนน่าอายกว่ากัน?

ยามใดที่ได้รับข่าว รับเชิญจากเพื่อนหรือญาติมิตรเกี่ยวกับงานแต่งงานแบบกระทันหัน สิ่งที่ตามมาคือบทสนทนาแนวซุบซิบ ทั้งก่อนงานแต่ง หรือแม้กระทั้งในงานแต่งงาน ว่า “มึงว่าท้องป่าววะ” หรือถ้าระดับเพื่อนที่สนิทกับเจ้าบ่าวเจ้าสาว ก็ยิงตรงถามตรงเจ้าตัวแบบทีเล่นทีจริง “แกรร มีน้องใช่ป่าว” อาจเพื่อความอยากรู้อยากเห็นหรือเพื่อจะเอาไปซุบซิบนินทากันต่อในวงกว้างก็แล้วแต่ปากจะพาไป จนบางทีหนุ่มสาวคู่รักไม่อยากให้ใครรู้ปิดเป็นความลับด้วยความอับอาย

ความอยากรู้อยากเห็นนั่นเป็นราวธรรมชาติของมนุษย์ แต่ถ้ามาลองคิดกันดูแล้ว ท้องก่อนแต่งอาจไม่เหมาะสม แต่ถ้า “แต่งแล้วไม่ท้อง” จะไม่น่าอับอายกว่าหรือ? จะมีมาไหมคำซุบซิบนินทาที่ว่า ไม่มีน้ำยาบ้างละ เป็นตุ๊ดเป็นเกย์บ้างละ แอบไปมีคนอื่นบ้างละ หรือแม้กระทั้ง ทำไม่เป็นบ้างละ!! และมาพร้อมกับความกดดันของครอบครัวอีกสารพัดแบบเดือนต่อเดือน ปีต่อปี พ่อแม่อยากอุ้มหลานบ้างละ ไม่มีทายาทสืบสกุลบ้างละ แล้วแบบนี้ “ท้องก่อนแต่ง” กับ “แต่งแล้วไม่ท้อง” แบบไหนกันแน่ที่มันน่าอึดอัดและทุกข์ใจกว่ากัน? แล้วเพื่อนผู้อ่านละ คิดว่า “ท้องก่อนแต่ง กับ แต่งแล้วไม่ท้อง” แบบไหนน่าอายกว่ากัน???

ทุกคนล้วนแต่เป็น “ขอทาน” !!!!

เชื่อหรือไม่ ? ไม่ว่าจะ แพทย์ สถาปนิก ทนายความ วิศวกร โปรแกรมเมอร์ นักวิทยาศาสตร์ นักธุรกิจ นักบวช ขุนนาง ราชวงศ์ ข้าราชการ ..และอื่นๆอีกนับไม่ถ้วน ล้วนแต่ประกอบอาชีพ “ขอทาน” มาก่อนโดยธรรมชาติทั้งสิ้น มนุษย์นั่นถือได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ทรงภูมิปัญญา และอาจกล่าวได้ว่าครองโลกอยู่ในช่วงเวลานี้ แต่ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ธรรมชาติได้ออกแบบมนุษย์ไว้ให้พึ่งพาผู้อื่นมาตั้งแต่แรกเกิด เพราะยามที่เราเกิดขึ้นมานั่นอย่าว่าแต่จะเอาตัวรอดจากสภาพแวดล้อม หรือหุงหาอาหารเพื่อดำรงชีวิตเลย แม้แต่การจะยืน หรือหยัดยืนขืนคอให้ตั้งตรง ก็ยังทำไม่ได้ ในยามหิว หรือยามเจ็บปวดสิ่งที่ทำได้เพียงอย่างเดียวนั่นคือ การแหกปากร้องขอความช่วยเหลือจากบุคคลที่อยู่ข้างๆเรายามเกิด ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ญาติมิตร หรือผู้มีบุญคุญอุ้มชู ชุบเลี้ยง แล้วอย่างนี้ถ้าจะกล่าวว่าเราทุกคนนั่นล้วนแล้วแต่เป็นขอทานกันมาก่อนทั้งสิ้นคงจะไม่ผิด ใช่หรือไม่?

สิ่งที่น่าตกใจในยุคแห่ง โลกเสมือน ยุคที่ข้อมูลข่าวสาร และการเชื่อมต่ออินเตอร์เนตเฟื่องฟู เรากลับได้เห็นตรรกะความคิดที่บิดเบี้ยว ผิดเพี้ยน แบบเสรีนิยม หรือสิทธิเสรีภาพอย่างสุดโต่ง แบบหน้ามืดตามัวของคนรุ่นใหม่มากขึ้นทุกทีื ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในสังคมไทย คือกลุ่ม เยาวชน 3 นิ้ว มักจะแสดงออกถึงแนวคิดดังกล่าวอย่างชัดเจน เช่น ช่อง BLUESKY Channel เสนอข่าว “อมนุษย์ 3นิ้ว ด่าพ่อควายเผือก เพียงพ่อแค่เชื่อมั่นการฉีดวัคซีน” หรือ ช่องยูทูปชื่อดังอย่าง ‘มอเตอร์ไซค์ อินดี้’ เสนอคอนเทนต์ “สามนิ้วลั่น ไม่จำเป็นต้องเลี้ยงดูพ่อแม่” หรือ

แม้แต่คนระดับด็อกเตอร์ที่ได้การยอมรับว่าเป็นภูมิปัญญาของสังคม ก็ออกมาสนับสนุนแนวความคิดบิดเบี้ยวเช่นนี้ อย่างเว็ปไซต์ brighttv.co.th เสนอข่าว “ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง โพสต์เฟซบุ๊ก ซัดพ่อแม่ทำเด็กเกิดมา เด็กไม่ได้ขอมาเกิด ลั่น “ไม่ใช่หน้าที่ต้องมากตัญญู ขอบคุณพ่อแม่” !!!

