โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“กองทุนทองคำ” เริงร่ารับ “ทองโลก” ขาขึ้น... แนะมีติดพอร์ตช่วย “กระจายความเสี่ยง” – “เพิ่มโอกาสผลตอบแทน” หลังตลาดปรับเป้าปีนี้แตะ 3,100 – 3,200 ดอลล์ !!!

Wealthy Thai

อัพเดต 08 มี.ค. เวลา 16.42 น. • เผยแพร่ 14 มี.ค. 2568 เวลา 11.08 น. • สรวิศ อิ่มบำรุง

สาระ Fund วันละนิด: ราคา “ทองคำโลก” กลายร่างเป็นกระทิงดุ ไล่ขวิดทุกแนวต้าน ขึ้นไปทำ “จุดสูงสุดใหม่” (All Time High) เป็นว่าเล่น (อาจจะมีสลับย่อบ้างให้หายเหนื่อย)
จนล่าสุดราคาขึ้นมายืนเหนือ 3,000 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ อีกครั้ง ปีนี้บวกมาแล้วกว่า +14%
ทางสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Goldman Sachs” ก็ปรับเป้าราคาทองปีนี้แตะ 3,100 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ ในสิ้นปี25 นี้ เช่นเดียวกับ UBS” ที่ปรับเป้าราคาทองปีนี้เป็น 3,200 ดอลลาร์/ทรยอออนซ์
จึงไม่น่าแปลกใจว่า…กลุ่ม “กองทุนทองคำ” เองปีนี้ก็เขียวยกแผง โชว์ผลตอบแทนเฉลี่ย +10.49% (ที่มา: morningstarthailand.com, วันที่ 12 มี.ค. 25)
โดย 6 “กองทุนทองคำ” ที่มีผลงานดีสุดในปีนี้ ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้สูงถึง +11.07% !!!
ภาพรวม “กองทุนทองคำ” ในปีนี้เป็นยังไงบ้างนั้น ตามทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ไปอัปเดตพร้อมๆ กันได้เลย

ส่อง 6 "กองทุนทองคำ" ผลงาน "สุดปัง"…ปีนี้โชว์ผลตอบแทนเฉลี่ย +11.07%

จากข้อมูลของ “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” ระบุผ่านรายงานว่า แม้ว่า “กองทุนทองคำ” ส่วนใหญ่ในไทยจะลงทุนในกองทุนหลักเดียวกัน แต่ช่วงกว้างของผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละปีก็ค่อนข้างมีความแตกต่างกัน โดยผลตอบแทนเฉลี่ยระหว่างกองทุนที่มีผลงาน “สูงสุด” กับ “ต่ำสุด” อาจแตกต่างกันถึง 15% ในบางปี
ปีนี้“กองทุนทองคำ” ทั้ง 48 กอง เขียวยกแผงตามราคาทองโลกที่ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง โดยทำผลตอบแทนได้เฉลี่ย +10.49% โดยกองที่มีผลงาน“ดีสุด” ทำได้ +11.16% ส่วนกองที่มีผลงาน “แย่สุด” อยู่ที่ +8.69% หรือต่างกันเพียง 2.47%
สำหรับ 6 “กองทุนทองคำ” ที่มีผลงานดีสุดปีนี้ ทำผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง +11.07% นำมาโดย

  • “ASP-GOLD” ของบลจ.แอสเซท พลัส +11.16%

  • “PRINCIPAL iGOLD-E” ของบลจ.พรินซิเพิล +11.13%

  • “SCBGOLDHE” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ +11.08%

  • “UOBGRMF-H” ของบลจ.ยูโอบี +11.05%

  • “KF-HGOLD” ของบลจ.กรุงศรี +11.00%

  • “ES-GOLDRMF-H” ของบลจ.อีสท์สปริง +11.00%

“นโยบายป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน” และ “ค่าธรรมเนียมกองทุน”…ปัจจัยสำคัญส่งผลกระทบต่อ “ผลตอบแทน”

นอกจากนี้ “นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน” ก็นับว่าเป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อผลการดำเนินงานของ “กองทุนทองคำ” เนื่องจากโดยปกติแล้วราคาทองคำมักปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ
ตัวอย่าง: เมื่อค่าเงิน “ดอลลาร์อ่อนค่าลง” ราคาทองคำมักปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้นถึงแม้ว่าราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นในตลาดโลก แต่หากไม่มีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนก็อาจจะทำให้ผลตอบแทนที่แปลงกลับมาในรูปสกุลเงินบาทปรับตัวลดลงได้จากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงิน แต่ก็อาจมีโอกาสได้รับผลตอบแทนส่วนเพิ่มหาก “ค่าเงินบาทกลับตัวอ่อนค่า”
“ในทางตรงกันข้าม หากมีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ก็จะทำให้ผลตอบแทนของกองทุนที่เราลงทุนมีการเคลื่อนไหวสอดคล้องไปกับราคาทองคำในตลาดโลก แต่ในขณะเดียวกันกองทุนก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสำหรับการเข้าทำสัญญาเพื่อป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนโดยรวมได้เช่นกัน ดังนั้นนักลงทุนจึงควรพิจารณานโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมกับมุมมองด้านอัตราแลกเปลี่ยนและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้เพื่อให้การลงทุนเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้”
อีกปัจจัยที่ทำให้เกิดความแตกต่างด้านผลตอบแทนนั้น อาจมาได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการลงทุน, ค่าธรรมเนียมกองทุน และนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน
ตัวอย่าง: ในด้านอัตราค่าธรรมเนียม พบว่า ค่าธรรมเนียมการจัดการโดยเฉลี่ยของกองทุนรวมทองคำในไทยอยู่ที่ประมาณ 0.76% โดยมีช่วงของค่าธรรมเนียมตั้งแต่ 0%-1.18% ในขณะที่ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end fee) เฉลี่ยค่อนข้างต่ำเพียง 0.06% และมีค่าใช้จ่ายรวมของกองทุนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.1%

