โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

1 ปีกับภารกิจ กบข. สร้าง Freedom For Living

การเงินธนาคาร

อัพเดต 18 มี.ค. 2568 เวลา 11.14 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. 2568 เวลา 03.25 น.

“1 ปีที่ผ่านมา ได้รับการสนับสนุนที่ดีจากคณะกรรมการ สมาชิก กบข. และพนักงาน ซึ่งการสนับสนุนจากทั้ง 3 เสาหลัก เป็นแรงผลักดันไปสู่เป้าหมาย ทำให้สมาชิก กบข. เกษียณมีสุข หรือมี Freedom For Living”

1 ปีที่ผ่านมา เป็นการทำงานที่สนุกและสบายใจ เพราะคณะกรรมการให้การสนับสนุนในการทำงานอย่างเต็มที่ คนในองค์กรพร้อมร่วมมือ กบข. นับว่าเป็นองค์กรที่เต็มไปด้วยพลัง มีความท้าทาย และพร้อมเปิดกว้างให้พนักงานได้แสดงความคิดเห็นในการทำงาน เพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่จะทำให้สมาชิก กบข. มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถเกษียณได้อย่างมีความสุข Freedom for living

ครบ 1 ปีเต็มที่ ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เข้าปฏิบัติหน้าที่ เลขาธิการของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) คนที่ 7 ตามที่คณะกรรมการ กบข. มีมติเลือกให้ดำรงตำแหน่งนี้ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา

ด้วยประสบการณ์ด้านการบริหารการเงิน การคลัง และการลงทุน ที่ตรงกับภารกิจของ กบข. ทำให้ ทรงพลรับหน้าที่เดินหน้าภารกิจมุ่งสู่เป้าหมายการดำเนินงานที่จะพัฒนาองค์กรให้เป็นกองทุนที่มีความมั่งคั่ง สร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่สมาชิก กบข. และยังเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างฐานกองทุนไทยให้มีความมั่นคงและยั่งยืน

“1 ปีที่ผ่านมา ได้รับการสนับสนุนที่ดีจากคณะกรรมการสมาชิก กบข. และพนักงาน ซึ่งการสนับสนุนจากทั้งสามเสาหลักเป็นแรงผลักดันไปสู่เป้าหมาย ทำให้สมาชิก กบข. เกษียณมีสุข หรือมี Freedom For Living”

กบข. ไม่ใช่ “นักเก็งกำไร” แต่มุ่งสร้างผลตอบแทน

ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า กบข. มีหน้าที่ดูแลสมาชิก 1.2 ล้านคน และบริหารสินทรัพย์ที่อยู่ในการดูแล 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นเงินกองทุนส่วนของสมาชิก กบข. ราว 500,000 ล้านบาท

โดยเงินกองทุนส่วนของสมาชิก ประกอบด้วยเงินสะสม คือเงินออมของสมาชิกที่ส่วนราชการนำส่งทุกเดือน และ กบข. นำเงินสะสมเข้าบัญชีเงินรายบุคคลของสมาชิก ปัจจุบันกฎหมายกำหนดอัตราเงินสะสมขั้นต่ำ 3% ของเงินเดือน และสมาชิกสามารถออมเพิ่มตามความสมัครใจได้ 1-27% ของเงินเดือน เมื่อรวมกับเงินสะสมขั้นต่ำต้องไม่เกิน 30% ของเงินเดือน และยังมีเงินส่วนที่ภาครัฐนำส่งสมทบ ได้แก่ เงินสมทบ 3% และเงินชดเชย 2%

ส่วนเงินกองสำรองของราชการอีกราว 900,000 ล้านบาทซึ่งคือ เงินที่รัฐจัดสรรเงินงบประมาณรายจ่ายของรัฐส่งเข้าบัญชีเงินสำรองที่ กบข. เพื่อเป็นหลักประกันสำหรับการจ่ายบำเหน็จบำนาญให้แก่ข้าราชการ ในกรณีเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจของประเทศรัฐอาจตราพระราชกฤษฎีกาสั่งให้ กบข. นำเงินสำรองส่งกลับคืนเป็นรายได้แผ่นดินเพื่อรัฐนำไปจ่ายบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

