โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยานยนต์

Toyota C-HR+ ใหม่ ไฟฟ้าล้วน 100% แบตวิ่งไกล 600 กม.

สยามคาร์ - Siamcar

เผยแพร่ 12 มี.ค. 2568 เวลา 09.51 น. • ทีมข่าวสยามคาร์
Toyota C-HR+ ใหม่ ไฟฟ้าล้วน 100% แบตวิ่งไกล 600 กม.

Toyota C-HR+ ใหม่ ไฟฟ้าล้วน 100% แบตวิ่งไกล 600 กม.

Toyota เผยว่า C-HR+ เป็น “Core Model” ในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัท และเป็นก้าวสำคัญในตลาด SUV ไฟฟ้าขนาดกะทัดรัดที่กำลังได้รับความนิยม

Toyota C-HR+ เคยถูกคาดการณ์ว่าจะใช้ชื่อ bZ3X และได้รับแรงบันดาลใจจากรถต้นแบบ bZ Compact SUV ที่เปิดตัวในปี 2022 โดยยังคงดีไซน์แบบสปอร์ต เช่น หลังคาลาดยาว และกระโปรงหน้าที่ยาวขึ้น

Toyota C-HR+ 2025 ขุมพลังไฟฟ้าล้วน 100% พร้อมมอเตอร์กำลังสูงสุด 343 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. เพียง 5.2 วินาที แบตเตอรี่ขับขี่ไกลสุด 600 กม. ต่อชาร์จ (ตัวเลขประมาณการณ์ตามมาตรฐาน WLTP) เปิดตัวก่อนขายจริงที่ยุโรปปีนี้

Toyota C-HR+ ถูกพัฒนาเป็น C-SUV ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วน ถูกเปิดตัวเป็นครั้งแรกในโลกที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ควบคู่ไปกับ Urban Cruiser และ bZ4X รุ่นปรับปรุงใหม่ โดยโตโยต้าระบุว่าการเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นกลยุทธ์การทำตลาดเอสยูวีไฟฟ้าครบทุกเซกเมนต์ ตั้งแต่ B-SUV (Urban Cruiser), C-SUV (C-HR+) ไปจนถึง D-SUV (bZ4X)

ดีไซน์ภายนอกของ Toyota C-HR+ มีความแตกต่างไปจากรุ่น C-HR เครื่องยนต์ไฮบริดตั้งแต่ด้านหน้าจดด้านท้าย โดยมีการปรับดีไซน์ไฟหน้า กระจังหน้า และกันชนหน้าใหม่ทั้งหมด ขณะที่ดีไซน์ตัวถังตั้งแต่เสา B-pillar ไปจนถึงด้านท้ายก็มีการออกแบบใหม่เช่นเดียวกัน โดยยังคงแนวทางออกแบบสไตล์คูเป้เอาไว้

ตัวถังของ C-HR+ มีขนาดความยาวตลอดคัน 4,520 มม. เพิ่มขึ้นจากรุ่นไฮบริด 160 มม. ความยาวฐานล้อ 2,750 มม. เพิ่มขึ้น 110 มม. ขณะที่ห้องโดยสารมีขนาดกว้างขวางเทียบได้กับ C-SUV พร้อมห้องเก็บสัมภาระท้ายขนาด 416 ลิตร

ภายในห้องโดยสารมีการออกแบบแผงคอนโซลแตกต่างไปจากรุ่นไฮบริด มาพร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 14 นิ้วเป็นมาตรฐานตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น มีระบบนำทางที่สามารถเลือกเส้นทางที่เหมาะสมสำหรับการแวะสถานีชาร์จ ขึ้นอยู่กับปริมาณแบตเตอรี่และระยะทางขับขี่คงเหลือ รองรับการเชื่อมต่อแอปพลิเคชัน MyToyota เพื่อเช็กสถานะต่างๆ บนสมาร์ทโฟนได้

พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังมีขนาด 416 ลิตร ซึ่งถือว่าน้อย เมื่อเทียบกับคู่แข่ง และรถรุ่นนี้มีฟีเจอร์ภายในที่โดดเด่น ได้แก่

- แท่นชาร์จสมาร์ตโฟนไร้สาย 2 ตำแหน่ง
- ระบบควบคุมอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
- หลังคากระจกพาโนรามา

