โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กลไกป้อนกลับของโลกร้อน

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 19 มี.ค. 2568 เวลา 02.19 น. • เผยแพร่ 19 มี.ค. 2568 เวลา 02.19 น.

Multiverse | บัญชา ธนบุญสมบัติ

www.facebook.com/buncha2509

กลไกป้อนกลับของโลกร้อน

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้นในบรรยากาศชั้นโทรโพสเฟียร์ อย่างไรก็ดี ระบบภูมิอากาศโลกมีกลไกป้อนกลับ (climate feedback) หลายรูปแบบที่อาจช่วยเร่งหรือหน่วงการเพิ่มอุณหภูมิเฉลี่ยของบรรยากาศชั้นดังกล่าว

กลไกป้อนกลับหลักๆ มีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง 4 อย่าง ได้แก่ ไอน้ำ หิมะและน้ำแข็ง เมฆ และวัฏจักรคาร์บอน ลองมาดูกันทีละอย่างครับ

ไอน้ำ

ไอน้ำเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีมากที่สุด คือ คิดเป็น 2 ใน 3 ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด อาจกล่าวแบบง่ายๆ ว่าเมื่อโลกร้อนขึ้น บรรยากาศก็จะมีปริมาณไอน้ำมากขึ้นด้วย จึงกลับไปซ้ำเติมให้โลกร้อนยิ่งขึ้นไปอีก ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า กลไกการป้อนกลับแบบบวก (positive feedback)

น่ารู้ด้วยว่าไม่เพียงแค่ไอน้ำที่อยู่ในบรรยากาศชั้นโทรโพสเฟียร์ซึ่งอยู่ติดผิวโลกเท่านั้นที่มีผลต่อภาวะโลกร้อน แต่ไอน้ำในบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ซึ่งอยู่สูงขึ้นไปก็สามารถส่งผลกระทบได้ด้วยเช่นกัน!

ในปี ค.ศ.2010 ทีมวิจัยนำโดยซูซาน โซโลมอน (Susan Solomon) นักวิทยาศาสตร์อาวุโสของ NOAA (National Oceanic and Atmospheric Administration) พบว่าหลังปี ค.ศ.2000 บรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์มีปริมาณไอน้ำลดลง ซึ่งอาจใช้อธิบายได้ว่าเหตุใดโลกจึงร้อนขึ้นด้วยอัตราที่ช้ากว่าในช่วงทศวรรษที่ 1980 และ 1990 (ซึ่งชั้นสตราโตสเฟียร์มีปริมาณไอน้ำมากกว่า)

นิตยสาร Scientific American ฉบับเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.2021 เน้นย้ำความสำคัญของไอน้ำในบรรยากาศ โดยนำขึ้นปกและตั้งชื่อว่า Vapor Storms หากสนใจสามารถอ่านได้ที่

https://www.scientificamerican.com/article/vapor-storms-are-threatening-people-and-property/

หรืออาจฟัง Thai PBS Podcast ที่ผมสรุปและเล่าไว้ได้ที่

https://www.thaipbspodcast.com/podcast/tracks/18041/EP.+489%3A+Vapor+storm+เมื่อ+”ไอน้ำ”+คืออีกหนึ่งตัวการสำคัญที่ทำให้สภาพภูมิอากาศโลกแปรปรวน หรือค้นเว็บด้วยคำว่า ‘vapor storms podcast’

หิมะและน้ำแข็ง

ทั้งหิมะและน้ำแข็งสามารถสะท้อนรังสีจากดวงอาทิตย์ได้ดี เช่น หากรังสีจากดวงอาทิตย์ 100% ตกกระทบหิมะ ก็จะสะท้อนกลับถึง 90% หากตกกระทบน้ำแข็ง ก็จะสะท้อนกลับราว 50%

แต่หากแสงอาทิตย์ตกกระทบผิวน้ำทะเล ก็จะสะท้อนกลับเพียง 6% ส่วนอีก 94% จะถูกน้ำทะเลดูดกลืนเอาไว้

สัดส่วนพลังงานรังสีที่สะท้อนกลับต่อรังสีตกกระทบ เรียกว่า แอลบีโด (albedo) และอาจใช้สัญลักษณ์ ดังแสดงในแผนภาพ

