โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธุรกิจค้านขึ้นค่าแรง 400 บาท กกร.ออกโรงยื่นหนังสือจี้รัฐทบทวน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 11 ธ.ค. 2567 เวลา 00.03 น. • เผยแพร่ 11 ธ.ค. 2567 เวลา 00.02 น.

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) ออกโรงยื่นหนังสือขอให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนนโยบายขึ้นค่าแรง 400 บาททั่วประเทศ เผยมีผลกระทบต้นทุนการผลิต 5 อุตสาหกรรมหลัก อาหาร-สิ่งทอ-ยาง-อิเล็กทรอนิกส์-รถยนต์ หวั่นย้ายฐานการผลิต ห่วงผู้ประกอบการรายกลาง-เล็ก (SMEs) อาจถึงขั้นทยอยปิดกิจการ ด้านกลุ่มอุตสาหกรรมจังหวัดภาคกลางวิตกปัญหาโรงงานหนีตาย ยอมจ้างแรงงานต่างด้าวเถื่อนทะลักเข้าพื้นที่ แนะรัฐบาลการขึ้นค่าแรงต้องฟังคณะกรรมการไตรภาคี มีผลศึกษาสอดคล้องกับคณะอนุกรรมการค่าจ้างรายจังหวัด

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย หลังการประชุมเมื่อวันที่ 5 ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อนโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศของรัฐบาล โดยเห็นว่าเป็นนโยบายที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่จังหวัด มีระดับการพัฒนา โครงสร้างเศรษฐกิจ และค่าครองชีพที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเท่ากันทั่วประเทศจึงไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง

ประกอบกับการประชุมของคณะอนุกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัดเองมากกว่าร้อยละ 90 ก็ไม่เห็นด้วยกับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศ และร้อยละ 30 มีมติไม่ขอปรับขึ้นค่าจ้างด้วย โดยการปรับขึ้นค่าแรงดังกล่าวจะส่งผลกระทบให้เกิดการเลิกจ้างงาน ผู้ประกอบการลดจำนวนพนักงานลง หรือชะลอการจ้างงานใหม่เพื่อลดต้นทุน ไปจนกระทั่งถึงการปิดกิจการ หยุดกิจการ ลดขนาดกิจการ และปรับธุรกิจออกนอกระบบภาษี จนนำไปสู่การปลดลูกจ้างและเลิกจ้างพนักงานเพื่อลดต้นทุนให้อยู่รอด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสมดุลของอัตราการว่างงานของประเทศด้วย

โดย กกร.ได้แสดงจุดยืนและมีข้อเสนอแนะต่อนโยบายปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของประเทศไทย โดยให้รัฐบาลพิจารณาแนวทางการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ด้วยการ 1) กกร.ไม่เห็นด้วยกับการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศ โดยการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำต้องคำนึงถึงมติของคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด 2) กกร.มีความเห็นว่า การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำนั้นควรใช้กลไกคณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) ซึ่งควรจะต้องสอดคล้องกับข้อเสนอของคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด

3) กกร.มีความเห็นว่า การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ควรจะปรับเมื่อมีเหตุจำเป็นและปัจจัยทางเศรษฐกิจบ่งชี้ แต่ไม่ควรเกินปีละ 1 ครั้งเท่านั้น 4) หากรัฐบาลมีนโยบายต้องการที่จะพิจารณาปรับค่าจ้างแบบจำเพาะ ก็ควรมีการศึกษาความพร้อมของแต่ละประเภทกิจการหรืออุตสาหกรรม ไม่ก่อให้เกิดปัญหาในห่วงโซ่อุปทาน โดยคำนึงถึงความแตกต่างของผู้ประกอบการประเภทกิจการในแต่ละภูมิภาค 5) กกร.สนับสนุนการจ่ายอัตราค่าจ้างตามทักษะฝีมือแรงงาน (Pay by Skills) ตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน และให้ความสำคัญกับการ Upskill & Reskill, Multiskill และ New Skill เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะฝีมือให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน

6) กกร.สนับสนุนให้เร่งรัดการประกาศอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือให้ครบตามมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ซึ่ง 280 สาขาจากปัจจุบันที่มีการประกาศไว้เพียง 129 สาขาเท่านั้น และ 7) กกร.ขอให้รัฐบาลมีมาตรการดูแลค่าครองชีพเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ตลอดจนเร่งรัดมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการด้วย

กระทบ 5 อุตสาหกรรมหลัก

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคเอกชนย้ำมาตลอดว่า การปรับขึ้นค่าแรงต้องเป็นการปรับขึ้นที่สะท้อนความเป็นจริงในทุกด้าน และต้องทำตาม คณะอนุกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด ต้องมีการจ่ายค่าจ้างตามจังหวัด ตามทักษะแรงงาน ดังนั้นหากรัฐบาลยังจะดำเนินโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศแบบเดิมแล้ว กลุ่ม SMEs จะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะยังต้องใช้แรงงานคนแบบเข้มข้น เมื่อเจอกับค่าแรงที่เป็นต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้น เชื่อว่าต้องมี SMEs บางแห่งปิดกิจการ บางส่วนทรุดตัว จนไม่สามารถฟื้นได้จากเดิมที่กำลังทยอยฟื้นตัว

“ที่สำคัญ เราอาจเห็นการย้ายฐานการผลิตไปเวียดนาม-อินโดนีเซีย เหมือนที่เราเคยประกาศขึ้นค่าแรงมาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะช่วงนี้ไทยอยู่ในช่วงดึงดูดการลงทุนเข้ามา จึงไม่ควรสูญเสียโอกาสตรงนี้ไป จากข้อมูลสำนักงานประกันสังคมพบว่า มีผู้ประกอบการ 60% หรือประมาณ 25,000 ราย จากผู้ประกอบการทั้งหมด 500,000 ราย จะได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงมากสุด ส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มภาคการผลิต ทั้งอาหาร, สิ่งทอ, ยาง, อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ เพราะยังมีลูกจ้างบางส่วนหรือทั้งหมดที่ได้รับค่าจ้างต่ำกว่า 400 บาทต่อวันอยู่” นายเกรียงไกรกล่าว

ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการคนที่ 1 หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการแรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเห็นว่า ต้องเป็นไปตามหลักกฎหมายซึ่งบัญญัติไว้ใน มาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และต้องสอดคล้องกับแนวทางที่ได้รับการยอมรับจาก องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ที่ใช้กลไกคณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับข้อเสนอของคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด

“การดำเนินนโยบายปรับค่าจ้างขั้นต่ำที่เหมาะสมและเป็นธรรม ไม่ควรไปลิดรอนสิทธิ ตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการและต้องสร้างความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายภาคส่วน เพราะหากมีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำโดยไม่พิจารณาจากข้อเท็จจริง จะมีผลต่อภาพแรงงานในประเทศทั้งหมด โดยแรงงานที่อยู่ภายในประเทศไทยนั้นต้องยอมรับว่า มีทั้งแรงงานคนไทยและแรงงานต่างด้าว ดังนั้นการพิจารณาอัตราค่าจ้างควรจะพิจารณาอย่างรอบคอบให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ เพราะหากมีปรับในอัตราเดียวทั่วประเทศ ย่อมส่งผลกระทบไปยังภาครวมธุรกิจ อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงาน รวมไปภาคการเกษตร ภาคอสังหาฯ ก่อสร้างด้วย” นายพจน์กล่าว

สิ่งทอผวาต้นทุนพรวด 45-70%

นายยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท พาลาดิน เวิร์คแวร์ จำกัด ผู้ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปแบรนด์ “Blue Bear” กับ “Graphenix” ในฐานะที่ปรึกษาสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เห็นด้วยกับการปรับอัตราค่าจ้าง แต่การปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศมองว่า “เป็นอัตราที่สูงเกินไป” และมีผลกระทบต่อความเหลื่อมล้ำ ทั้งด้านของต้นทุนการผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ การแข่งขันสินค้าภายในประเทศและต่างประเทศและหากรัฐบาลจะมีการปรับจริงก็จะส่งผลต่อต้นทุนสินค้าสูงขึ้น 15-20% จากปัจจุบัน

