“กองทุนทองคำ” เริงร่ารับ “ทองโลก” ขาขึ้น... แนะมีติดพอร์ตช่วย “กระจายความเสี่ยง” – “เพิ่มโอกาสผลตอบแทน” หลังตลาดปรับเป้าปีนี้แตะ 3,100 – 3,200 ดอลล์ !!!
สาระ Fund วันละนิด: ราคา “ทองคำโลก” กลายร่างเป็นกระทิงดุ ไล่ขวิดทุกแนวต้าน ขึ้นไปทำ “จุดสูงสุดใหม่” (All Time High) เป็นว่าเล่น (อาจจะมีสลับย่อบ้างให้หายเหนื่อย)
จนล่าสุดราคาขึ้นมายืนเหนือ 3,000 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ อีกครั้ง ปีนี้บวกมาแล้วกว่า +14%
ทางสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง “Goldman Sachs” ก็ปรับเป้าราคาทองปีนี้แตะ 3,100 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ ในสิ้นปี25 นี้ เช่นเดียวกับ “UBS” ที่ปรับเป้าราคาทองปีนี้เป็น 3,200 ดอลลาร์/ทรยอออนซ์
จึงไม่น่าแปลกใจว่า…กลุ่ม “กองทุนทองคำ” เองปีนี้ก็เขียวยกแผง โชว์ผลตอบแทนเฉลี่ย +10.49% (ที่มา: morningstarthailand.com, วันที่ 12 มี.ค. 25)
โดย 6 “กองทุนทองคำ” ที่มีผลงานดีสุดในปีนี้ ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้สูงถึง +11.07% !!!
ภาพรวม “กองทุนทองคำ” ในปีนี้เป็นยังไงบ้างนั้น ตามทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ไปอัปเดตพร้อมๆ กันได้เลย
ส่อง 6 "กองทุนทองคำ" ผลงาน "สุดปัง"…ปีนี้โชว์ผลตอบแทนเฉลี่ย +11.07%
จากข้อมูลของ “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” ระบุผ่านรายงานว่า แม้ว่า “กองทุนทองคำ” ส่วนใหญ่ในไทยจะลงทุนในกองทุนหลักเดียวกัน แต่ช่วงกว้างของผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละปีก็ค่อนข้างมีความแตกต่างกัน โดยผลตอบแทนเฉลี่ยระหว่างกองทุนที่มีผลงาน “สูงสุด” กับ “ต่ำสุด” อาจแตกต่างกันถึง 15% ในบางปี
ปีนี้“กองทุนทองคำ” ทั้ง 48 กอง เขียวยกแผงตามราคาทองโลกที่ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง โดยทำผลตอบแทนได้เฉลี่ย +10.49% โดยกองที่มีผลงาน“ดีสุด” ทำได้ +11.16% ส่วนกองที่มีผลงาน “แย่สุด” อยู่ที่ +8.69% หรือต่างกันเพียง 2.47%
สำหรับ 6 “กองทุนทองคำ” ที่มีผลงานดีสุดปีนี้ ทำผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง +11.07% นำมาโดย
“ASP-GOLD” ของบลจ.แอสเซท พลัส +11.16%
“PRINCIPAL iGOLD-E” ของบลจ.พรินซิเพิล +11.13%
“SCBGOLDHE” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ +11.08%
“UOBGRMF-H” ของบลจ.ยูโอบี +11.05%
“KF-HGOLD” ของบลจ.กรุงศรี +11.00%
“ES-GOLDRMF-H” ของบลจ.อีสท์สปริง +11.00%
“นโยบายป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน” และ “ค่าธรรมเนียมกองทุน”…ปัจจัยสำคัญส่งผลกระทบต่อ “ผลตอบแทน”
นอกจากนี้ “นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน” ก็นับว่าเป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อผลการดำเนินงานของ “กองทุนทองคำ” เนื่องจากโดยปกติแล้วราคาทองคำมักปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ
ตัวอย่าง: เมื่อค่าเงิน “ดอลลาร์อ่อนค่าลง” ราคาทองคำมักปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้นถึงแม้ว่าราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นในตลาดโลก แต่หากไม่มีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนก็อาจจะทำให้ผลตอบแทนที่แปลงกลับมาในรูปสกุลเงินบาทปรับตัวลดลงได้จากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงิน แต่ก็อาจมีโอกาสได้รับผลตอบแทนส่วนเพิ่มหาก “ค่าเงินบาทกลับตัวอ่อนค่า”
“ในทางตรงกันข้าม หากมีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ก็จะทำให้ผลตอบแทนของกองทุนที่เราลงทุนมีการเคลื่อนไหวสอดคล้องไปกับราคาทองคำในตลาดโลก แต่ในขณะเดียวกันกองทุนก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสำหรับการเข้าทำสัญญาเพื่อป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนโดยรวมได้เช่นกัน ดังนั้นนักลงทุนจึงควรพิจารณานโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมกับมุมมองด้านอัตราแลกเปลี่ยนและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้เพื่อให้การลงทุนเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้”
