ปี25 ชี้โอกาสลงทุนอยู่ที่ “หุ้นนอกสหรัฐ” ชู “หุ้นจีน” ระยะกลางน่าสนใจ “หุ้นยุโรป-อังกฤษ” ไซส์เล็กเด่นสุด ราคาต่ำกว่ามูลค่าแท้จริงกว่า 40% มอง “พันธบัตรสหรัฐ” เด่นรับ “ดอกเบี้ยขาลง” !!!
Fun of Funds: ปี2024 ถือเป็นอีกปีที่ดีสำหรับ “ตลาดหุ้นสหรัฐ” ดัชนี “S&P500” ยังทะยานต่อเนื่องมาอยู่บริเวณ 6,035 จุด บวกไป +27%
และมีการปรับเป้าหมายดัชนี “S&P500” ในปีหน้าขึ้นเป็น 6,700 จุด หรือมีอัพไซด์จากปัจจุบันประมาณ 10%
แม้จะไม่มากมายเหมือนช่วงที่ผ่านมา แต่ก็ยังเป็นตลาดที่มีโมเมนตัมที่จะไปต่อได้ ท่ามกลางคำถามจากนักลงทุนบางส่วนว่า…“แพงไปหรือยังไง?” หรือ “กำลังเป็นฟองสบู่หรือไม่?”
ซึ่งคำตอบที่ได้ คือ พื้นฐานที่แข็งแกร่งและกำไรบจ.ของสหรัฐเอง จะช่วยสนับสนุนให้ตลาดยังห่างไกลจากความกังวลเหล่านี้ไปได้
อย่างไรก็ตาม มุมมองของ “Morningstar” ในปี2025 เองนั้น กลับให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนใน “หุ้นนอกสหรัฐ” เพราะประเมินว่าผลตอบแทนของตลาดจะ “ไม่ถึง 10%” และยังมีตลาดอื่นที่น่าสนใจและให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าให้เลือกลงทุนอยู่นั่นเอง
มีตลาดไหน? สินทรัพย์อะไรบ้างนั้น? ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ ไปอัพเดทพร้อมๆ กันได้เลย
ปี25 แนะเพิ่มน้ำหนัก “หุ้นนอกสหรัฐ”…ชู “หุ้นจีน” การลงทุนระยะกลางน่าสนใจ – “หุ้นยุโรป-อังกฤษ” ไซส์เล็กโดดเด่นกลุ่มตลาดพัฒนาแล้ว
ทาง “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” เปิดมุมมองการลงทุนปี25 เอาไว้ว่า ในปี24 “ตลาดหุ้นสหรัฐ” ปรับเพิ่มขึ้นได้ดีเหนือกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ จนปัจจุบันมีมูลค่าที่แพงกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น โดยตลาดหุ้นสหรัฐปีนี้ปรับขึ้นแล้วกว่า 25% ซึ่งมีผลมาจากการปรับขึ้นของหุ้นที่อิงกระแส AI และความคาดหวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
“สำหรับโอกาสการลงทุนในปีหน้าเราแนะนำให้เน้นไปที่ภูมิภาคอื่นนอกเหนือจากสหรัฐ ซึ่งคาดว่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับความเสี่ยงที่มี ทั้งนี้จากการประเมินของ ‘Morningstar’ คาดว่าตลาดหุ้นสหรัฐจะให้ผลตอบแทนไม่ถึง 10% ขณะที่ตลาดอื่นๆ มีโอกาสให้ผลตอบแทนที่สูงกว่ามากในอนาคต อย่างไรก็ดีไม่ได้แปลว่าให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นสหรัฐไปเลยแต่ให้ลองมองหุ้นที่ราคายังไม่ได้ปรับขึ้นเยอะเพื่อลงทุนไว้ได้”
