โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SET Note เปิดพอร์ตการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทย ปี 2566

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 27 ต.ค. 2566 เวลา 15.34 น. • เผยแพร่ 27 ต.ค. 2566 เวลา 15.34 น.

ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2566 นักลงทุนต่างประเทศถือครองหุ้นในตลาดหุ้นไทย สูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้วยมูลค่ารวมกว่า 5.87 ล้านล้านบาท โดยเพิ่มขึ้น 14.95% จากสิ้นเดือนกรกฎาคม 2565 โดยมูลค่าการถือครองหุ้นคิดเป็น 30.50% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด

ฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ศึกษาข้อมูลการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ1 ในตลาดหุ้นไทยจาก 1) ข้อมูลการปิดสมุดทะเบียนเพื่อรวบรวมรายชื่อผู้ถือหุ้น 2) ข้อมูล Corporate Actions 3) ข้อมูลการระดมทุนผ่านตลาดรองของบริษัทจดทะเบียน 795 บริษัท2 โดยใช้ข้อมูลล่าสุดถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2566 ซึ่งมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมกว่า 19.26 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 99.40% ของมูลค่าหลักทรัพย์รวมทั้งตลาด

ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2566 นักลงทุนต่างประเทศมีมูลค่าการถือครองหุ้นในตลาดหุ้นไทยรวมกว่า 5.87 ล้านล้านบาท ทำสถิติใหม่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ (ภาพที่ 1) โดยมูลค่าถือครองหุ้นฯ เพิ่มขึ้นกว่า 760,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 14.95% จากสิ้นเดือนกรกฎาคม 2565

ทั้งนี้ ปัจจัยที่มีผลให้มูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศปรับเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งมาจาก
1)การปรับเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในบางหมวดธุรกิจ สังเกตได้จากดัชนีราคารายหมวดธุรกิจ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น (ตารางที่ 1)
2)การถือครองหุ้นของบริษัทที่เข้าจดทะเบียนซื้อขายใหม่ (new listing companies) ซึ่งเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบมูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศที่เปิดเผยในปีผ่านมา กับมูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2566 พบว่า นักลงทุนต่างประเทศถือครองหุ้นเพิ่มเติมในกลุ่มบริษัทที่เข้าจดทะเบียนซื้อขายใหม่ จำนวน 45 บริษัท ซึ่งมีมูลค่าถือครองหุ้นรวม 69,528 ล้านบาท (ตารางที่ 2)

3)การถือครองหุ้นเพิ่มเติม จากกิจกรรมการระดมทุนในตลาดรอง (secondary public offering) ของบริษัทจดทะเบียน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือนสิงหาคม 2565 ถึงเดือนสิงหาคม 2566 นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยรวมกว่า 49,780 ล้านบาท (ภาพที่ 2)

กลุ่มอุตสาหกรรมที่นักลงทุนต่างประเทศถือครองหุ้นสูงสุด 3 อันดับแรก คือ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มบริการ และกลุ่มธุรกิจการเงิน มีมูลค่าถือครองหุ้นรวม 4.08 ล้านล้านบาท คิดเป็น 69.4% ของมูลค่าการถือครองหุ้นรวมของนักลงทุนต่างประเทศ

เมื่อพิจารณามูลค่าถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศจำแนกตามกลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทย 9 อุตสาหกรรม (นับตลาดเอ็ม เอ ไอ เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรม) พบว่า มูลค่าถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2566 เพิ่มขึ้นในกลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มบริการ กลุ่มธุรกิจการเงิน กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และสิ่งก่อสร้าง และบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ มีมูลค่าการถือครองหุ้นลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการถือครองหุ้นฯ สูงสุด 3 อันดับแรก มีการเปลี่ยนแปลงจากปีที่ผ่านมา (ตารางที่ 3) โดยอุตสาหกรรมที่มีการถือครองสูงสุดยังคงเป็นกลุ่มเทคโนโลยีเหมือนปีที่ผ่านมา อันดับที่ 2 คือ กลุ่มบริการ ที่ขยับมาจากอันดับ 4 โดยมีมูลค่าการถือครองหุ้น ขณะที่อันดับ 3 คือ กลุ่มธุรกิจการเงิน โดย 3 อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าถือครองหุ้นสูงสุดในปีนี้ มีมูลค่าการถือครองหุ้นรวม 4.08 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 69.4% ของมูลค่าการถือครองหุ้นรวมของนักลงทุนต่างประเทศ

กลุ่มเทคโนโลยี ยังคงเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่นักลงทุนต่างประเทศถือครองหุ้นด้วยมูลค่าสูงสุดที่ระดับ 1,930,760 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 775,102 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 67.07% จากปีก่อน โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้มูลค่าการซื้อครองหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้ปรับตัวสูงขึ้นเป็นผลจาก 1) ราคาหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนในหมวดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และ 2) การถือครองหุ้นเพิ่มขึ้นในบริษัทจดทะเบียนในหมวดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในหมวดเทคโนโลยีและการสื่อสารที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้