“บลจ.กสิกรไทย” แชมป์ส่วนแบ่งการตลาด “กองทุนทองคำ” สูงสุด 35%

ปัจจุบันมีกองทุนรวมทองคำในไทยรวมเกือบ 50 กองทุน (นับแยกชนิดหน่วยลงทุน) ภายใต้การบริหารของ 15 บลจ. คิดเป็นมูลค่าทรัพย์สินรวมกว่า 4.1 หมื่นล้านบาทประกอบด้วยทั้งกองทุนรวมทั่วไป และกองทุน SSF & RMF เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลดหย่อนภาษี โดยมี “บลจ.กสิกรไทย” ครองตำแหน่งผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งตลาดกว่า 35% ตามมาด้วย “บลจ.ไทยพาณิชย์” และ “บลจ.บัวหลวง” ตามลำดับ

“ทั้งนี้พบว่า ‘กองทุนทองคำ’ ส่วนใหญ่กว่า 90% ลงทุนผ่าน ‘SPDR Gold Shares’ ซึ่งเป็นกองทุน ETF ทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมกองทุนรวมของไทย 5 อันดับแรก ล้วนมีการลงทุนในกองทุน ETF นี้ทั้งหมด ในขณะที่มีสัดส่วนกองทุนเพียงเล็กน้อยที่มีการสร้างความแตกต่างในด้านนโยบายการลงทุน ตัวอย่างเช่น การลงทุนโดยตรงในทองคำแท่ง หรือการลงทุนแบบ Fund of funds ที่มีการกระจายลงทุนในหลาย ETF เป็นต้น”

Fund flow” เริ่มกลับมา “กองทุนทองคำ”…หลัง “ไหลออกสุทธิ” มายาวนานกว่า 10 ปี

หากพิจารณาเม็ดเงินลงทุนย้อนหลังในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา จะพบว่า “กองทุนทองคำ” มีเงินไหลเข้าติดลบอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2015 – 2023 จนกระทั่งในปี2024 ที่เริ่มมี “เงินไหลเข้าสุทธิ” ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งกว่า 4.8 พันล้านบาท ต่อเนื่องมาจนถึงช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ โดยหากพิจารณาในรายละเอียดประเภทกองทุน จะเห็นว่ากองทุนเพื่อลดหย่อนภาษีซึ่งส่งเสริมการลงทุนในระยะยาวนั้น เริ่มมีเงินทยอยไหลเข้าตั้งแต่ปี 2022 และต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันเช่นกัน

“ท่ามกลางการฟื้นตัวของตลาดหุ้นทั่วโลกในปีที่ผ่านมาต่อเนื่องจนถึงปีนี้ แต่ทองคำก็ยังคงสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่นไม่แพ้สินทรัพย์ประเภทอื่นๆ และเมื่อเทียบกับกองทุนประเภทต่างๆ แล้ว ‘กองทุนทองคำ’ นับว่าเป็นหนึ่งในประเภทกองทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนสูงสุดเป็นอันดับต้นๆ อย่างต่อเนื่องเมื่อพิจารณาจากผลตอบแทนเฉลี่ยทั้งในช่วง 1 ปี, 3 ปี, 5 ปี และ 10 ปี ดังนั้นสำหรับนักลงทุนที่กำลังมองหากองทุนในสินทรัพย์อื่นๆ เพื่อหลบความผันผวนจากตลาดหุ้น หรือเพื่อชดเชยการปรับตัวเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ ก็อาจพิจารณาการลงทุนในกองทุนรวมทองคำเป็นอีกหนึ่งทางเลือก เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงได้เช่นกัน”
สำหรับทางเลือกการลงทุนใน “ทองคำ” นั้น นอกจากการลงทุน “โดยตรง” แล้ว นักลงทุนอาจพิจารณาการลงทุนทางอ้อมผ่าน “กองทุนทองคำ” ซึ่งเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ยังมีเงินลงทุนเริ่มต้นไม่มากหรือไม่ต้องการมีภาระในการเก็บรักษาทรัพย์สินได้เช่นกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...