ส่วน “ตลาดหุ้นจีน” ในระยะกลางยังเป็นบวก แม้ที่ผ่านมาสถานการณ์จะย่ำแย่และอนาคตยังดูไม่ดีขึ้น แต่ความพยายามจากภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจก็คาดว่าจะทำให้เห็นภาพที่ดีขึ้น นอกจากนี้ “ตลาดยุโรป” และ “อังกฤษ” ก็นับว่าน่าสนใจที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว โดยหุ้นที่มีมูลค่าตลาดขนาดเล็ก (Small-cap) คาดว่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหุ้นที่มีมูลค่าตลาดขนาดใหญ่ (Large-cap) เนื่องจากปัจจุบันหุ้นขนาดเล็กซื้อขายในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นเกือบ 40%
“แม้ภาพเศรษฐกิจและการเมืองจะสร้างความกังวลให้กับตลาดเกิดใหม่ (Emerging markets) แต่สำหรับนักลงทุนระยะยาวที่สามารถรองรับความผันผวนในระยะสั้นได้นั้นจึงถือได้ว่าเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าลงทุนในช่วงนี้ที่ตลาดมีความผันผวนสูงเพื่อผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว นอกจากนี้ยังคงให้รอดูพัฒนาการทางเศรษฐกิจของจีนเพราะอาจทำให้ตลาดหุ้นจีนกลับมาเป็นที่นิยมได้”
“พันธบัตรสหรัฐ” โอกาสลงทุนรับ “ดอกเบี้ยขาลง”…แนะขยับสู่ “ตราสารหนี้ระยะยาว” มากขึ้น
อีกสินทรัพย์ที่น่าสนใจ ก็คือ “พันธบัตรสหรัฐ” ในช่วงที่เงินเฟ้อและดอกเบี้ยอยู่ในแนวโน้มขาลง นักลงทุนอาจไม่มั่นใจว่าจะลงทุนในตราสารหนี้อย่างไร ทั้งนี้นักวิเคราะห์เศรษฐกิจของ Morningstar คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐจะปรับลดลงจากปัจจุบัน 5.25%-5.50% เหลือ 4.25%-4.50%ในสิ้นปีนี้ และเหลือ 3.00%-3.25% ในช่วงสิ้นปี25 และ 2.00%-2.25% ช่วงสิ้นปี26 ซึ่งสะท้อนมายังอัตราผลตอบแทนจากการฝากเงินในธนาคารว่ามีแนวโน้มปรับลดลงด้วยเช่นกัน
“สำหรับนักลงทุนระยะยาวจึงแนะนำให้น้ำหนักการลงทุนใน ‘ตราสารหนี้ระยะยาว’ มากขึ้น เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง และลงทุนไปใน ‘ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่’ มากขึ้นเพื่อกระจายการลงทุนและเพิ่มผลตอบแทนเพื่อให้ได้ผลตอบแทน นอกจากนี้ในอีก 10 ปีข้างหน้าเรายังคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 2.3% พันธบัตรรัฐบาลระยะยาวจึงให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจได้มากกว่าการถือเงินสดหรือฝากเงินไว้ในธนาคาร และน่าสนใจกว่า ‘ตราสารหนี้เอกชน’ เมื่อเทียบผลตอบแทนกับความเสี่ยงแล้ว”
ใน “ปีมะเส็ง-2025” นั้น นักวิเคราะห์ของ Morningstar ยังคงให้ความระมัดระวังในการลงทุน “หุ้นสหรัฐ” ในบางกลุ่ม และเห็นโอกาสในการลงทุนใน “หุ้นนอกสหรัฐ” โดยเฉพาะ “จีน” ในระยะกลางยังมีมุมมองเป็นบวก รวมถึง “หุ้นยุโรป-อังกฤษ์” ไซส์เล็ก ตลอดจนการลงทุนใน “พันธบัตรรัฐบาล” นับเป็นการช่วยกระจายสินทรัพย์ลงทุนและยังให้ผลตอบแทนที่ดีในภาวะเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มลดลง