เมื่อโลกร้อนขึ้น หิมะและน้ำแข็งละลายมากขึ้น ผลก็คือรังสีสะท้อนกลับสู่อวกาศน้อยลง หรือถูกบรรยากาศขงโลกดูดกลืนเอาไว้มากขึ้น เกิดกลไกป้อนกลับแบบบวกซ้ำให้โลกร้อนยิ่งขึ้นไปอีก

น่ารู้ด้วยว่าหิมะสดใหม่มีค่าแอลบีโดสูงมาก จึงสามารถสะท้อนรังสีจากดวงอาทิตย์ได้ดี คือ 90% หรือมากกว่า แต่หิมะเก่า สกปรก หรือเปียกชื้น จะมีค่าแอลบีโดลดลง ส่วนค่าแอลบีโดของน้ำแข็งก็ขึ้นอยู่กับสภาพของน้ำแข็ง เช่น น้ำแข็งที่สะอาดและเรียบจะสะท้อนแสงได้ดีกว่าน้ำแข็งที่สกปรกและขรุขระ

เมฆ

หากมองจากที่สูงลงมา เมฆจะช่วยสะท้อนรังสีกลับสู่อวกาศ แต่ในขณะเดียวกัน หากเรามองจากพื้น รังสีต่างๆ ที่ปลดปล่อยออกไปจากพื้น (โดยเฉพาะรังสีอินฟราเรด) จะถูกเมฆกีดขวางและเก็บกักเอาไว้ในบรรยากาศด้วย นั่นคือ เมฆทำหน้าที่คล้ายก๊าซเรือนกระจก

จากการศึกษาพบว่า เมฆแต่ละสกุลจะส่งผลต่อโลกร้อนต่างกัน เช่น เมฆสเตรโตคิวมูลัส (Stratocumulus) ซึ่งเป็นเมฆก้อนที่แผ่ตัวออกไปในแนวระดับและอยู่ระดับต่ำ จะสะท้อนรังสีได้ดีมาก แต่ไม่ค่อยมีผลกระทบต่อภาวะเรือนกระจก ผลก็คือเมฆสเตรโตคิวมูลัสมีแนวโน้มทำให้โลกเย็นลง

เมฆซีร์รัส (Cirrus) ซึ่งเป็นเมฆน้ำแข็งอยู่ระดับสูง จะสะท้อนรังสีไม่ดีนัก (เพราะมักจะมีลักษณะบาง) แต่ผลกระทบด้านเรือนกระจกมีมาก คือ เก็บกักรังสีความร้อนได้ดี ดังนั้น เมฆสกุลนี้จึงมีแนวโน้มทำให้โลกอุ่นขึ้น

ส่วนเมฆแอลโตคิวมูลัส (Altocumulus) ซึ่งเป็นเมฆก้อนที่อยู่ในระดับปานกลางส่งผลกระทบที่ค่อนข้างซับซ้อนและสรุปแบบชัดๆ ได้ยากว่าทำให้โลกเย็นลงหรืออุ่นขึ้น เนื่องจากแอลโตคิวมูลัสสามารถสะท้อนรังสีจากดวงอาทิตย์ได้ (คือมีแนวโน้มทำให้โลกเย็นลง) แต่ในขณะเดียวกันก็ดูดกลืนรังสีอินฟราเรดจากพื้นผิวโลก แล้วปล่อยกลับลงไป (คือมีแนวโน้มทำให้โลกอุ่นขึ้น)

เมฆสกุลแอลโตคิวมูลัสยังมีรูปแบบหลากหลายมาก กล่าวแบบแม่นยำคือมีหลายชนิด (species) และหลายพันธุ์ (variety) แถมยังอยู่สูงในระดับที่แตกต่างกันค่อนข้างมาก คือ ฐานเมฆอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลในช่วง 2-8 กิโลเมตร สำหรับแถบเขตร้อน

หากเปรียบเทียบเมฆก้อน 2 ก้อน ซึ่งมีปริมาณน้ำของเหลว (liquid water content, LWC) เท่ากัน แต่เมฆก้อนหนึ่งมีขนาดหยดน้ำเล็กกว่าเมฆอีกก้อนหนึ่ง ผลก็คือ เมฆก้อนที่มีหยดน้ำขนาดเล็กกว่าจะสะท้อนรังสีได้ดีกว่า คือดูขาวกว่า เรียกว่า ปรากฏการณ์ทูมีย์ (Twomey effect)

แล้วอะไรล่ะที่ทำให้หยดน้ำในเมฆมีขนาดเล็ก หรือใหญ่?