ทั้งนี้ กบข. มุ่งเน้นเรื่องความมีวินัยในการลงทุนและการจัดสรรสินทรัพย์ที่ลงทุน ซึ่งความเสี่ยงของสินทรัพย์ที่ลงทุนเป็นเรื่องที่สำคัญ สะท้อนจากปี 2567 ที่เผชิญปัจจัยเสี่ยงหลายด้านเป็นปีที่ตลาดมีความผันผวนค่อนข้างมากทั้งเรื่องการลงทุนและค่าเงินบาท อันมาจากเรื่องความขัดแย้งในภูมิรัฐศาสตร์ในหลายขั้วของโลกและเป็นปีที่หลายประเทศมีการเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งที่มีผลต่อเศรษฐกิจและการลงทุนค่อนข้างมากคือ การเลือกตั้งใหญ่ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา

โดยในปี 2568 กบข. จะมุ่งเป้าหมายด้านบริหารสินทรัพย์เพื่อสร้างการลงทุนที่มีผลตอบแทนที่เหมาะสม ซึ่ง กบข. ประเมินเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัวที่ 2.10% ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) อาจปรับลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ ด้านเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะขยายตัวในช่วง 2.4-2.8%

จากแนวโน้มดังกล่าว กบข. มีมุมมองเชิงบวกต่อสินทรัพย์กลุ่มเติบโต โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนในหุ้นตลาดพัฒนาแล้ว พร้อมกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้เพื่อลดความผันผวน ขณะเดียวกัน ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจ แต่ต้องลงทุนอย่างระมัดระวัง

ขณะเดียวกัน กบข. ยังคงติดตามปัจจัยเสี่ยงจากนโยบายการคลังและภาวะเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด พร้อมปรับกลยุทธ์การลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและยั่งยืนให้แก่สมาชิก โดย กบข. ไม่ได้เป็นนักเก็งกำไร จึงต้องบริหารเงินให้เงินต้นอยู่ครบไปพร้อมกับการสร้างผลตอบแทน แบบนักลงทุนระยะปานกลางและระยะยาว ไม่ใช่การลงทุนแบบซื้อเช้าขายเย็น โดยต้องบริหารพอร์ตลงทุนให้มีความทนทานต่อความเสี่ยง

“กบข. ไม่ใช่นักเก็งกำไร มีหน้าที่ในการบริหารเงิน สร้าง*ผลตอบแทน เพื่อให้สมาชิกเกษียณอย่างมีสุข ซึ่งหมายถึงเงินก้อนของ สมาชิกที่จะได้รับเมื่อเกษียณอายุราชการ แล้ว ซึ่งเงินก้อนนี้จะต้องดูแลภายใต้ผลตอบแทนที่เหมาะสม หากเงินก้อนนี้เก็บเอาไว้โดยไม่มีผลตอบแทนก็จะมีปัญหาเงินไม่พอ แต่หากไปลงทุนที่มีความเสี่ยงมากเกินไป ก็จะผิดวัตถุประสงค์ของการบริหารจัดการ”*

อย่างไรก็ดี นิยามคำว่าสินทรัพย์เสี่ยงในปัจจุบันกับอดีตแตกต่างกัน จากเดิมการใช้สินทรัพย์ที่มี Rating มาแยกระหว่างสินทรัพย์เสี่ยงกับสินทรัพย์มั่นคงอาจจะไม่สะท้อนบริบทในปัจจุบัน ดังนั้น ในปี 2567 กบข. ได้เริ่มนิยามสินทรัพย์ใหม่ (Redefinition) โดยแบ่งเป็นสินทรัพย์ที่สร้างการเติบโต (Growth Asset) เช่น หุ้น, สินทรัพย์ทางเลือกบางประเภท และ สินทรัพย์ที่รองรับความเสี่ยง (Defensive Asset) เช่น พันธบัตร, ตราสารหนี้ ซึ่งการจัดการและผลตอบแทนของสองสินทรัพย์จะไม่เหมือนกันจึงต้องมีการดำเนินการบริหารให้เหมาะสม

