โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

กำแพงภาษี “ทรัมป์” ชี้ชะตา 3 หุ้นอิเล็กทรอนิกส์

Share2Trade

อัพเดต 01 เม.ย. 2568 เวลา 04.38 น. • เผยแพร่ 01 เม.ย. 2568 เวลา 08.30 น. • Share2Trade

หนึ่งนโยบายของสหรัฐฯอย่างภาษีการค้าระหว่างประเทศ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกเฝ้าติดตามและรอดูความชัดเจน เนื่องด้วยมีผลกระทบต่อการนำเข้าและส่งออกสินค้าหลากหลายชนิด ซึ่งสำหรับประเทศไทยเองก็ยังมีความเสี่ยงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กำแพงภาษี “ทรัมป์”_S2T (เว็บ).jpg

โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่อาจจะได้รับผลกระทบในแง่ของความต้องการในตลาดโลกไปจนถึงการส่งออกไปยังประเทศสหรัฐฯ แม้ว่าจะเห็นผลกระทบที่ออกมาอย่างชัดเจน แต่ท่าทีของ “ทรัมป์” ก็ยังเป็นอะไรที่คาดเดาได้ยาก ในวันนี้ทางเราจึงอยากจะจำลองสถานการณ์ในกรรณีต่างๆออกมาให้นักลงทุนและผู้อ่านได้เห็นกัน

สำหรับการจำลองสถานการณ์จะเป็นมุมมองผ่านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ที่ได้ให้ความเห็นไว้ว่าสงครามการค้าอาจลากยาวถึงไตรมาส 2/68 โดย หรัฐฯ อาจขึ้นภาษีเพิ่มเติม และอาจถูกตอบโต้จากยุโรป แคนาดา จีน เป็นแรงกดดันความต้องการของอุตสาหกรรมโดยภาพรวมอ่อนแอ

ขณะที่ความเสี่ยงที่ต้องระวัง ประเทศไทยมีความเสี่ยงจากนโยบาย "Reciprocal Tariff" ที่จะประกาศในช่วงวันที่ 2 เม.ย. 68 เนื่องจากประเทศไทยเก็บภาษีสหรัฐฯ สูงกว่าที่สหรัฐฯ เก็บจากไทย หากไทยถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม อาจกระทบการส่งออกไปสหรัฐฯและชะลอการย้ายฐานการผลิตจากจีนและเวียดนามมายังไทย HANA, KCE, DELTA มีสัดส่วนยอดขายไปสหรัฐฯ ในปี 2024 ที่25%, 23%, และ 26% ของยอดขายรวมของกลุ่มตามลำดับ

แต่ HANA มีโรงงานใน Ohio ที่มียอดขายราว7% ของยอดขายรวมทั้งปีคาด ช่วยลดผลกระทบได้บางส่วน ล่าสุดการประกาศเก็บภาษีรถยนต์ทั่วโลกจากสหรัฐฯ 25% กระทบให้ Automotive Sector ชะลอตัวลง กระทบต่อ KCE โดยตรงการเก็บภาษีในเดือน เม.ย. 68

ทั้งนี้ กรณีหากมาตรการภาษีเก็บที่ประเทศไทยโดยตรง ผู้ประกอบการย่อมได้รับ ผลกระทบ อย่างไรก็ดีผู้ประกอบการจะผลักภาระไปให้ลูกค้าได้บางส่วน และผลกระทบสุทธิคาดว่าจะไม่สูง แต่ราคาหุ้นจะได้รับแรงกดดันเชิงจิตวิทยา คาดราว 10% เนื่องจากเป็นประเด็นที่ยังไม่ได้อยู่ในประมาณการของตลาด

