โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

Perfect Superstar [นิยายแปล]

นิยาย Dek-D

อัพเดต 31 ส.ค. 2566 เวลา 13.05 น. • เผยแพร่ 31 ส.ค. 2566 เวลา 13.05 น. • Ink Stone
ชีวิตของลู่เฉินดั่งมรสุมรุมเร้า ทว่าสวรรค์ยังคงเมตตาคนสู้ชีวิต ความทรงจำและความสามารถจากในความฝัน จะช่วยปูทางให้เขากลายเป็น Perfect Superstar เอง!

ข้อมูลเบื้องต้น

Perfect Superstar [นิยายแปล]

ลู่เฉิน ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาวัย 22 ปี

จำต้องหยุดเรียนออกมาทำงานหาเงินในเมืองหลวง เพื่อช่วยครอบครัวปลดหนี้จำนวนมหาศาล

วันหนึ่งเขาฝัน…เป็นความฝันที่ยาวนานมาก

โลกแห่งความฝันทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้า

ตัวละครแสดงต่างก็มีสีสันที่ไม่เหมือนกัน

นักร้อง นักแสดง นักเขียนอิสระ

เขามีประสบการณ์กับช่วงชีวิตที่ต่างกันทั้งสามนี้ในโลกความฝัน

เมื่อตื่นขึ้น ลู่เฉินมุ่งหน้าสู่ความฝันของตัวเองพร้อมกับทักษะที่ได้รับมา

เป้าหมายคือกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ที่สมบูรณ์แบบ!!!

*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท Ink Stone Entertainment ***

ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%

เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : China Literature

เรื่อง : Perfect Superstar

ผู้เขียน : เฉินรู่ไท่ผิงหยาง

ผู้แปล : Zonore

---

[完美大明星] / [沉入太平洋]

©2021 Ink Stone Entertainment Co., Ltd. All rights reserved.

Thai translation rights arranged with China Literature by Ink Stone Entertainment Co., Ltd.

ตอนที่ 1 ฝันที่เปลี่ยนแปลงโชคชะตา

ลู่เฉินฝัน เป็นฝันที่ยาวนานมากครั้งหนึ่ง

โลกในความฝันทั้งคุ้นเคยและแปลกตา ตัวละครไม่ซ้ำกันแสดงบทบาทยอดเยี่ยมที่แตกต่างกันไป เขาประสบเหตุการณ์บนโลกแห่งนี้ถึงสามช่วงชีวิตที่ต่างกัน!

ช่วงชีวิตแรกเป็นของนักร้องคนหนึ่งที่ชื่อสวีป๋อ มีนิสัยโอ้อวดไม่อยู่นิ่ง ชื่นชอบในดนตรีอย่างบ้าคลั่ง แม้จะมีเชาว์ปัญญาเหนือคนทั่วไป แต่ไม่มีทางโด่งดังได้เลย ใช้ชีวิตเหมือนจอกแหนที่ล่องลอยอย่างไร้ทิศทาง

ในช่วงชีวิตที่สองเขามีชื่อว่าโม่หราน เป็นนักแสดง รูปลักษณ์ไม่โดดเด่นนิสัยสุขุมเก็บงำความรู้สึก เคยแสดงทั้งละครโทรทัศน์และภาพยนตร์มากมายในบทบาทที่ไม่ซ้ำกัน แต่เป็นเพียงตัวประกอบตลอด ถึงแม้มีเทคนิคการแสดงที่โดดเด่น กลับมักช่วยให้คนอื่นเจิดจรัสมากขึ้น

และชีวิตสุดท้ายเป็นของฟางหมิงอี้ผู้เป็นนักเขียนอิสระ โปรดปรานดนตรี ภาพยนตร์ การท่องเที่ยว และอาหารเลิศรส เขามักสะพายเป้ออกผจญภัย อาศัยการถ่ายทอดตัวอักษรตามอารมณ์ที่โลดแล่นลงในอินเทอร์เน็ตเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ

โชคชะตาช่างน่าอัศจรรย์ การพบปะสังสรรค์สบายๆ ครั้งหนึ่งทำให้สวีป๋อ โม่หราน และฟางหมิงอี้ได้รู้จักกัน ถึงแม้นิสัยของพวกเขาไม่เหมือนกันเลย แต่ก็ยังมีหัวข้อสนทนาร่วมกันมากมาย ด้วยเหตุนี้จึงกลายเป็นเพื่อนสนิทอย่างแท้จริง

ต่อมาทั้งสามคนออกเดินทางท่องเที่ยวร่วมกัน จู่ๆ ก็เจอเหตุการณ์โคลนถล่มบนถนนภูเขาคดเคี้ยวที่มุ่งหน้าสู่ภูเขาน้ำแข็งอวี้หลง…

ขณะที่หินภูเขาปะปนดินโคลนนับไม่ถ้วนซัดใส่หน้าต่างรถและทะลักเข้ามาด้านใน ความหวาดกลัวอันท่วมท้นและความรู้สึกหายใจไม่ออกทำให้ลู่เฉินตกใจตื่น ดีดตัวขึ้นนั่งบนเตียงโดยพลัน!