อีกปัจจัยที่ทำให้เกิดความแตกต่างด้านผลตอบแทนนั้น อาจมาได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการลงทุน, ค่าธรรมเนียมกองทุน และนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน
ตัวอย่าง: ในด้านอัตราค่าธรรมเนียม พบว่า ค่าธรรมเนียมการจัดการโดยเฉลี่ยของกองทุนรวมทองคำในไทยอยู่ที่ประมาณ 0.76% โดยมีช่วงของค่าธรรมเนียมตั้งแต่ 0%-1.18% ในขณะที่ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end fee) เฉลี่ยค่อนข้างต่ำเพียง 0.06% และมีค่าใช้จ่ายรวมของกองทุนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.1%
“บลจ.กสิกรไทย” แชมป์ส่วนแบ่งการตลาด “กองทุนทองคำ” สูงสุด 35%
ปัจจุบันมีกองทุนรวมทองคำในไทยรวมเกือบ 50 กองทุน (นับแยกชนิดหน่วยลงทุน) ภายใต้การบริหารของ 15 บลจ. คิดเป็นมูลค่าทรัพย์สินรวมกว่า 4.1 หมื่นล้านบาทประกอบด้วยทั้งกองทุนรวมทั่วไป และกองทุน SSF & RMF เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลดหย่อนภาษี โดยมี “บลจ.กสิกรไทย” ครองตำแหน่งผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งตลาดกว่า 35% ตามมาด้วย “บลจ.ไทยพาณิชย์” และ “บลจ.บัวหลวง” ตามลำดับ
“ทั้งนี้พบว่า ‘กองทุนทองคำ’ ส่วนใหญ่กว่า 90% ลงทุนผ่าน ‘SPDR Gold Shares’ ซึ่งเป็นกองทุน ETF ทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมกองทุนรวมของไทย 5 อันดับแรก ล้วนมีการลงทุนในกองทุน ETF นี้ทั้งหมด ในขณะที่มีสัดส่วนกองทุนเพียงเล็กน้อยที่มีการสร้างความแตกต่างในด้านนโยบายการลงทุน ตัวอย่างเช่น การลงทุนโดยตรงในทองคำแท่ง หรือการลงทุนแบบ Fund of funds ที่มีการกระจายลงทุนในหลาย ETF เป็นต้น”
“Fund flow” เริ่มกลับมา “กองทุนทองคำ”…หลัง “ไหลออกสุทธิ” มายาวนานกว่า 10 ปี
หากพิจารณาเม็ดเงินลงทุนย้อนหลังในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา จะพบว่า “กองทุนทองคำ” มีเงินไหลเข้าติดลบอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2015 – 2023 จนกระทั่งในปี2024 ที่เริ่มมี “เงินไหลเข้าสุทธิ” ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งกว่า 4.8 พันล้านบาท ต่อเนื่องมาจนถึงช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ โดยหากพิจารณาในรายละเอียดประเภทกองทุน จะเห็นว่ากองทุนเพื่อลดหย่อนภาษีซึ่งส่งเสริมการลงทุนในระยะยาวนั้น เริ่มมีเงินทยอยไหลเข้าตั้งแต่ปี 2022 และต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันเช่นกัน
“ท่ามกลางการฟื้นตัวของตลาดหุ้นทั่วโลกในปีที่ผ่านมาต่อเนื่องจนถึงปีนี้ แต่ทองคำก็ยังคงสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่นไม่แพ้สินทรัพย์ประเภทอื่นๆ และเมื่อเทียบกับกองทุนประเภทต่างๆ แล้ว ‘กองทุนทองคำ’ นับว่าเป็นหนึ่งในประเภทกองทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนสูงสุดเป็นอันดับต้นๆ อย่างต่อเนื่องเมื่อพิจารณาจากผลตอบแทนเฉลี่ยทั้งในช่วง 1 ปี, 3 ปี, 5 ปี และ 10 ปี ดังนั้นสำหรับนักลงทุนที่กำลังมองหากองทุนในสินทรัพย์อื่นๆ เพื่อหลบความผันผวนจากตลาดหุ้น หรือเพื่อชดเชยการปรับตัวเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ ก็อาจพิจารณาการลงทุนในกองทุนรวมทองคำเป็นอีกหนึ่งทางเลือก เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงได้เช่นกัน”
สำหรับทางเลือกการลงทุนใน “ทองคำ” นั้น นอกจากการลงทุน “โดยตรง” แล้ว นักลงทุนอาจพิจารณาการลงทุนทางอ้อมผ่าน “กองทุนทองคำ” ซึ่งเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ยังมีเงินลงทุนเริ่มต้นไม่มากหรือไม่ต้องการมีภาระในการเก็บรักษาทรัพย์สินได้เช่นกัน