“กบข. ยึดหลักในการวางกลยุทธ์จัดสรรสินทรัพย์แบบกระจายการลงทุนมาโดยตลอด (Strategic Asset Allocation) การทบทวนเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำ ซึ่งเป็นเรื่องดีที่ กบข. มีตัวเลือกในการลงทุนที่ค่อนข้างหลากหลาย จึงสามารถจัดสรรการลงทุนให้เหมาะสมเพื่อบรรลุเป้าหมายได้”

อย่างไรก็ดี การเลือกสินทรัพย์ที่จะลงทุนเป็นเรื่องสำคัญ กบข. จึงมีหลักการด้านความยั่งยืน (ESG) คือการนำปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล มาพิจารณาการลงทุนที่ต้องมีความเหมาะสมในการดำเนินการ ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์เดียวกันที่ใช้ในการลงทุนทั่วโลก เป็นเหมือนเกราะคุ้มครองการลงทุนแบบหนึ่ง โดยสัดส่วนการลงทุนในแต่ละสินทรัพย์หรือแต่ละแห่งจะไม่เท่ากัน สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย กบข. มีทั้งการซื้อและการขาย ในปี 2567 มีการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทยด้วย แต่การลงทุนของ กบข. จะไม่ได้ลงทุนในด้านดัชนี แต่จะพิจารณาหุ้นในอุตสาหกรรมที่เหมาะสม

“ในปีที่ผ่านมา กบข. มีการปรับ Benchmark การลงทุนในหุ้นไทย จากเดิมเคยใช้ SET50 ได้ปรับเป็น SET50 Free Float เพราะมองว่าเพียง SET50 อาจจะไม่สะท้อนสภาพคล่องของตัวหุ้นทั้งหมด ทั้งนี้ การลงทุนในหุ้น เป็นการลงทุนในบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่ กบข. มีการลงทุนในหุ้นนอกตลาดด้วย ซึ่งเป็นทางเลือกในการบริหารสินทรัพย์ที่ดีมากเช่นกัน”

ทรงพลกล่าวอีกว่า ปัจจุบัน กบข. มีแผนให้สมาชิกได้เลือกในการจัดสรรการลงทุนอยู่ 12 แผน โดยสมาชิกที่เข้าใหม่เมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา หากไม่เลือกแผนการลงทุนเอง เงินของกลุ่มนี้จะเข้าสู่ “แผนสมดุลตามอายุ” โดยอัตโนมัติ ที่เป็นการจัดสรรการลงทุนแบบอายุน้อยจะลงทุนในสินทรัพย์ที่เติบโตสูงมากกว่า แต่หากอายุสมาชิกมากกว่า 51 ปี จะปรับสัดส่วนของสินทรัพย์ที่เติบโตสูงลดลง และเพิ่มสินทรัพย์รองรับความเสี่ยงมากขึ้น โดยเป็นการปรับสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะกับช่วงอายุของสมาชิกโดยอัตโนมัติ

ซึ่งการบริหารลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ดี เพราะหากมองในเรื่องผลตอบแทนในปีที่ผ่านมาถือว่าทำได้ดี อาจจะไม่ได้กำไรสูงสุด แต่ไม่เสียหายและได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม โดย กบข. ยังมีทางเลือกในการลงทุนให้กับสมาชิก เช่น ทองคำ แม้ทองคำอาจจะไม่ใช่สินทรัพย์ที่ใช้ปิดความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อ แต่ทองคำเป็นโลหะมีค่าที่สามารถใช้ป้องกันความเสี่ยงได้หลายกรณี แม้ทองคำจะไม่มีดอกเบี้ยแต่มีมูลค่าที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ สมาชิกที่ลงทุนในทองคำต้องมีความเข้าใจและรับความเสี่ยงที่อาจจะขาดทุนได้ โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา กบข. ได้ขยายเพดานสัดส่วนลงทุนในแผนทองคำ เป็น 25% จากเดิมสมาชิกลงทุนในแผนทองคำได้ 10% ของเงินในบัญชีเงินรายบุคคลของสมาชิก นอกจากนี้ ได้เปิดแผนการลงทุนให้สมาชิกสามารถลงทุนในกองทุนรวมวายุภักษ์ได้ด้วย เป็นการเพิ่มตัวเลือกในการลงทุนของสมาชิกให้หลากหลายมากกว่าเดิม