เขาหอบหายใจรุนแรง เหงื่อผุดบนหน้าผากเต็มไปหมด ดวงตาไร้แววราวกับไม่มีวิญญาณ

ผ่านไปนาน ลู่เฉินถึงค่อยบังคับตัวเองให้ดึงสติกลับมา

สายตาค่อยๆ เพ่งจ้อง ภาพห้องพักซอมซ่อที่คุ้นเคยเป็นที่สุดสะท้อนเข้ามาม่านตา แสงสลัวจากโคมไฟอันเล็กพอถูไถส่องสว่างให้ห้องแคบๆ ขนาดไม่ถึงสิบตารางเมตร นอกจากที่นอนซึ่งเขานอนอยู่กับโต๊ะเก้าอี้เก่าชุดหนึ่งและตู้เสื้อผ้าแล้วก็ไม่มีเครื่องเรือนชิ้นอื่นอีก

แต่เขายังแยกไม่ค่อยออกว่าตัวเองคือสวีป๋อ โม่หราน หรือฟางหมิงอี้กันแน่ ความทรงจำของคนทั้งสามช่างสดใหม่ชัดเจน ประทับลึกลงไปในดวงจิตของเขาอย่างไม่มีทางแยกออกได้

ลู่เฉินใส่เสื้อคลุมอย่างลวกๆ เดินโซเซเข้าไปในห้องน้ำขนาดเล็ก บิดเปิดก๊อกน้ำอย่างรวดเร็ว ก่อนใช้มือทั้งสองรองน้ำขึ้นมาสาดใส่ใบหน้า

แรงกระตุ้นดีเยี่ยมจากความเย็นของน้ำท่อประปา ทำให้เขาที่กำลังมึนงงตื่นเต็มตาทันที

ใบหน้าที่ปรากฏอยู่บนกระจกเป็นดวงหน้าที่อ่อนเยาว์

รูปหน้าตรง สัดส่วนเหลี่ยมมุมบนใบหน้าหล่อเหลาเอาการ คิ้วตรงเป็นกระบี่ดวงตาลึกล้ำ สันจมูกโด่งตรงและริมฝีปากบางมีความดื้อรั้นบางๆ มีเพียงกลางหว่างคิ้วที่แฝงความหม่นหมองและทรุดโทรมอย่างบอกไม่ถูก แสดงให้เห็นถึงความผิดหวังและความมืดมนที่มีต่อชีวิต

ในที่สุดลู่เฉินก็แน่ใจ เขาก็ยังเป็นตัวเขา ยังเป็นหนุ่มอายุ 22 ที่เรียนมหาวิทยาลัยไม่จบ และร่อนเร่ไปในเมืองหลวงเป็นเวลาเกือบปีแล้ว

ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด!

โทรศัพท์มือถือบนหัวเตียงพลันส่งเสียงดัง

ลู่เฉินออกแรงสะบัดหัว บังคับให้ตัวเองลืมความคิดสับสนที่วนเวียนในหัวไปก่อน เขารีบล้างหน้าแปรงฟัน จากนั้นออกจากห้องพักรูหนูชั้นใต้ดินไปทำงาน

ที่พักของเขาอยู่ในเขตชุมชนจิ่งหมิงบริเวณถนนวงแหวนหมายเลขสามเกือบถึงหมายเลขสี่ เป็นหนึ่งในหลายสิบห้องที่แบ่งให้เช่าตรงชั้นใต้ดินของอาคารเก่า

ห้องหนึ่งมีพื้นที่ไม่ถึงสิบตารางเมตร ค่าเช่ากลับสูงถึง 1200 หยวน แต่มีข้อดีที่มีห้องน้ำส่วนตัว และอยู่ห่างจากที่ทำงานตอนกลางวันของลู่เฉินไม่ไกล สถานีรถไฟใต้ดินที่ใกล้ที่สุดอยู่ห่างออกไปไม่ถึงห้านาที

ในเมืองหลวงที่มีประชากรมากเกินสามสิบล้านคน ผู้มาจากต่างถิ่นอย่างลู่เฉินมีมากมาย มีทั้งมาทำงานหาเลี้ยงชีพ หรือไม่ก็วิ่งไล่ตามความฝัน

พวกเขามักจะถูกเรียกว่า ‘คนหลงกรุง’ หรือ ‘มดงาน’ บางคนก็เยาะเย้ยตัวเองว่าเป็น ‘มดหลงกรุง’