โดยความคิดเห็นส่วนตัวแล้ว ผมสนับสนุนความมีสิทธิ และเสรีภาพในด้านต่างๆของปัจเจกชนที่พึ่งกระทำได้แบบไม่เดือดร้อนต่อผู้อื่น แต่ผมมีความคิดเห็นว่า ชีวิตนี้เป็นของผมแค่ครึ่งเดียว ส่วนอีกครึ่งนั่นเป็นของ พ่อแม่ หรือผู้มีพระคุณที่อุ้มชูชุบเลี้ยงเรามายามที่เรายังนอนแช่เบาะราวกับผู้พิการ คออ่อนตั้งตรงไม่ได้ และตะโกนแหกปากร้องขออาหารจากท่านเหล่านั่นไปวันๆ ถ้าไม่มีคนเหล่านี้ผมก็จินตนาการไม่ออกเลยว่าจะมีชีวิตรอดมาถึงวันที่ตะโกนว่า สิทธิ และเสรีภาพ ได้อย่างไร?

ถ้าเราลองถามคนรอบตัวว่า “อยากจะมีลูกหลานไปเพื่ออะไร?” คำตอบส่วนใหญ่ที่ได้คงจะเป็น ไว้ดูแลยามแก่เฒ่า ความคิดดังกล่าวเหมือนดังราวภาพฝันในอุดมคติ ถ้าลองสังเกตและพิจารณาดูดีๆแล้ว รอบตัวมีลูกหลานสักกี่คน เมื่อเติบใหญ่ได้ดิบได้ดีแล้วจะกลับมาอยู่ดูแลพ่อแม่ หรือผู้มีบุญคุณชุบเลี้ยงได้จริงๆจังๆ อย่างดีก็ใช้วิธีส่งเงินส่งทองมาดูแลรักษา ไว้ใช้ซื้อหาใช้จ่าย แต่ก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้เพราะเมื่อโลกวิวัฒเข้าสู่ยุคปฎิวัติอุตสาหกรรม การลดลงของครอบครัวใหญ่ จนแปรเปลี่ยนเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้นย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะปัจจัยแห่งสถานที่ทำงาน เพื่อนร่วมงาน ทรัพยากร หรือความสัมพันธ์เชิงธุรกิจ มันแข็งแกร่งเกินจะต่อต้าน หรือแค่จริงๆแล้วพ่อแม่ หรือผู้มีพระคุณเหล่านี้ ไม่ได้ต้องการเลยกับคำว่ากตัญญูแบบต้องมาอยู่ดูแลชิดใกล้ ขอแค่เห็นลูกหลานปีกแข็งบินได้ด้วยกระแสลมที่ถูกต้อง ดันใต้ปีกให้บินสูงขึ้นไปเรื่อยๆไม่ตกต่ำ แค่นี้ก็สุขใจมากพอแล้ว

ในยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร ยุคแห่งอินเตอร์เนต ยุคแห่งโลกเสมือน คนสามารถใช้ชีวิต สันทนาการ ติดต่อสื่อสาร และทำงานได้ทุกที่ เหมือนอย่างที่ผมได้เขียนไว้ในบทความ “ประวัติย่นย่อของ โลกเสมือน” รูปแบบครอบครัวเดี่ยวในยุคนี้อาจจะเปลี่ยนโฉมหน้าและวิวัฒนาการไปอีกขั้นก็เป็นได้

สงกรานต์ปีหน้า ผมอาจจะไม่สามารถออกเดินในตลาด ถนนสายหลัก หรือแหล่งชุมชน โดยปราศจากซองกันน้ำใส่มือถือ รวมถึงเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มและรอยแป้งขาวที่เต็มตัวเต็มหน้า พร้อมรอยยิ้มที่สนุกสนานที่กลับมาสู่สังคมไทยอีกครั้ง การได้สาดน้ำเย็นสดชื่นเติมเต็มวันสงกรานต์ให้สมบูรณ์อย่างที่มันควรจะเป็น และเช่นเดียวกัน หากในสังคมไทยยังไร้ผู้ซึ่ง กล้าคิดกล้าตั้งคำถามแบบ วิพากษ์-วิจารณ์ (Critical Thinking) ต่อให้มีน้ำอมฤต จากการกวนเกษียรสมุทร มาประพรม สังคมก็ยังจะเดินสับสนวนเวียนอยู่ในเขาวงกตแห่งความคิดผิดเพี้ยนและบิดเบี้ยวอยู่นั่นเอง / JPW

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...