“การไม่เลือกแผนก็เป็นความเสี่ยง การไม่ออมเพิ่มก็เป็นความเสี่ยง อยู่เฉยๆ ก็เป็นความเสี่ยง เพราะฉะนั้น สมาชิกต้องมองให้เป็นเรื่องที่สำคัญ ทุกวันนี้สมาชิกเรียนรู้มากขึ้น แต่ยังมีเรื่องราวให้เรียนรู้ได้มากกว่านี้ โดย กบข. จะส่งเสริมความรู้ในการลงทุนต่อเนื่อง และอยากเห็นสมาชิกมีการลงทุนในแผนสมดุลตามอายุให้มากขึ้น”

ณ สิ้นปี 2567 กบข. มีขนาดกองทุนใหญ่ขึ้น 1.06 แสนล้านบาท รวมมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (รวมเงินสำรอง) ที่ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท สามารถสร้างผลตอบแทนแผนสมดุลตามอายุ (สัดส่วนใหม่) 8.93% แผนทองคำ 24.67% แผนหลัก 3.73% ซึ่ง กบข. สามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมายผลตอบแทนการลงทุนระยะยาวชนะอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 10 ปีย้อนหลัง บวก 2%

ทรงพลกล่าวด้วยว่า ปีที่ผ่านมาพบว่ามีสมาชิกที่ออมเพิ่มกับ กบข. มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มข้าราชการคนรุ่นใหม่ อย่างไรก็ดี แม้สมาชิกที่อยู่กับ กบข. จะมีความเข้าใจมากขึ้น แต่คำว่าเข้าใจ ไม่ได้หมายความว่า สมาชิกจะต้องเข้าใจ กบข. แต่หมายถึง กบข. ต้องเข้าใจสมาชิกด้วย

“ความสัมพันธ์ระหว่าง กบข. กับสมาชิก คือต้องเป็นพาร์ตเนอร์ ที่ช่วยคิด เราต้องคิดเผื่อ คิดตาม คิดแทน หากทำได้แบบนั้น เชื่อว่าจะเป็นต้นแบบจุดประกายให้องค์กรอื่นๆ อยากทำให้ได้แบบนี้ เป็นการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกกับองค์กรให้เป็นความสัมพันธ์ที่ดี”

มุ่งสู่เป้าหมาย

สร้างเกษียณมีความสุข

ทรงพลกล่าวอีกว่า กบข. มีแอปพลิเคชันที่ชื่อว่า My GPF Applicationเป็นตัวช่วยเรื่องการลงทุน ซึ่งได้รับความสนใจค่อนข้างมาก ปัจจุบัน มีสมาชิกที่ใช้งานแอปฯ นี้กว่า 989,000 ราย จากสมาชิกที่มีอยู่กว่า 1.2 ล้านราย ซึ่งเป็นจำนวนที่ค่อนข้างมาก โดยในแอปพลิเคชันมีสิ่งดึงดูดให้ใช้งานได้มากกว่าเรื่องการดูยอดเงินของตัวเอง

โดยหนึ่งในฟังก์ชั่นของแอปพลิเคชันคือ My GPF & My GPF Twins ที่สามารถทดลองวางแผนเงิน ณ เกษียณเพื่อให้เตรียมพร้อม เช่น หากต้องใช้ชีวิตหลังเกษียณอีก 10-20 ปีข้างหน้า ต้องใช้เงินเท่าไหร่ และนำเงินลงทุนที่มีอยู่มาเทียบว่าเพียงพอหรือไม่ และยังสามารถทดลองปรับอัตราออมเพิ่มหรือเลือกแผนการลงทุนเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายเงิน ณ เกษียณที่ตั้งไว้ได้