ในฐานะ ‘มดหลงกรุง’ คนหนึ่ง ลู่เฉินวิ่งออกมาจากชุมชนที่พักไปถึงทางเท้า เขาฝ่าสายหมอกยามเช้าตรู่ วิ่งไปทางสถานที่ทำงาน

ทั้งหมดเหมือนวันปกติ แต่ทั้งหมดก็เหมือนกำลังเปลี่ยนไปจากเดิมเช่นกัน

เมื่อฟ้าเหลืองตอนพระอาทิตย์กำลังตก ลู่เฉินลากร่างกายที่อ่อนล้ากลับไปห้องพักรูหนูมืดสลัว

เขาทิ้งตัวลงบนที่นอนเตียงเดี่ยวอย่างแรง หลับตาพักผ่อนครู่หนึ่ง ปลุกชีวิตชีวาใหม่แล้วลุกขึ้นนั่ง จากนั้นคว้ากีตาร์ที่อยู่หน้าเตียงขึ้นมา

กีตาร์ไม้วีเนียร์ตัวนี้เป็นของล้ำค่าที่สุดที่ลู่เฉินมีอยู่ตอนนี้ ไม้ส่วนหน้าของกีตาร์ทำจากไม้สนขาว ด้านหลังทำจากไม้โรสวูดสามแผ่นต่อกัน ไม้สนขาวเป็นไม้ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในวัสดุที่ดีที่สุดในการนำมาทำกีตาร์ คุณภาพเสียงที่ได้ดีมาก ทั้งมั่นคงและทรงพลัง อีกทั้งเมื่อเล่นไปสักพัก ความไวต่อเสียงยิ่งมากขึ้นด้วย

ต่อให้เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด ลู่เฉินก็ไม่คิดจะขายกีตาร์ตัวนี้ทิ้ง เพราะมันเป็นสิ่งที่ลู่เสวี่ยมอบให้ลู่เฉินเป็นของขวัญวันเกิดอายุครบสิบแปดปี

ลู่เสวี่ยคือน้องสาวของลู่เฉิน การซื้อกีตาร์ตัวนี้ให้เขาเธอต้องใช้เงินเหรียญที่เก็บสะสมไว้จนหมด!

อีกสามชั่วโมงต่อมา ลู่เฉินต้องใช้กีตาร์ตัวนี้ไปหาเงินในอาชีพที่สองของเขา

ตอนกลางวันลู่เฉินทำงานพาร์ทไทม์ร้านเคเอฟซี พอตกกลางคืนเขาทำงานเป็นทั้งบริกรและนักร้องที่บาร์แห่งหนึ่งตรงทะเลสาบโฮ่วไห่ เมื่อทำสองงานพร้อมกัน ทำให้ทุกวันเขาทำงานมากกว่า 15 ชั่วโมง

ลู่เฉินก็ไม่ได้อยากกัดฟันสู้ แต่ภาระหนี้สินอันหนักหน่วงของครอบครัวทำให้เขาไม่สู้ไม่ได้ ไม่เช่นนั้นแล้วน้องสาวของเขาจะต้องเลิกเรียนหนังสือ เจ้าหนี้ทั้งหลายจะมาตามทวงหนี้ถึงบ้าน

ลู่เฉินยังมีพี่สาวอีกคนซึ่งกำลังปากกัดตีนถีบเหมือนกับเขา เขาเป็นผู้ชายคนเดียวในบ้าน ยังมีเหตุผลอื่นจะหลบหนีจากภาระหนี้ของตัวเองได้หรือ

ลู่เฉินกอดกีตาร์ไว้ ดีดเบาๆ ลงบนสาย เสียงระรื่นหูดังสายน้ำไหลดังออกมาจากตัวกีตาร์ ดังก้องไปทั่วห้องพักเล็กๆ

ไม่รู้ทำไม เขารู้สึกว่าวันนี้ตัวเองเล่นได้สบายเป็นพิเศษ จากปกติที่นิ้วติดขัดกลายเป็นลื่นไหลคล่องแคล่วราวกับเคยฝึกซ้อมมาแล้วเป็นพันเป็นหมื่นครั้ง เล่นไปได้ถึงระดับตามที่ใจอยากให้เป็น

ลู่เฉินใจสั่นวูบหนึ่ง ยืดหลังตรง เริ่มเล่นเพลงอย่างตั้งอกตั้งใจ

เขาเล่นและร้องเพลงพิราบโบยบิน

เพลงพิราบโบยบินคือเพลงซึ่งเป็นที่นิยมเมื่อสิบกว่าปีก่อนของนักร้องดังถานหง ท่วงทำนองไพเราะ ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในเพลงพื้นเมืองที่เหมาะกับการเล่นกีตาร์ที่สุด แต่การเล่นกีตาร์และการร้องต้องใช้ความสามารถสูงพอควร

