โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความอันตรายของการใช้ ‘คำคลุมเครือ’ ในวงการความงาม ที่อาจสร้างค่านิยมความงามที่บิดเบี้ยว

Mirror Thailand

อัพเดต 28 พ.ย. 2567 เวลา 06.57 น. • เผยแพร่ 28 พ.ย. 2567 เวลา 06.57 น.
ภาพไฮไลต์

เมื่อเดือนก่อน นักแสดงสาว Lindsay Lohan ปรากฏตัวพร้อมกับ ‘ใบหน้าใหม่’ ที่เปลี่ยนจากใบหน้าเดิมของเธอที่ใครหลายคนจดจำเธอได้ไปพอประมาณ เมื่อนิตยสาร Allure ถามว่าเธอ ‘ทำ’ อะไรมาบ้าง ในตอนแรกนักแสดงสาวตอบว่า ‘ก็ไม่มีอะไรมาก แค่ตื่นมาแล้วดูแลผิวหน้าด้วยขั้นตอนเล็กๆ น้อยๆ อย่างทาครีม มาร์กผ้าเย็น เท่านั้นเอง’ หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็เปิดเผยว่า ใบหน้าที่ดูเปลี่ยนไปของเธอนั้นผ่านกระบวนการทำ มอเฟียส (Morpheus) หรือเทคโนโลยียกกระชับผิวหย่อนคล้อยให้เรียบเนียน โดยไม่ต้องผ่าตัด รวมถึงทำ IPL และเลเซอร์มาด้วย แต่ตอนนั้นเธอขี้เกียจอธิบาย เลยขอเรียกรวมๆ ว่าทั้งหมดนั่นคือ ‘สกินแคร์’ ของเธอก็แล้วกัน

บล็อกเกอร์ด้านความงาม Dana Omari-Harrel เจ้าของแอคเคานต์ @IGfamousbyDana ให้ความเห็นว่า ร่องรอยแผลเป็น และการเปลี่ยนแปลงใบหน้าอย่างเข้มข้นซึ่งเห็นได้ชัดของ Lindsay Lohan เป็นตัวบ่งบอกได้ดีในตัวเองแล้วว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอได้ผ่านกระบวนการทำศัลยกรรมมาไม่น้อย ตั้งแต่ผ่าตัดเปลือกตา ไล่มาจนถึงการกำจัด Fat ที่แก้มและปรับรูปแก้มใหม่ ยกกระชับใบหน้าและลำคอ ส่องกล้องยกคิ้ว (Endoscopic brow lift) ทำจมูก เสริมคาง ฉีดโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ เพราะลำพังแค่การทำมอเฟียส หรือการใช้สกินแคร์เฉพาะจุด ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงใบหน้าหรือรูปหน้าของเธออย่างที่เห็นได้มากขนาดนั้น

นี่เองที่การใช้คำ และการพลิกแพลงความหมายของกระบวนการต่างๆ ทั้งตัวบุคคลมีชื่อเสียงเอง และในแวดวงความงาม อย่างการศัลยกรรมตกแต่ง รวมถึงการทำหัตถการ ชี้นำให้คนเข้าใจไปว่าทุกอย่างก็เป็น ‘สกินแคร์’ เหมือนๆ กันหมด หรือเป็นส่วนหนึ่งของการ ‘ดูแลตัวเอง’ เป็นเรื่องอันตรายกว่าที่คิด จากการที่มันสามารถสร้างค่านิยมเรื่องมาตรฐานความงามที่ผิด และสร้างการรับรู้ที่บิดเบี้ยวออกไปได้

นั่นเป็นเพราะแวดวงศัลยกรรมความงามรวมถึงอินฟลูเอนเซอร์และคนดังทั้งหลาย อาจมองข้ามความสำคัญของการใช้คำในการโฆษณา หรือมองในอีกแง่หนึ่งก็อาจเป็นความ ‘ตั้งใจ’ สร้างการรับรู้ใหม่ออกไปเลยว่าศัลยกรรมความงามคือสิ่งเดียวกันกับสกินแคร์ที่ไม่ได้มีราคาสูงเท่า รวมถึงเสี่ยงต่อผลข้างเคียงน้อยกว่า เช่นการใช้คำที่ให้ความหมายในเชิงว่า ‘ยกระดับความงามไปอีกขั้น’ ‘การปรับสมดุล’ หรือ ‘Tweakment’ (คำที่แวดวงความงามฝั่งตะวันตกมักใช้กันในช่วงหลังๆ มานี้ มาจากคำว่า Tiny + Treatment ที่สื่อถึงการดูแลความสวยความงามทีละน้อย อย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติที่สุด) แทนการใช้คำที่อธิบายกระบวนการและขั้นตอนการทำศัลยกรรมนั้นตรงๆ อย่างที่ควรจะเป็น