“ค่าแรงที่สูงขึ้นจะส่งผลให้ต้นทุนในอุตสาหกรรมผู้ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป ตั้งแต่ฟอกย้อมตลอดซัพพลายเชน ไปจนถึงผลิตเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูป ปรับเพิ่มขึ้น รวมไปถึงโบนัส ประกันสังคม สวัสดิการต่าง ๆ ก็ต้องขยับตาม และหากมองค่าแรงในปัจจุบันเฉลี่ย 30-50% เป็นต้นทุนการผลิตของแต่ละหมวดสินค้า หากปรับค่าจ้างขึ้นไป 400 บาทแล้ว ต้นทุนจะขึ้นไปถึง 45-70% ย่อมจะมีผลต่อการแข่งขันการส่งออกในทันที” นายยุทธนากล่าว

ดังนั้น รัฐบาลควรจะปรับค่าจ้างแบบทีละน้อยเฉลี่ยคราวละ 10% “ผู้ประกอบการยังพอรับได้” แต่ต้องแบกรับภาระที่ยังคงส่งผลกระทบต่อต้นทุนบ้าง เช่น ค่าแรง 300 บาท ปรับขึ้นมาเป็น 330 บาท “เราก็พอรับได้” อย่างไรก็ดี ต้องการให้การปรับค่าจ้างสะท้อนความเป็นจริง เพราะหากมีการปรับ แต่สินค้าที่เป็นชนิดเดียวกัน มีการนำเข้าโดยเฉพาะจากจีนที่มีราคาเท่าเดิม ก็จะส่งผลทำให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันลำบากขึ้น ขณะที่ค่าแรงของไทยสูงกว่า หากเทียบในอาเซียน

“ต้องยอมรับว่าในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มช่วง 10 ปีที่ผ่านมาไม่มีการเข้ามาลงทุนจากต่างประเทศเลย จากอดีตที่ไทยมีค่าแรงถูกมาก จึงดึงดูดต่างชาติเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานในไทย เช่น ไต้หวัน ฮ่องกง แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ต้นทุนเพิ่มขึ้น นักลงทุนเหล่านั้นก็ทยอยปิดกิจการและย้ายฐานการลงทุน ทำให้ปัจจุบันผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ 99% เป็นผู้ประกอบการไทย และไม่ค่อยเห็นการย้ายฐานไปผลิตต่างประเทศเพื่อลดต้นทุน ส่วนใหญ่จะยังคงรักษาเสถียรภาพการลงทุนเดิมที่มีอยู่ โดยอาจจะมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ เพื่อให้กำลังการผลิตเต็มประสิทธิภาพและลดการใช้แรงงานลง” นายยุทธนากล่าว

“มาม่า” ยังไม่ขึ้นราคา

นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “มาม่า” กล่าวว่า เห็นด้วยกับการขึ้นค่าแรง เนื่องจากจะส่งผลบวกกับเศรษฐกิจโดยรวม เพราะทำให้กลุ่มผู้ใช้แรงงานซึ่งมีจำนวนหลายล้านคนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ส่วนผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการนั้น “แน่นอนว่าจะมีต้นทุนที่สูงขึ้น” แต่ในฐานะผู้ประกอบการรายใหญ่ในวงการผลิตสินค้าก็ต้องหาทางรับมือโดยไม่ส่งภาระที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภค เพราะในการผลิตสินค้าต้นทุนวัตถุดิบมีสัดส่วนใหญ่กว่าค่าแรงมาก

“การปรับขึ้นค่าแรงควรต้องทำให้ผู้บริโภคมีเม็ดเงินเหลือสำหรับการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น หากขึ้นราคาสินค้าตามจะทำให้การขึ้นค่าแรงไม่เกิดประโยชน์ และในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันหากทุกฝ่ายช่วยกันจะอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนกว่า เพราะสุดท้ายแล้วทุกคนคือ ลูกค้า การขึ้นค่าแรงจะไม่ส่งผลให้บริษัทต้องปรับขึ้นราคา “มาม่า” แน่นอน เนื่องจากบริษัทมีแนวคิดว่า ค่าแรงเป็นสิ่งที่ต้องเพิ่มขึ้นอยู่เสมอ และบริษัทปรับขึ้นค่าแรงให้พนักงานเป็นประจำทุกปี จึงมีแผนบริหารจัดการต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากร” นายพันธ์กล่าว