ลู่เฉินไม่ได้เรียนด้านดนตรีมา เป็นเพียงผู้มีดนตรีเป็นงานอดิเรก เขาหัดเล่นกีตาร์มาหลายปีแล้ว เล่นเองร้องเองก็ยังสามารถทำให้สาวน้อยหลายคนหลงใหล

ว่าตามจริงก็คือ ตอนนั้นลู่เฉินที่ฐานะทางบ้านร่ำรวยใช้การเล่นกีตาร์เป็นเครื่องมือโอ้อวดตัวเองเท่านั้น

แต่พอจะนำมาใช้เลี้ยงชีพอย่างแท้จริง ความเป็นมือสมัครเล่นทำให้เขาเป็นได้แค่นักร้องในบาร์ ต้องมีคนขอถึงจะได้ร้องเพลง ถ้าไม่มีคนขอเพลงเขาก็เป็นได้อย่างมากสุดแค่ตัวประกอบฉาก เป็นชั้นล่างสุดในหมู่นักดนตรีที่บาร์

ลู่เฉินเคยร้องและเล่นเพลงพิราบโบยบินมาแล้ว แต่ความสามารถยังไม่ถึง นิ้วมือไม่อาจเล่นได้แม่นยำ อีกทั้งร้องไม่เข้าถึงอารมณ์ของเนื้อเพลง มีแต่ทำให้ผู้ฟังหัวเราะเยาะ

แต่ตอนนี้ที่ร้องเพลงพิราบโบยบินอยู่ เขาพบว่านิ้วที่ดีดกีตาร์ไม่มีความยากลำบากเลย เมื่อเปล่งเสียงขับกล่อม เสียงเพลงไพเราะก้องอยู่ในห้อง มีเสน่ห์ดึงดูดไปอีกแบบ

“ในความฝัน ฉันกลายเป็นพิราบโบยบินอยู่กลางฟ้าคราม ลาลาลา…”

ร้องจบแล้ว นิ้วมือของเขากดอยู่บนสายกีตาร์ ชะงักนิ่งไป

ทำไมเป็นแบบนี้

นี่เป็นเพลงที่เขาร้องและเล่นออกมาเองจริงๆ หรือ

ก๊อก! ก๊อก!

ทันใดนั้นมีคนมาเคาะประตูห้อง

ลู่เฉินดึงสติกลับมา วางกีตาร์ลงแล้วพูดว่า “เข้ามาเลย ประตูไม่ได้ล็อก! ”

บานประตูถูกดันเปิดอย่างรวดเร็ว ชายผอมสูงใส่แว่นเดินเข้ามา ใบหน้ายิ้มแย้มด้วยความชื่นชม พุ่งเข้ามายกนิ้วโป้งให้ลู่เฉิน “ซุป’ตาร์ เยี่ยมยอดมาก!”

ลู่เฉินยิ้มตอบ “ถ้าอย่างนั้นนายต้องรีบตบรางวัลแล้ว เงินรางวัลนิดหน่อยไม่กี่พันกี่หมื่นก็พอ! ”

“ถ้าอยากได้เงินฉันไม่มี มีแต่ชีวิตนี้ชีวิตเดียว!”

ชายหนุ่มสวมแว่นร้องเสียงดัง ทำท่าทางฆ่าได้หยามไม่ได้ เห็นแล้วชวนให้อยากเตะขาเขาทีหนึ่งแทบทนไม่ไหว

ชายหนุ่มสวมแว่นคนนี้เป็นเพื่อนบ้านของลู่เฉิน มีชื่อว่าหลี่เฟยอวี่ เป็นคนเมืองเซียงหนาน เข้ามาอยู่ในปักกิ่งได้สามปีแล้ว ตอนนี้เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายในร้านขายรถยนต์ 4S แห่งหนึ่ง

ห้องชั้นใต้ดินปิดทึบ ทั้งยังกั้นด้วยผนังทำจากวัสดุกันไฟ คุณสมบัติเก็บเสียงแย่มาก ดังนั้นเมื่อลู่เฉินซ้อมร้องเพลงเล่นกีตาร์ เพื่อนบ้านรอบข้างล้วนได้ยินกันชัดเจน

นักร้องดังคือฉายาที่หลี่เฟยอวี่ตั้งให้ลู่เฉิน ถือเป็นการล้อเลียนด้วยความปรารถนาดี เพราะทั้งสองคนอายุไล่เลี่ยกัน นิสัยไม่เลวทั้งคู่ จึงกลายเป็นเพื่อนกัน เวลาว่างหลี่เฟยอวี่มักจะมาหาเขาที่ห้องเสมอ

หลี่เฟยอวี่ชอบร้องเพลงเช่นกัน แต่เสียงของเขาไม่ดี เวลาร้องเพลงเหมือนผีกำลังร้องไห้คร่ำครวญก็ว่าได้ เขาเองก็ชื่นชอบเพลงยอดนิยม เมื่อครู่ได้ยินลู่เฉินร้องเพลง ‘พิราบโบยบิน’ แล้วยังตกตะลึงเลย

“แต่พูดจริงๆ นะ เพื่อน…”

ล้อเล่นจบแล้ว หลี่เฟยอวี่เอ่ยอย่างจริงจังมากว่า “นายร้องเพลงนี้ได้ดีจริงๆ สไตล์อาจจะไม่ค่อยเหมือนกับถานหงเสียทีเดียว แต่เข้าถึงอารมณ์เพลงได้ดีมากเหมือนกัน ดีกว่าเพลงที่นายร้องเล่นทั่วไปเมื่อก่อนอย่างน้อยสิบเท่า!”