Toyota C-HR+ ยังถูกติดตั้งที่ชาร์จไร้สาย 2 ตำแหน่ง พร้อมช่องจ่ายไฟแบบ USB สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง เพิ่มเติมด้วยปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศตอนหลัง และหลังคากระจกพาโนรามิกช่วยเพิ่มความโปร่งโล่งภายในห้องโดยสาร

แบตเตอรี่ของ Toyota C-HR+ มีให้เลือก 2 ขนาด ได้แก่ ขนาด 57.7 kWh และขนาด 77 kWh พร้อมระบบขับเคลื่อนที่เลือกได้ทั้งมอเตอร์เดี่ยวขับเคลื่อนล้อหน้า (FWD) และมอเตอร์คู่ขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD)

รุ่น FWD ถูกติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 167 แรงม้า (HP) จับคู่กับแบตเตอรี่ขนาด 57.7 kWh หรือหากเลือกแบตเตอรี่ขนาด 77 kWh จะได้มอเตอร์ไฟฟ้าที่มีกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 224 แรงม้า (HP)

รุ่น AWD ถูกติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าจำนวน 2 ตัว กำลังสูงสุดถึง 343 แรงม้า (HP) สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 5.2 วินาที แบตเตอรี่มีเฉพาะขนาด 77 kWh เท่านั้น

ระบบส่งกำลังและแบตเตอรี่
C-HR+ ใช้แพลตฟอร์ม e-TNGA เช่นเดียวกับรุ่น bZ4X และมาพร้อมตัวเลือกแบตเตอรี่ 2 ขนาด ได้แก่ 57.7kWh และ 77.0kWh วิ่งได้ไกลสุด 373 ไมล์ หรือประมาณ 600 กม. ตามมาตรฐาน WLTP ในรุ่นมาตรฐานรองรับการชาร์จ AC ที่ 11kW มาตรฐาน และรุ่นท็อปรองรับการชาร์จ AC ที่ 22kW สำหรับการชาร์จเร็ว DC สูงสุดที่ 150kW

ระบบขับเคลื่อน และสมรรถนะ
C-HR+ มีตัวเลือกระบบขับเคลื่อน 2 แบบ ได้แก่ ขับเคลื่อนล้อหน้า (FWD) และขับเคลื่อน 4 ล้อ (AWD) ซึ่งมีเฉพาะในรุ่นแบตเตอรี่ 77kWh

โตโยต้าระบุว่า C-HR+ มีระยะทางขับขี่คาดการณ์สูงสุดราว 600 กม. ต่อการชาร์จแต่ละครั้งตามมาตรฐาน WLTP (ขึ้นอยู่ขนาดมอเตอร์และแบตเตอรี่) และรองรับการชาร์จด่วนกระแสตรง (DC) กำลังสูงสุด 150 kW

นอกจากนี้ โตโยต้ายังระบุด้วยว่า C-HR+ จะยังคงมอบคุณภาพ ความทนทาน และความน่าเชื่อถือ (QDR หรือ Quality, Durability และ Reliability) ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์มาอย่างยาวนาน ผ่านการรับประกันแบตเตอรี่นาน 10 ปี หรือระยะทาง 1,000,000 กม. ขึ้นอยู่กับระยะใดถึงก่อน

Toyota C-HR+ มีกำหนดเริ่มวางจำหน่ายในบางประเทศของยุโรปช่วงปลายปี 2568 ก่อนจะขยายทั่วภูมิภาคยุโรปตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป

Toyota เผยว่ารถรุ่นนี้ถูกออกแบบให้ “ขับสนุก” ด้วยโครงสร้างตัวถังที่แข็งแรง ระบบกันสะเทือนที่ปรับแต่งเป็นพิเศษ และเหล็กกันโคลงที่แข็งขึ้น รวมถึงพวงมาลัยที่ตอบสนองได้ดี ซึ่งเป็นจุดแตกต่างจากรุ่น bZ4X โดยรายละเอียดเพิ่มเติมของรถรุ่นที่วางจำหน่ายในสหราชอาณาจักรจะเปิดเผยให้ทราบช่วงใกล้วันเปิดตัวภายในปีนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...