ดังนั้น วิธีคิดก็คือ ต้องหาว่าในต้นทุนต่อหน่วยนั้นมีค่าแรงแฝงอยู่เท่าใด แล้วเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตขึ้น ซึ่งเมื่อผลิตได้มากขึ้นจะทำให้ต้นทุนคงเดิม จึงไม่มีเหตุผลที่ต้องขึ้นราคาสินค้าตามค่าแรง แต่ในธุรกิจบริการที่ต้องใช้บุคลากรจำนวนมาก หรือผู้ประกอบการในธุรกิจที่ไม่สามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้ สถานการณ์ก็อาจแตกต่างออกไปและอาจต้องปรับขึ้นราคาสินค้า

แรงงานเถื่อนทะลัก

นายชัยกฤต พุ่มเข็ม ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน ประจำเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมานี้ ที่ประชุมมีข้อกังวลทางด้านแรงงานที่อาจจะส่งผลกระทบให้ผู้ประกอบการหันมาใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายมากขึ้น คือ 1) การปรับอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำจาก 350 บาท เพิ่มเป็น 400 บาท กับ 2) การเก็บเงินจากผู้ประกอบการเข้ากองทุนสงเคราะห์พนักงานที่ 2% ในกรณีที่พนักงาน-ลูกจ้าง ถูกยกเลิกจ้างงานโดยไม่ได้รับการชดเชย “ทั้งหมดนี้เป็นนโยบายของรัฐบาลที่พยายามจะให้มีผลบังคับใช้ในปี 2568 และจะกลายเป็นการ ‘เพิ่มต้นทุน’ ให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม SMEs ที่ภาครัฐควรมีมาตรการออกมารองรับเพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงินด้วย”

โดยนโยบายการเพิ่มค่าแรง 400 บาททั่วประเทศจะกลายเป็น “แรงบีบ” ให้ผู้ประกอบการพยายามหาแนวทางเพื่อ “ลดต้นทุน” เช่น การใช้แรงงานราคาถูก การใช้แรงงานต่างด้าวทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมายมากขึ้น และเมื่อติดตามสถานการณ์การจ้างงานของสำนักงานแรงงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ล่าสุดพบตัวเลขของกระทรวงแรงงานระบุว่า มีการจ้างงานแรงงานต่างด้าวรวมทั้งสิ้น 47,000 คน แต่กลับพบว่าตัวเลขการจ้างงานจริงในพื้นที่มีอยู่ถึง 60,000 คน นั้นเท่ากับว่า ส่วนต่างของแรงงานต่างด้าวกว่า 13,000 คน ถือเป็น “ตัวเลขแรงงานแฝง” ที่มีโอกาสจะมีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายรวมอยู่ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานที่ไม่สามารถระบุตัวตนที่ชัดเจน นั้นก็คือ “แรงงานย้ายถิ่น”

“กลายเป็น Hot Issue ที่หยิบยกขึ้นมาหารือในการประชุม กรอ. ครั้งล่าสุด ถ้าต้นทุนจากค่าแรงที่จะเพิ่มขึ้นอีก 400 บาทเกิดขึ้นจริง เราก็จะได้เห็นภาพของตัวเลขด้านแรงงานต่างด้าวที่ผันแปรค่อนข้างสูง อย่างแรงงานย้ายถิ่นจากเดิมที่หากมีการย้ายพื้นที่ทำงานจะต้องแจ้งต่อหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ แต่ปัจจุบันไม่จำเป็นต้องแจ้ง แรงงานต่างด้าวในโรงงานใหญ่ ๆ อาจจะไม่สามารถทำได้ง่าย ๆ แต่ในธุรกิจอื่น ๆ เช่น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ก็อาจจะจ้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายได้” นายชัยกฤตกล่าว

