สุดบูม เอกชน 1 หมื่นรายเข้าคิวซื้อขาย "คาร์บอนเครดิต"
ส.อ.ท.จี้รัฐเร่งพัฒนาเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม ปลดล็อกกฎหมาย รับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเต็มรูปแบบ ตามเทรนด์โลก หลังบิ๊กเอกชนแห่เข้าคิวเสนอแผนการจัดการซื้อขายต่อองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกกว่า 10,000 แห่ง แต่ติดข้อกฎหมาย ดิจิทัลแพลตฟอร์มล้าหลังต่างชาติ 10 ปี
นายอาทิตย์ เวชกิจ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน กรรมการและเลขานุการ สถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ส.อ.ท.มุ่งเน้นส่งเสริมให้ประเทศไทยมีการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวทางที่ประเทศไทยประกาศลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป้าหมายเป็นศูนย์ในอนาคต
โดยขอให้ภาครัฐเร่งรัดผลักดันวางโครงสร้างพื้นฐานด้านแพลตฟอร์มเทคโนโลยี ที่ปัจจุบันมีทั้งจากการจัดตั้งของกลุ่มอุตสาหกรรม Thailand Carbon Credit Exchange Platform เพื่อการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต และการรวมกลุ่มของสมาชิกอุตสาหกรรมหมุนเวียนโครงการ RE100 Thailand Club เพื่อเป็นศูนย์กลางการซื้อขายแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต ซึ่งทั้งหมดก่อตั้งจากการรวมกลุ่มผู้ที่เห็นด้วยกับการเดินหน้าลดการปล่อยคาร์บอน
ทั้งนี้ ปัจจุบันองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้จัดทำมาตรฐานการขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตเพียงหน่วยงานเดียว ซึ่งที่ผ่านมาได้เชิญชวนให้บริษัทขนาดใหญ่ที่มีความสนใจและมีศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจกเข้ามาร่วมลงทะเบียน รวมทั้งมีนโยบายส่งเสริมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรอง
ซึ่งล่าสุดจากการติดตามผู้ประกอบการภาคเอกชน องค์กรและบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ โรงงาน หน่วยงาน องค์กรหลายแห่งกว่า 10,000 แห่ง ได้ยื่นเสนอแผนและขอมาตรฐานการรับรองจัดการซื้อขายคาร์บอนผ่านหน่วยงานดังกล่าวไปแล้ว แต่เนื่องจากประเทศไทยยังอยู่ระหว่างการพิจารณากฎหมาย นโยบาย และรอความพร้อมของสถาบันทางการเงิน จึงยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับไทยเป็นหนึ่งในประชาคมโลก ที่จะต้องมีส่วนร่วมลดปัญหาภาวะโลกร้อน และต้องทำทุกวิธีการเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน ทั้งการทำเรื่องลดการใช้พลังงาน (energy efficiency) ในปัจจุบัน สามารถดำเนินการได้ง่ายกว่าอดีตที่ผ่านมา เพราะการลงทุนติดตั้งอุปกรณ์ประหยัดพลังงานมีราคาถูกลง เอื้อต่อการทำเรื่องคาร์บอนเครดิตได้ง่ายขึ้น แต่สิ่งสำคัญยังจะต้องทำควบคู่กับเรื่องการตรวจวัดและพิสูจน์ผล และต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากล ตามมาตรฐาน ISO ที่ประเทศคู่ค้าให้การยอมรับ
ไทยก้าวข้ามข้อจำกัดในด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลกและการส่งออกของไทยในเวทีการค้าโลก เป็นผลจากการดำเนินมาตรการลดคาร์บอนที่เข้มข้นขึ้นในทุกภาคส่วนของโลก กลายเป็นโจทย์ใหม่ที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมรับมือ โดยเฉพาะผู้ส่งออกไทย
แต่ปัจจุบันการนำโรงงานที่ใช้พลังงานสีเขียวไปขึ้นทะเบียนตามมาตรฐานคาร์บอนเครดิต เป็นการพัฒนาระบบการขึ้นทะเบียนและระบบซื้อขายคาร์บอนเครดิตของตนเอง ต้องยอมรับว่า การซื้อขายคาร์บอนเครดิตในไทยยังเป็นการซื้อขายโดยสมัครใจ และถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้น ที่ต้องการสนับสนุนจากภาครัฐ
“นโยบายพลังงานสะอาด ไม่ว่าจะมาในรูปแบบไหน ภาคเอกชนยินดีสนับสนุน แต่เราอยากได้ความชัดเจน และนโยบายที่เป็นรูปธรรมมากกว่า ซึ่งไทยเรามักเน้นกฎระเบียบ แต่ขาดการจูงใจช่วยเหลือสนับสนุน ภาคเอกชนตื่นตัวเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก แต่รัฐยังไม่ชัดเจน อยากให้รัฐเร่งรัดสนับสนุน เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่คู่ค้าเริ่มมีมาตรการจริงจัง ดังนั้น สิ่งที่ควรทำได้ทันทีเลย คือ ดิจิทัลแพลตฟอร์ม ไม่ใช่แค่คาร์บอน ยังรวมไปถึงแพลตฟอร์มดิจิทัลไฟฟ้า ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าไทยเราล้าหลังต่างประเทศกว่า 10 ปี ทั้งที่ไทยมีผู้พัฒนาแพลตฟอร์มจำนวนมาก” นายอาทิตย์กล่าว