เมื่อทุกๆ กระบวนการเสริมความงาม ไม่ว่าจะการผ่า การฉีด หรือหัตถการใดๆ ย่อมเกิดต่อกายภาพของคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะเวิร์กกับบางอย่าง บางคนอาจจะแพ้สารบางตัวที่คนอื่นๆ ไม่แพ้กัน การหลีกเลี่ยงคำ หรือใช้คำที่ไม่ได้อธิบายให้ครอบคลุมมากพอ อาจเป็นการสร้างผลกระทบที่ใหญ่กว่านั้น และนั่นอาจหมายถึงชีวิตได้เลย ในบางกรณี

“คำศัพท์ใหม่ๆ เหล่านี้กำลังเป็นเทรนด์ มันถูกใช้แทนคำว่า Corrections และ Fixing ที่แปลว่าซ่อมแซม แก้ไขขุดบกพร่อง ซึ่งเมื่อก่อนมักใชักันบ่อยๆ แต่อาจฟังดูแล้วให้ความหมายในทาง Negative กว่าคำที่ใช้กันทุกวันนี้อย่าง Enhancements หรือ Balancing ที่แปลว่ายกระดับความงาม ปรับความสมดุล ที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกในแง่บวก” แพทย์ด้านผิวหนัง Dr. Anjali Mahto กล่าวกับเว็บไซต์ Dazed

Dr. Mahto คิดว่าการใช้คำแบบนี้เป็นความ ‘ชุ่ย’ ไปหน่อย หากจะนำมาใช้แทนการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ที่เข้มข้นอย่างการทำศัลยกรรมหรือหัตถการบางอย่าง โดยเฉพาะหากใช้คำว่า ‘Non-invasive’ ที่หมายถึงการไม่รุกล้ำเข้าไปในผิวหรือร่างกาย ไม่ทำให้เกิดบาดแผล และไม่เป็นอันตรายกับบางกระบวน เช่นการร้อยไหม การใช้ยาชา หรือยาสลบ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่มีเอ็กเฟ็กต์และความเสี่ยง สร้างความเข้าใจให้ดูเหมือนว่ากระบวนการ ‘เปลี่ยนรูปลักษณ์’ นั้นเป็นเรื่องอ่อนโยนต่อร่างกาย ใครก็เข้าถึงได้ง่ายๆ ราวกับซื้อครีมสักกระปุกมาทาอย่างไรอย่างนั้น

จริงๆ แล้ว คำศัพท์พวกนี้เป็นสิ่งที่ค่อนข้างลื่นไหล ไม่ได้กฎตายตัวที่อธิบายว่ากระบวนการความงามแต่ละอย่างนั้นอยู่ในเลเวลไหน ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศเกาหลีใต้ การทำตาสองชั้น เป็นกระบวนการความงามที่เป็นเรื่องปกติมากๆ และไม่ได้ถูกจำกัดความว่ามันเป็นการทำศัลยกรรมด้วยซ้ำ แม้ว่าในขั้นตอนจะมีการใช้ยาสลบ และการใช้มีดผ่าตัดก็ตาม หรืออย่างการสลายไขมันด้วยความเย็นที่เรียกว่า Fat-freezing ที่เคลมว่าเป็น Non-surgical และ Non-invasive ด้วยเหมือนกัน

แล้วไหนจะผลกระทบจากการทำศัลยกรรมความงามแต่ละครั้ง ที่จะต้องเกิดบาดแผลหลังการทำ ความเจ็บ ความบอบช้ำ ไหนจะระยะเวลาการพักฟื้นกว่าจะกลับมาเป็นปกติ ที่หลายครั้งแวดวงความงามก็เลือกที่จะปกปิดเอาไว้ ไม่ได้บอกเราทั้งหมด มีเพียงแค่ ‘ภาพ’ กับ ‘สตอรี่’ ที่ใช้ในการโฆษณา ทำให้เห็นว่าตัวเรา Before กับตัวเรา After นั้นจะออกมาแบบเพอร์เฟ็กต์แน่นอน ดูสมูธสวยงาม เป็นการ Transform แบบแทบจะไร้รอยต่อ และไม่ต้องพยายามอะไรมาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองที่อาจสร้าง ‘มายาคติ’ ที่บิดเบือนไปจากความเป็นจริงว่ารูปลักษณ์ ร่างกายของเรานึกจะซ่อม จะแก้ไขจุดไหน ตรงไหนก็ทำได้ง่ายๆ ราวกับเสก

อีกทั้งการใช้คำโฆษณาเหล่านี้ อาจสร้างความเข้าใจที่ผิดไปว่า การทำศัลยกรรมความงามคือสิ่งเดียวกันกับการดูแลผิวที่ ‘จำเป็น’ หรือเป็นรูทีนที่ขาดไม่ได้ ซึ่งอาจส่งผลไปถึงการสร้างค่านิยมให้ความเป็น ‘ปกติ’ ของร่างกายกลายเป็นเรื่องที่ไม่ปกติขึ้นมาได้

อ้างอิง

https://www.dazeddigital.com/beauty/article/65230/1/cosmetic-procedures-are-being-classed-as-skincare-and-its-a-problem

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...