เขายกสิบนิ้วให้ อยากจะยกเท้าทั้งสองข้างขึ้นมาเพิ่มอีกด้วยซ้ำ

ลู่เฉินหัวเราะตอบ “ขอบใจ!”

เขารู้ว่าเมื่อก่อนตัวเองร้องเพลงไม่เอาไหนจริงๆ

“น่าแปลกจังเลย…”

หลี่เฟยอวี่ทำสีหน้าลึกลับ เขาคาดคะเนดูครู่หนึ่งแล้วกระซิบถามว่า “นี่เพื่อน นายคงไม่ได้ถูกเทพแห่งดนตรีเข้าสิงหรอกนะ หนุ่มน้อยไร้อนาคตได้รับวาสนาเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว จากนี้ไปก้าวเข้าสู่จุดสูงสุดของชีวิต ได้แต่งงานกับสาวสวยสุดเพอร์เฟกต์ ขับร้องบทเพลงทุกค่ำคืน…”

หลี่เฟยอวี่ยังมีงานอดิเรกอีกอย่างหนึ่งคืออ่านนิยายออนไลน์ จินตนาการจึงโลดแล่นเป็นพิเศษ

“ไปตายไป!”

ลู่เฉินใช้เท้าถีบไปอย่างไม่รู้จะยิ้มหรือร้องไห้ดี เพื่อตัดบทสนทนาไร้สาระของอีกฝ่าย

ทว่าความทรงจำของนักร้องชื่อดังสวีป๋อในความฝันปรากฏขึ้นในใจเขาชั่วพริบตาหนึ่ง…สวีป๋อไม่เพียงเป็นนักร้องที่โดดเด่นมาก ยังเก่งเรื่องการเล่นกีตาร์อีกด้วย ไม่ว่าจะเพลงบัลลาด (เพลงพื้นบ้าน) หรือเพลงโบราณก็สามารถเล่นออกมาได้ดีเยี่ยม

“ฉันหลบได้เว้ย!”

หลี่เฟยอวี่กระโดดหลบไปที่ประตูอย่างคล่องแคล่ว หัวเราะตอบว่า “นักร้องดัง ถ้านายได้ออกงานเพลง แล้วนายร้องและเล่นได้อย่างตอนนี้อีก ฉันกล้ารับประกันเลยว่านายจะต้องโด่งดัง!”

จะต้องโด่งดัง?

ลู่เฉินยิ้มขมขื่นพลางส่ายหัว ลุกขึ้นเดินไปปิดประตูห้อง

เมืองหลวงเป็นศูนย์รวมของคนเก่งมีฝีมือ และเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมแห่งชาติ ในบรรดาคนหลงกรุงเป็นพันเป็นหมื่นคน มีนักร้องนักดนตรีมากพรสวรรค์ไม่รู้ตั้งเท่าไร คนที่โด่งดังได้จริงๆ จะมีสักกี่คน?

อยากดังต้องมีพรสวรรค์ ความสามารถ เส้นสาย แล้วก็โชคช่วย ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้!

เขาลู่เฉินมีอะไรบ้าง?

อีกอย่าง การออกผลงานเพลงเป็นเรื่องง่ายเสียที่ไหน…

ทันใดนั้นเอง ในสมองของลู่เฉินคล้ายมีแสงสว่างแวบผ่าน จุดประกายความคิดของเขาทันที

ผลงาน? ใช่แล้ว ผลงานเพลง!

เขาพุ่งตัวไปที่โต๊ะหนังสือตัวเล็กเบื้องหน้า รีบเปิดโน้ตบุ๊กเครื่องเก่าของตนอย่างไม่รีรอ

ใช้เวลาเปิดเครื่องทั้งหมด 50 วินาทีเต็ม จากเดิมที่เคยชินแล้ว ตอนนี้กลับรู้สึกว่าแต่ละวินาทียาวนานเป็นปีกว่าจะเข้าถึงหน้าจอหลักได้ ลู่เฉินรีบเลื่อนเม้าส์ ออกแรงคลิกไปที่รูปโปรแกรมหนึ่งที่ไม่ได้เปิดมานานมากแล้ว

ราวกับว่านี่เป็นการเปิดประตูที่จะเปลี่ยนโชคชะตาของเขา!