+ทั้งนี้ ตามหลักการแล้ว เงินหลังเกษียณของสมาชิก กบข. จะมาจาก 2 แหล่ง คือ +

  • เงินบำนาญจากกรมบัญชีกลาง โดยสมาชิกจะได้รับเงินบำนาญเฉลี่ย 35,311 บาท/เดือน หรือคิดเป็นเงินก้อนประมาณ 6.97 ล้านบาท ซึ่งคำนวณจากสมมติฐานกรณีสมาชิกมีอายุขัย 80 ปี และคาดการณ์มูลค่าเงินบำนาญรายเดือนปัจจุบันในอนาคต
  • เงินก้อนจาก กบข. เฉลี่ย 1.33 ล้านบาท เมื่อรวมทั้ง 2 แหล่ง สมาชิกจะได้รับเงินทั้งหมดประมาณ 8.30 ล้านบาท ซึ่งเงินก้อน กบข. คิดเป็นราว 16% จากเงินเกษียณทั้งหมด

ดังนั้น เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายหลังเกษียณต่อเดือน ภายใต้สมมติฐานเพิ่มเติม ดังนี้ คาดการณ์ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 2% ต่อปี อัตราผลตอบแทนหลังเกษียณ 2.60% ไม่มีภาระหนี้สินและค่าเช่าที่อยู่อาศัย หากสมาชิกต้องการใช้จ่ายต่อเดือนในระดับพื้นฐาน คือ 26,142 บาท จะต้องมีเงิน ณ วันเกษียณประมาณ 6.22 ล้านบาท หากต้องการใช้จ่ายต่อเดือนในระดับดี คือ 36,255 บาท จะต้องมีเงิน ณ วันเกษียณประมาณ 8.63 ล้านบาท และสำหรับระดับดีมาก ค่าใช้จ่ายต่อเดือน คือ 58,247 บาทจะต้องมีเงิน ณ วันเกษียณประมาณ 13.85 ล้านบาท

“กบข. ได้ศึกษาความเพียงพอในช่วงเกษียณของสมาชิก กบข. โดยพบว่า 82% จากสมาชิก 1.2 ล้านราย มีโอกาสที่จะไม่บรรลุเป้าหมายความเพียงพอในช่วงเกษียณในระดับดี ปัจจัยหลักมาจากอายุขัยเฉลี่ยที่ยืนยาวขึ้นถึง 80 ปี หนี้สินเฉลี่ยของสมาชิกวัยใกล้เกษียณ (55-60 ปี) สูงถึง 1.95 ล้านบาทต่อคนและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2% ต่อปี”

ทรงพลกล่าวอีกว่า การเพิ่มโอกาสที่จะให้สมาชิกบรรลุเป้าหมายความเพียงพอในช่วงเกษียณจากพื้นฐานเป็นระดับดี กบข.จะต้องสนับสนุนให้สมาชิกมีการออมเพิ่มและเปลี่ยนแผนการลงทุนไปสู่แผนสมดุลตามอายุ พร้อมเสริมทักษะการเงิน ให้รู้จักวางแผนการเงิน เพื่อให้สมาชิกสามารถจัดสวัสดิการทั้งการลดรายจ่ายและลดภาระหนี้ได้

“จากการสำรวจความต้องการของสมาชิก กบข. พบว่า สิ่งที่ต้องการคือ ไม่มีหนี้ มีเงินใช้ ไม่เจ็บป่วย ซึ่งเป็นเป้าหมายพื้นฐานที่ทุกคนต้องการ เพราะเมื่อไม่มีหนี้ก็จะนอนหลับ มีเงินใช้ก็จะมีความสุข และไม่เจ็บป่วยก็จะไม่มีภาระในการรักษา”