สอดคล้องกับ ดร.อภิสิทธิ์ เตชะนิธิสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมภาคกลาง อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร กล่าวว่า การปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาท ถ้าเป็นโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่กิจการยังดี มีคำสั่งซื้อเข้ามา “ก็ยังเดินหน้าต่อไปได้” แต่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่ผลประกอบการไม่ดีและใช้แรงงานจำนวนมาก “คงจะต้องหยุดการผลิต เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ” ที่ผ่านมามีปิดกิจการให้เห็นหลายโรงงานแล้ว รวมถึงผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มีแรงงานตั้งแต่ 10-20 คน เป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็ก มีโอกาสที่จะออกนอกระบบไปใช้แรงงานเถื่อนมีมาก เพื่อลดต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ในส่วนของจังหวัดสมุทรสาครปัจจุบันมีแรงงานต่างด้าวขึ้นทะเบียนไว้ประมาณ 600,000 คน ส่วนแรงงานต่างด้าวเถื่อนที่ไม่มีเอกสารถูกต้อง “น่าจะมีเป็น 100,000 คนเช่นกัน”

เคาะ 400 บาทก่อนสิ้นปี

ล่าสุด นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง) ชุดที่ 22 หรือบอร์ดไตรภาคี กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีการประชุมบอร์ดไตรภาคีเพื่อพิจารณาการปรับค่าจ้าง 400 บาททั่วประเทศ ในบางสาขาอาชีพและบางกิจการ ตามนโยบายรัฐบาลว่า ขณะนี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแต่งตั้งรายชื่อ 2 กรรมการฝ่ายรัฐเรียบร้อยแล้วเพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างลง คือ นายอัครุตม์ สนธยานนท์ รองปลัดกระทรวงการคลัง ผู้แทนจากกระทรวงการคลัง กับเรือเอก สาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ผู้แทนจากกระทรวงแรงงาน จึงทำให้บอร์ดไตรภาคีครบสมบูรณ์ทั้ง 3 ฝ่ายแล้ว “ขณะนี้ได้ส่งหนังสือเรียนเชิญบอร์ดไตรภาคีแต่ละฝ่ายแล้วว่า จะประชุมเพื่อพิจารณาการปรับค่าจ้าง 400 บาท ในช่วงเช้าของวันที่ 12 ธ.ค. 67 เพื่อขอคำแนะนำและหารือร่วมกันว่าจะดำเนินการอย่างไร” นายบุญสงค์กล่าว

รายงานข่าวจากกระทรวงแรงงานเปิดเผยว่า วาระการประชุมบอร์ดค่าจ้าง 12 ธ.ค.นี้ ตามธรรมเนียมน่าจะเป็นเพียงการหารือวาระทั่วไป รวมถึงการแนะนำคณะกรรม 2 คนใหม่ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเข้ามา แต่อาจจะยังไม่มีการลงมติการปรับค่าจ้าง 400 บาททั่วประเทศในบางสาขาอาชีพ เนื่องจากต้องให้คณะกรรมการค่าจ้างชุดใหม่ที่เพิ่งเข้ามาไปศึกษาข้อมูลก่อน แต่คาดว่าอาจจะถูกนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมครั้งต่อไปภายใน 15 วัน เพื่อให้ทันก่อนปีใหม่ 2568

โดยคาดการณ์ว่า มติการลงคะแนนของคณะกรรมการไตรภาคี อาจจะออกมาลักษณะ 10 ต่อ 5 เสียงจากฝ่ายรัฐและลูกจ้าง ซึ่งน่าจะลงมติไปในทิศทางเดียวกันที่ “เห็นชอบให้ปรับขึ้นค่าแรง” ในขณะที่ฝ่ายนายจ้างอาจจะลงมติค้านหรือใช้วิธีบอยคอตไม่เข้าร่วมประชุมก็ได้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ธุรกิจค้านขึ้นค่าแรง 400 บาท กกร.ออกโรงยื่นหนังสือจี้รัฐทบทวน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...