…………………………………………………………………………

ตอนที่ 2 บาร์เดย์ลิลลี่

ในโลกความฝันของลู่เฉินมีทั้งผู้คนและเรื่องราวมากมายที่ทำให้เขารู้สึกไม่คุ้นเคย แม้ประวัติศาสตร์และวิทยาการจะพัฒนาควบคู่กันมา แต่ในสายวัฒนธรรมเช่นดนตรี ภาพยนตร์ หรือวรรณกรรมกลับมีความแตกต่างกันมากเหลือเกิน

นักร้อง ดาราภาพยนตร์ ดนตรี ภาพยนตร์ และวรรณกรรมที่ลู่เฉินคุ้นเคยเหล่านั้น ในฝันไม่มีปรากฏเลย แต่ในโลกแห่งความฝันก็ไม่ขาดดาราที่มีชื่อเสียงกับผลงานอมตะชิ้นเอก ความเฟื่องฟูรุ่งโรจน์ของศิลปะถึงขั้นว่าเกินกว่าความเป็นจริงเสียอีก

คำพูดของหลี่เฟยอวี่เหมือนปลุกลู่เฉินให้ตื่นขึ้น ทำให้เขาพลันระลึกได้ว่าตนมีคลังสมบัติล้ำค่าของตัวเองอยู่!

เพียงแค่ผลงานเพลงฮิตพวกนั้น…

ลู่เฉินเพิ่งเปิดโปรแกรมหนึ่งขึ้นมาบนหน้าจอโน้ตบุ๊ก เป็นโปรแกรมชื่อว่า ‘ปรมาจารย์นักร้อง’

โปรแกรม ‘ปรมาจารย์นักร้อง’ ถูกยกย่องว่าเป็นอุปกรณ์สร้างเพลงชั้นดี สามารถรวบรวมเนื้อเพลง แต่งเพลง เรียบเรียงเพลง และโหลดออกมาได้ในโปรแกรมเดียว มีพื้นที่มหาศาลให้ได้เก็บข้อมูลในระบบออนไลน์ มีความเฉพาะทางสูงแต่ใช้งานง่าย ไม่ว่าจะมือสมัครเล่นทั่วไปหรือนักแต่งเพลงมืออาชีพก็ใช้โปรแกรมนี้ทำผลงานเพลงได้

ตอนเรียนมหาวิทยาลัยลู่เฉินเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ ทั้งยังชอบดนตรี จึงถนัดการใช้โปรแกรม ‘ปรมาจารย์นักร้อง’ แต่งเพลง และดื่มด่ำกับความรู้สึกของการเป็นนักร้องนักแต่งเพลงมานานแล้ว

เพียงแต่เมื่อก่อนเขาเขียนเพลงเพื่อความบันเทิงส่วนตัวเท่านั้น เวลาหนึ่งปีครึ่งกว่าเขายังเขียนเพลงที่สมบูรณ์ไม่เสร็จเลยสักเพลง

ส่วนคุณภาพยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงให้มากเลย

แต่ตอนนี้ เมื่ออาศัยแค่ความทรงจำในความฝัน ลู่เฉินใช้เวลาเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เขียนเนื้อเพลงจบไปสองเพลงแล้ว

หลังจากแต่งเสร็จ ลู่เฉินเล่นดนตรีพร้อมร้องตามหน้าจอสองสามรอบ แก้ไขจุดบกพร่องบางจุดในนั้น

สุดท้าย เขานำทั้งสองเพลงที่แต่งเสร็จแล้วส่งเข้าโปรแกรม ‘ห้องสมุดดนตรีจีน’ เพื่อขอตรวจสอบลิขสิทธิ์

‘ห้องสมุดดนตรีจีน’ จัดสร้างขึ้นโดยสำนักวัฒนธรรมจีน ร่วมกับสำนักลิขสิทธิ์จีน สมาคมนักดนตรีจีน และสมาคมนักแสดงจีน เป็นเว็บไซต์ใช้ตรวจสอบลิขสิทธิ์เพลง ลงทะเบียน รวมถึงแลกเปลี่ยนซื้อขายในระบบออนไลน์ มีความเป็นมายาวนานถึง 25 ปี อีกทั้งมีอำนาจสูงสุดในด้านการให้ลิขสิทธิ์เพลง

แพลตฟอร์มเว็บไซต์เปิดให้ทุกคนใช้ รับให้บริการอย่างครบวงจร แต่ไม่ได้ฟรีไปทั้งหมด

การตรวจสอบลิขสิทธิ์ต่อครั้งมีราคา 100 หยวน ทั้งสองเพลงจึงทำให้เงินในบัญชีลู่เฉินถูกหักไป 200 ยวน เท่ากับเงินค่าใช้จ่ายสิบวันของเขา!