ศึกษาโอกาสลงทุน

รูปแบบ Senior Housing

ทรงพลกล่าวอีกว่า สมาชิก กบข. ต้องการทางเลือกใหม่ๆ ในการรับผลตอบแทน ทั้งในรูปตัวเงิน (Financial) และที่ไม่ใช่ตัวเงิน (Non-Financial) นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายอีกเรื่องที่สมาชิกอยากได้และต้องตีโจทย์ไปด้วยกัน คือ การเตรียมพร้อมรับสังคมสูงวัยแบบตัวคนเดียวมากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นความท้าทายของสังคมไทยในอีก 20 ปีข้างหน้า เพราะในอนาคตโจทย์ ในองค์รวมของประเทศจะเป็นการดูแลสังคมสูงวัยที่อยู่คนเดียว และคาดว่าเรื่องนี้จะเห็นความท้าทายมากขึ้นใน 3-5 ปีข้างหน้านี้แล้ว

โดยหนึ่งในการสร้างผลตอบแทนแบบ Non-Financial ที่ กบข.กำลังศึกษาคือ เรื่อง Senior Housing หรือที่พักสำหรับคนสูงวัย เพราะ กบข. มีการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์อยู่แล้ว หากมีการลงทุนที่สามารถแก้ปัญหาสังคมพร้อมได้ผลตอบแทนก็เป็นทางเลือกให้สมาชิกสามารถร่วมลงทุนได้ และตอบปัญหาสังคมไปด้วย

โดยในต่างประเทศ Senior Housing มี 2 รูปแบบคือ Free Living ที่วัยเกษียณสามารถอยู่ด้วยตัวเองได้ ยังสามารถดูแลตัวเองได้จนกว่าถึงช่วงชีวิตที่ต้องมีคนดูแล เช่นที่เห็นในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และรูปแบบที่ 2 คือAssisted Living เป็นที่พักในรูปแบบที่วัยเกษียณต้องการคนดูแลด้วย

ซึ่งในต่างประเทศจะแตกต่างกับประเทศไทย เพราะมีวัยเกษียณที่แข็งแรงเยอะกว่าต้องนอนเตียง โดยในไทยจะสลับข้างกัน เพราะคนไทยแม้จะอายุยืน แต่เป็นการอายุยืนที่ไม่ค่อยแข็งแรง ซึ่งในเรื่องสังคมสูงวัยเป็นโจทย์ที่ไม่อาจเลี่ยงได้ อย่างไรก็ดี เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่สามารถเห็นผลได้ในระยะเวลาอันสั้นต้องใช้เวลาในการศึกษา

ขณะเดียวกัน กบข. มีแนวคิดที่จะช่วยให้สมาชิกวัยเกษียณเพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่าย โดยได้เริ่มโครงการ GPF Hackathon ภายใต้หัวข้อ “Freedom For Living - สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อมีชีวิตบั้นปลายที่มั่นคง” เพื่อค้นหาแนวทางใหม่ๆ ทั้งด้านบริการและเทคโนโลยี ที่มีความเหมาะสมมาช่วยแก้ไขปัญหาด้านการเงิน การวางแผนชีวิตหลังเกษียณ และสามารถช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของสมาชิก กบข. ในอนาคต

1 ปีที่ผ่านมา เป็นการทำงานที่สนุกและสบายใจเพราะคณะกรรมการให้การสนับสนุนในการทำงานอย่างเต็มที่ คนในองค์กรพร้อมร่วมมือ และยังมีอีกหลายเรื่อง ที่ต้องทยอยทำ ซึ่งเรียกว่ามีการจัดบ้านเพื่อให้องค์กรมีโครงสร้างการบริหารที่เหมาะสม และหลังจากนี้จะเริ่มเดินหน้าสร้างทีมงานเพิ่มเติม พร้อมเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามาเรียนรู้ ทั้งด้านการลงทุน ด้านสมาชิก และด้านอื่นๆ กบข. นับว่าเป็นองค์กรที่เต็มไปด้วยพลัง มีความท้าทาย และพร้อมเปิดกว้างให้พนักงานได้แสดงความคิดเห็นในการทำงาน เพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่จะทำให้สมาชิก กบข. มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถเกษียณได้อย่างมีความสุข “Freedom for living”

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนมีนาคม 2568 ฉบับที่ 515 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...