คำตอบหนึ่งคือ ละอองลอย (aerosol) ซึ่งทำหน้าที่เป็นแกนกลั่นตัวของเมฆ (cloud condensation nuclei, CCN) หากมีปริมาณละอองลอยมาก ก็จะทำให้หยดน้ำในเมฆมีขนาดเล็ก ตัวอย่างละอองลอย เช่น ฝุ่น เกลือทะเล คาร์บอนอินทรีย์ในธรรมชาติ ละอองลอยจากไดเมทิลซัลไฟด์ และละอองลอยจากสารประกอบไอโอดีน เป็นต้น

ในกรณีมุ่งเน้นประเด็นที่ว่า การที่ปริมาณละอองลอยมีเพิ่มขึ้นทำให้มีจำนวนแกนกลั่นตัวมีมากขึ้น ส่งผลให้หยดน้ำในก้อนเมฆมีขนาดเล็กลงและเติบโตช้า เมฆจึงมีแนวโน้มคงตัวอยู่นานขึ้นเนื่องจากไม่ค่อยทำให้เกิดฝน จะเรียกสภาพการณ์นี้ว่า ปรากฏการณ์อัลเบร็ชต์ (Albretch effect)

วัฏจักรคาร์บอน

เมื่อปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศเพิ่มขึ้น และอุณหภูมิเฉลี่ยของชั้นบรรยากาศสูงขึ้น ก็จะส่งผลกระทบต่อวัฏจักรคาร์บอน (carbon cycle)

ผลกระทบของวัฏจักรซับซ้อนเพราะมีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายอย่างครับ

ลองดูมหาสมุทรก่อน ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและชีวมวลจะละลายในน้ำประมาณครึ่งหนึ่ง กลไกนี้ช่วยชะลอโลกร้อนไปได้บ้างเพราะช่วยลดอัตราการเพิ่มปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ แต่แนวโน้มนี้จะไม่คงอยู่ตลอดไป เพราะว่าเมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยของน้ำในมหาสมุทรเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ละลายได้น้อยลง

ส่วนบนพื้นดิน การเปลี่ยนแปลงวัฏจักรคาร์บอนยิ่งซับซ้อนกว่า ยกตัวอย่างเช่น

ในแถบทุนดราอาร์กติก (Arctic tundra) มีชั้นดินเยือกแข็งคงตัวที่เรียกว่า เพอร์มาฟรอสต์ (permafrost) ซึ่งสะสมสารอินทรีย์ไว้จำนวนมาก เมื่อโลกร้อนขึ้น เพอร์มาฟรอสต์จะละลาย ทำให้สารอินทรีย์ดังกล่าวถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ กระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซมีเทนออกสู่ชั้นบรรยากาศ ส่งผลให้โลกร้อนขึ้นอีก คือเป็นกลไกป้อนกลับแบบบวก

เมื่อโลกร้อนขึ้น ไฟป่ามีแนวโน้มที่จะเกิดบ่อยขึ้น ส่งผลให้คาร์บอนที่เก็บกักอยู่ในต้นไม้ก็จะถูกปลดปล่อยสู่บรรยากาศในรูปของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ในทางกลับกัน ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นอาจกระตุ้นให้พืชในระบบนิเวศบางแบบเติบโตได้ดีขึ้น ส่งผลให้พืชเหล่านี้ดูดซับคาร์บอนจากบรรยากาศได้มากขึ้น อย่างไรก็ดี ปรากฏการณ์นี้ก็อาจส่งผลน้อยลง หากปริมาณน้ำและก๊าซไนโตรเจนมีจำกัด รวมทั้งอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม นอกจากนี้ พืชยังสามารถรับปริมาณคาร์บอนได้ออกไซด์ได้สูงสุดค่าหนึ่งเพื่อใช้ในกระบวนการสังเคราะห์แสง

จะเห็นว่า กลไกป้อนกลับในเรื่องโลกร้อนมีปัจจัยต่างๆ ซับซ้อน จำเป็นต้องศึกษาในเชิงลึกเพื่อให้เข้าใจแง่มุมต่างๆ อย่างถ่องแท้ จึงจะช่วยให้เราสามารถรับมือและปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กลไกป้อนกลับของโลกร้อน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...