การดำเนินการตรวจสอบช้ามาก ลำดับขั้นตอนของห้องสมุดดนตรีจะดูโน้ตเพลงกับผลงานที่เคยมีคนลงทะเบียนไว้แล้วตรวจเปรียบเทียบกัน พิจารณาว่าเหมือนกัน คล้ายคลึงกัน หรือลอกเลียนกันมา

ฐานข้อมูลของ ‘ห้องสมุดดนตรีจีน’ นั้นมากมายมหาศาล จะเปรียบเทียบและตรวจสอบอย่างชาญฉลาดต้องใช้การคำนวณครั้งใหญ่ ดังนั้นต่อให้ใช้คอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงทำงาน ก็ยังต้องใช้เวลาครู่ใหญ่จึงจะตรวจสอบสมบูรณ์

แต่ต่อให้นานแค่ไหนลู่เฉินก็ตั้งตารอ เพราะนี่เป็นขั้นตอนจำเป็นในการจดลิขสิทธิ์เพลง และเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่สุดที่เขาใช้เปรียบเทียบโลกความฝันกับความจริงด้วย

เวลาเดินไปช้าๆ ลู่เฉินเฝ้าอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ จับจ้องบนแถบ Progress Bar ตาไม่กะพริบ

ใจของเขาไม่เคยรู้สึกกังวลเท่าตอนนี้มาก่อน เคร่งเครียดมากถึงมากที่สุด

เพราะลู่เฉินรู้ว่า นี่อาจเป็นโอกาสครั้งเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของตนและครอบครัว!

ติ๊ง!

ราวกับเวลาผ่านไปเป็นร้อยปี หน้าจอคอมพิวเตอร์พลันมีแถบสีเขียวเด้งขึ้นมา

ผ่านการตรวจสอบ!

ลู่เฉินตะลึง ยังไม่ทันตอบสนองอะไร

ติ๊ง!

แถบสีเขียวแบบเดียวกันเด้งขึ้นมาอีกครั้ง

ผ่านการตรวจสอบ!

ครั้งนี้ในที่สุดลู่เฉินก็เข้าใจแล้ว เพลงที่ตนส่งไปตรวจลิขสิทธิ์ใน ‘ห้องสมุดดนตรีจีน’ ทั้งสองเพลงผ่านหมดแล้ว หมายความว่าสามารถจดลิขสิทธิ์ได้ เขามีสิทธิ์ครอบครองเพลงทั้งหมด!

ครู่ต่อมา ลู่เฉินตกอยู่ในภวังค์กับความตื่นเต้นดีใจอันท่วมท้น เขากำหมัดยกขึ้นมาโบกอย่างอดไม่ได้ อยากแหงนหน้าตะโกนขึ้นไปบนฟ้าเพื่อระบายความดีใจในตอนนี้

เยส! ได้จริงๆ ด้วย!

แต่เรื่องยังไม่จบแค่นี้ เขาข่มความตื่นเต้นในใจเอาไว้ กุมเม้าส์เลื่อนไปที่ช่องลงทะเบียนลิขสิทธิ์

ค่าจดลิขสิทธิ์สูงกว่าค่าตรวจสอบเสียอีก เพลงหนึ่งต้องใช้เงินถึง 500 หยวน อีกทั้งทุกปียังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการเก็บรักษา ป้องกันไม่ให้เกิดการจดทะเบียนซ้ำซ้อน

ลู่เฉินเป็นสมาชิกของ ‘ห้องสมุดดนตรีจีน’ มานานมากแล้ว เมื่อครู่ยังผ่านการตรวจสอบลิขสิทธิ์อีก ดังนั้นหลังจากจ่ายเงินไป 1000 หยวน ไม่นานบทเพลงทั้งสองก็จดทะเบียนชื่อเขาลงไป ยืนยันลิขสิทธิ์เสร็จสมบูรณ์!

เมื่อแถบแสดงว่าจดทะเบียนสำเร็จปรากฏขึ้น ลู่เฉินถึงผ่อนคลายลงได้

แต่ความปีติยินดีในใจเพิ่มขึ้นไม่มีลด เพราะเขามั่นใจแล้วว่าความทรงจำจากในฝันเป็นเรื่องจริง!

ลู่เฉินเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ ผ่อนลมหายใจยาว

เขายื่นมือดึงลิ้นชักที่อยู่ใต้โต๊ะ ควานหาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถ้วยหนึ่งกับไส้กรอกแฮมอันหนึ่งมา

คิดใคร่ครวญแล้ว ลู่เฉินก็หยิบไส้กรอกออกมาเพิ่มอีกหนึ่งอัน…วันนี้มีความสุข กินอาหารเพิ่มแล้วกัน!