อันดับที่ 2 คือ กลุ่มบริการ ปรับขึ้นมาจากอันดับ 4 ในปีก่อน โดยมีมูลค่าการถือครองหุ้นรวม 1,086,482 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 194,638 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 21.82% จากปีก่อน โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้มูลค่าการซื้อครองหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้ปรับตัวสูงขึ้นเป็นผลจาก 1) การได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นของนักลงทุนต่างประเทศและถือครองหุ้นเพิ่มขึ้นในบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในหมวดการแพทย์ และ 2) การปรับย้ายหมวดธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม ภายใต้กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ย้ายมาอยู่ในหมวดการท่องเที่ยวและสันทนาการ ภายใต้กลุ่มบริการ

อันดับ 3 คือ กลุ่มธุรกิจการเงิน ที่ลดลงจากอันดับ 2 ในปีก่อน โดยมีมูลค่าการถือครองหุ้นรวม 1,057,987 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51,237 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5.09% จากปีก่อน สวนทางกับการเปลี่ยนแปลงดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลดลง 0.97% จากปีก่อน ทั้งนี้เนื่องจาก 1) การเข้าจดทะเบียนของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในหมวดประกันภัยและประกันชีวิต และ 2) การถือครองหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในหมวดธนาคารบางแห่งที่เพิ่มขึ้น โดยบางธนาคารเป็นผลจากราคาที่ปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่บางธนาคารมีการถือครองด้วยจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้น ขณะที่อันดับ 4 คือ กลุ่มทรัพยากร ที่ลดลงจากอันดับ 3 ในปีก่อน โดยมีมูลค่าการถือครองหุ้นรวม 861,642 ล้านบาท ลดลง 91,779 ล้านบาท หรือลดลง 9.63% จากปีก่อน ใกล้เคียงดัชนีของกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวลดลง 8.94% จากปีก่อน

นักลงทุนต่างประเทศมีมูลค่าการถือครองหุ้นสูงสุดในหมวดหมวดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รองลงมา คือ พลังงานและสาธารณูปโภค และธนาคาร

เมื่อพิจารณามูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศจำแนกตามหมวดธุรกิจของตลาดหุ้นไทย จำนวน 27 หมวด (รวมตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ เป็นหนึ่งหมวดธุรกิจ) พบว่า

หมวดธุรกิจที่นักลงทุนต่างประเทศถือครองหุ้นสูงสุด 3 อันดับแรก (ตารางที่ 4) คือ หมวดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค และหมวดธนาคาร ซึ่งยังคงเป็นหมวดเดียวกันกับปีที่ผ่านมา แต่สลับอันดับ โดยหมวดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขยับขึ้นไปอยู่ในอันดับ 1 จากอันดับที่ 3 ในปีก่อน ขณะที่หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค และหมวดธนาคาร ปรับลดลงมาอยู่ที่อันดับที่ 2 และ 3 จากอันดับที่ 1 และ 2 ในปีก่อน โดยในปีนี้ทั้ง 3 หมวดธุรกิจ มีมูลค่าถือครองหุ้นรวม 3.07 ล้านล้านบาท คิดเป็น 52.34% ของมูลค่าการถือครองหุ้นรวมของนักลงทุนต่างประเทศ

หมวดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (ETRON) มีมูลค่าการถือครองหุ้นสูงสุด 1,384,202 ล้านบาท คิดเป็น 23.56% ของมูลค่าการถือครองหุ้นรวมของนักลงทุนต่างประเทศ

รองลงมา คือ หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค (ENERG) มีมูลค่าการถือครองหุ้นรวม 861,642 ล้านบาท คิดเป็น 14.67% ของมูลค่าการถือครองหุ้นรวมของนักลงทุนต่างประเทศ และหมวดธนาคาร (BANK) มูลค่าการถือครองหุ้นรวม 828,880 ล้านบาท คิดเป็น 14.11% ของมูลค่าการถือครองหุ้นรวมของนักลงทุนต่างประเทศ

มูลค่าการถือครองหุ้นกว่า 75.2% ของมูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศทั้งหมด เป็นการถือครองหุ้นที่อยู่ในองค์ประกอบของ MSCI Thailand Index เพิ่มขึ้นจาก 72.3% จากปีก่อน

จากรายชื่อหลักทรัพย์ที่นักลงทุนต่างประเทศถือครองหุ้น ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2566 เปรียบเทียบกับรายชื่อองค์ประกอบของ MSCI Thailand Index จำนวน 41 บริษัท3 พบว่า นักลงทุนต่างประเทศถือครองทุกหลักทรัพย์ที่เป็นองค์ประกอบดัชนีดังกล่าว โดยมีมูลค่าการถือครองหุ้นรวม 4.42 ล้านล้านบาท คิดเป็น 75.2% ของมูลค่าการถือครองหุ้นรวมของนักลงทุนต่างประเทศ (ภาพที่ 3) ซึ่งมีมูลค่าการถือครองหุ้นเพิ่มขึ้น 19.7% จากสิ้นเดือนกรกฎาคม 2565 ที่มีมูลค่าการถือครองหุ้นที่เป็นองค์ประกอบดัชนีรวม 3.69 ล้านล้านบาท

ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2566 นักลงทุนจาก 122 สัญชาติ ถือครองหุ้นในตลาดหุ้นไทย โดยนักลงทุนจากสหราชอาณาจักร สิงคโปร์ และฮ่องกง มีมูลค่าการถือครองหุ้นสูงสุด 3 สัญชาติแรก

จากข้อมูลการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2566 พบว่า มีนักลงทุนต่างประเทศจำนวน 122 สัญชาติถือครองหุ้นในตลาดหุ้นไทย ลดลงสุทธิ 1 สัญชาติ จากปีก่อน โดยนักลงทุนต่างประเทศที่มีมูลค่าการถือครองหุ้นสูงสุด 10 สัญชาติแรก มีมูลค่าถือครองหุ้นรวม 5.64 ล้านล้านบาท คิดเป็น 96.0% ของมูลค่าการถือครองหุ้นทั้งหมดของนักลงทุนต่างประเทศ (ตารางที่ 5)

จากภาพรวมมูลค่าการถือครองหุ้นจำแนกตามสัญชาตินักลงทุน พบว่า นักลงทุน 10 สัญชาติแรกที่มีมูลค่าการถือครองหุ้นรวมสูงสุด ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2565 พบว่า 9 สัญชาติยังคงเป็นนักลงทุนสัญชาติ แต่มีการเปลี่ยนแปลงจากปีก่อน สรุปได้ดังนี้

  • นักลงทุนจากสหราชอาณาจักร ยังคงมีมูลค่าการถือครองหุ้นสูงสุดในตลาดหุ้นไทย โดยมูลค่าการถือครองหุ้นส่วนใหญ่กระจายถือครองหุ้นของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่เป็นองค์ประกอบดัชนีอ้างอิงต่างประเทศ (อาทิ MSCI Thailand Index เป็นต้น)
  • อันดับที่ 2 ยังคงเป็นนักลงทุนจากสิงคโปร์ ที่มูลค่าการถือครองหุ้นส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ทั้งในหมวดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และหมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
  • ขณะที่อันดับ 3 ในปีนี้ คือ นักลงทุนจากฮ่องกง มูลค่าการถือครองหุ้นส่วนใหญ่กระจายถือครองหุ้นของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่เป็นองค์ประกอบดัชนีอ้างอิงต่างประเทศ แซงหน้านักลงทุนจากสวิสเซอร์แลนด์ ที่ปีนี้อยู่ที่อันดับ 4 โดยมูลค่าการถือครองหุ้นส่วนใหญ่ของกระจายถือครองหุ้นของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่เป็นองค์ประกอบดัชนีอ้างอิงต่างประเทศ โดยเฉพาะในธุรกิจพลังงาน
  • อันดับที่ 5 และอันดับที่ 6 ยังคงเป็นสัญชาติและอันดับเดิม ได้แก่ นักลงทุนจากสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ตามอันดับ
  • อันดับที่ 7 และอันดับที่ 8 ยังคงเป็นนักลงทุนจากเนเธอร์แลนด์และมอริเชียส โดยปีนี้เนเธอร์แลนด์ขยับแซงหน้ามอริเชียสมาอยู่ที่อันดับ 7 ส่วนมอริเชียสลดลงไปอยู่มี่อันดับ 8
  • ส่วนอันดับ 9 คือ นักลงทุนจากไต้หวัน ขยับขึ้นมาจากอันดับที่ 11 ในปีที่ผ่านมา โดยมูลค่าการถือครองหุ้นส่วนใหญ่อยู่ในหมวดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และอันดับที่ 10 คือ นักลงทุนจากฝรั่งเศส ที่ลดลงมาจากอันดับ 9 ในปีที่ผ่านมา และนักลงทุนจากบริติช เวอร์จิน ไอส์แลนด์ ที่อยู่ในอันดับ 10 ในปีที่ผ่านมา ที่ขยับลดลงไปอยู่ที่อันดับ 11 ในปีนี้

อ้างอิง
1 การแบ่งสัญชาตินักลงทุน ใช้ข้อมูลตามที่นักลงทุนระบุในฐานข้อมูลนักลงทนุ หากนักลงทุนต่างประเทศลงทุนผ่านทางประเทศอื่น หรือ หลักทรัพย์อยู่ภายใต้ผู้เก็บรักษาทรัพย์สิน (custodian/trustee) ในประเทศอื่น ทา ให้ฐานข้อมูลนักลงทุนมีความคลาดเคลื่อนจากสัญชาติที่แท้จริงของนักลงทุนได้
2 ข้อมูล ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2566 ไม่รวมบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ระหว่างฟื้นฟูกิจการ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
(REIT)
3 รายชื่อหลักทรัพย์ที่เป็นองค์ประกอบ MSCI Thailand Index ณ 22 กันยายน 2566

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...