แต่ในทางตรงกันข้ามหากประเทศไทยไม่ถูกเก็บภาษี แต่ประเทศอื่นๆ ที่เป็นคู่แข่งโดยตรงถูกเก็บ ภาษี เช่น เวียดนาม จีน หรือ ไต้หวัน เป็นต้น ในกรณีนี้การย้ายฐานการผลิต หรือย้ายคำสั่งซื้อมา ประเทศไทยจะเพิ่มขึ้น เป็นบวกต่อกลุ่มโดยเฉพาะ CCET และ DELTA ที่เน้นการเติบโตจากการย้ายคำสั่งซื้อจากบริษัทแม่ที่ไต้หวันเพื่อกระจายความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

ทั้งนี้ แม้อุตสาหกรรมอาจยังไม่สดใส 6-12 เดือนและความเสี่ยงด้านภาษียังสูงแต่หากมาตรการด้านภาษีมีความชัดเจน คาดว่าอุตสาหกรรมเริ่มปรับตัวในครึ่งปีหลังปี 68 และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของรอบการฟื้นตัว แต่ยังคง แนะนำให้ระมัดระวังการลงทุน ระยะสั้นแบ่งกรณีการลงทุนเป็น 3 กรณี

1.หากประเทศไทยไม่ถูกเก็บภาษีโดยตรง คาดว่ากลุ่มจะมีรอบ Rebound สั้นๆ เน้นไปที่ DELTA หรือ CCET ที่จะได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิต แต่การเก็งกำไรต้องเป็นระยะสั้นเพราะมีโอกาสที่สงครามการค้าจะกลับมากดดันได้อีกครั้ง 2.หากประเทศไทยถูกเก็บภาษีคาดหุ้นทั้งกลุ่มซึมลงต่อราว 10% และ3.หากการเก็บภาษียังไม่ชัดเจนจะเป็นปัจจัยกดดันต่อกลุ่มให้หุ้นแกว่งออกข้าง

ดังนั้น แม้ปัจจัยเสี่ยงรุมล้อม แต่ราคาหุ้นในกลุ่มปรับลดลงมาพอสมควรแล้ว ประมาณการของเราและตลาดมีดาวน์ไซด์ในกรณีเลวร้าย เช่น สงครามการค้านำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงต่อเนื่อง กระทบต่อกำลังซื้อของอุตสาหกรรมทั่วโลกให้ฟื้นตัวช้า คาดอย่างน้อยอีก 15-20% จากประมาณการปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี หากพิจารณาในระยะยาว 2-3 ปี มูลค่าของหุ้นในกลุ่มอยู่ในระดับที่เริ่มน่าสนใจ หุ้นรายตัว เช่น KCE หรือ HANA ลงมาที่ระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีและราคาหุ้นใกล้เคียงช่วงที่เกิด COVID-19 ใหม่ๆ ที่ต้องหยุดการผลิตบางส่วน ดังนั้น หุ้นอาจยังอยู่ในวัฏจักรขาลงแต่กรอบการปรับลดจากระดับปัจจุบัน เชื่อว่าไม่ได้มีดาวน์ไซด์มากแล้ว

ในระยะสั้นภาวะตลาดที่อ่อนแอ การฟื้นตัวที่ยังจำกัดของอุตสาหกรรมและโอกาสถูกปรับลดประมาณการจากสงครามการค้าที่ทวีรุนแรงขึ้นจะกดดันให้หุ้นฟื้นตัวได้จำกัด

สำหรับกลยุทธ์แนะนำ ได้แก่

1.หากหุ้นปรับลดลงแรงเพราะประเทศไทยถูกเก็บภาษีโดยตรง ให้หาจังหวะที่ตลาดตกใจทยอยสะสม

2.หากประเทศไทยไม่ถูกเก็บภาษี เน้นเล่น Rebound ระยะสั้น เพราะแม้ประเทศไทยไม่โดนเก็บภาษีรอบนี้ แต่ก็อาจจะถูกเก็บเพิ่มเติมในระยะถัดไปก็เป็นไปได้

3.รอจังหวะสะสมรอบใหญ่ในช่วงครึ่งปีหลังปี 68 โดยต้องรอให้ผลกระทบของภาษีอยู่ในอุตสาหกรรมไปแล้ว

กำแพงภาษี-“ทรัมป์”.jpg
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...