เขาลุกขึ้นไปรองน้ำจากห้องน้ำมา เสียบปลั๊กกาต้มน้ำร้อนไฟฟ้า น้ำเดือดจากกาต้มน้ำถูกเทใส่ถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอย่างรวดเร็ว

กลิ่นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่คุ้นเคยและชวนให้น้ำลายไหลลอยอบอวลอยู่ในอากาศ!

ไม่ใช่ว่าลู่เฉินไม่อยากออกไปทานอาหารอร่อยๆ มื้อใหญ่นอกบ้านสักมื้อ แต่เงินในบัญชีเขาหลังจากจ่ายค่าตรวจสอบและค่าจดลิขสิทธิ์แล้วเหลือแค่ 100 กว่าหยวนเท่านั้นเอง

ส่วนเศษเงินในกระเป๋าเสื้อก็มีไม่ถึง 50 หยวน

กว่าจะถึงวันที่เงินเดือนออก ยังเหลืออีกครึ่งเดือนเต็มๆ!

เงินแค่นี้แม้แต่จะกินข้าวยังไม่พอจ่าย แต่ลู่เฉินก็ไม่ได้ตื่นตระหนกเท่าไร เขากินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรวมทั้งน้ำซุปจนหมดเกลี้ยง เก็บกวาดแบบง่ายๆ เรียบร้อย ก็สะพายกล่องใส่กีตาร์ออกจากห้องพักชั้นใต้ดิน

ตอนที่ลู่เฉินนั่งรถไฟใต้ดินรีบไปถึงบาร์เดย์ลิลลี่แถวทะเลสาบโฮ่วไห่ก็ใกล้จะสองทุ่มแล้ว

ชื่อโฮ่วไห่มีคำว่าทะเลอยู่ แต่ความจริงแล้วเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ที่ถูกขุดขึ้นโดยมนุษย์ สมัยโบราณเป็นสระน้ำของราชวงศ์ และยังเป็นส่วนหนึ่งของทะเลสาบเซินซาไห่ ด้านตะวันออกเริ่มจากถนนตี้อันเหมินนอก ไปจนถึงถนนซินเจียโข่วทางด้านตะวันตก ทางใต้เริ่มต้นจากถนนผิงอันไปจรดเขตวงแหวนชั้นสองทางทิศเหนือ

ทะเลสาบโฮ่วไห่ในสมัยราชวงศ์หยวนเป็นเขตตลาดการค้าที่คึกคักของเมืองหลวง แนวชายฝั่งทะเลสาบเต็มไปด้วยโรงสุราเวทีร้องเพลงและร้านค้างานฝีมือ รอบด้านเรียงรายด้วยบ้านเรือนเก่าแก่ของเชื้อพระวงศ์สูงศักดิ์และนักกวีมีชื่อเสียง จนถึงวันนี้ก็ยังเป็นศูนย์กลางของเมืองหลวงเช่นเดิม

ทะเลสาบโฮ่วไห่ในปัจจุบันเจริญรุ่งเรืองกว่าเมื่อก่อน ในวันปกติผู้คนหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาด ตกกลางคืนผับบาร์จะเปิดไฟป้ายร้านส่องสว่างเพื่อคอยต้อนรับลูกค้าที่ชอบท่องราตรี

ขนมแถวทะเลสาบโฮ่วไห่มีชื่อเสียงมาก แต่ผับบาร์ในละแวกนั้นขึ้นชื่อกว่า

บาร์เดย์ลิลลี่เป็นหนึ่งในบาร์ที่มีเป็นร้อยแถวโฮ่วไห่ และเป็นที่ที่ลู่เฉินมาทำงานกลางคืน

“เสี่ยวลู่ ทำไมมาสายล่ะ”

บริกรที่ยืนอยู่หน้าร้านเห็นลู่เฉินรีบร้อนวิ่งมาก็หัวเราะเยาะ “ไม่ใช่ว่านายตรงเวลาสุดๆ เหรอ หรือว่าวันนี้มีนัดสาวเลยลืมเวลา”

ลู่เฉินเหลือบมองเขาทีหนึ่งไม่ได้ตอบอะไร แต่ยื่นมือออกไปผลักเปิดประตูร้าน

ชายหนุ่มคนนี้อายุไล่เลี่ยกับลู่เฉิน เข้ามาทำงานที่บาร์เดย์ลิลลี่นานกว่า ทั้งสองไม่มีความแค้นอะไรต่อกัน แต่หลายครั้งเขามาทำงานสายจนถูกเจ้าของบาร์ตำหนิ จึงรู้สึกแค้นเคืองลู่เฉินอยู่ในใจ

เพราะเวลาเจ้าของบาร์อบรมเขา มักจะยกลู่เฉินที่ตรงต่อเวลาเสมอขึ้นมาเปรียบเทียบ ลู่เฉินเหมือนนอนอยู่เฉยๆ ก็โดนยิง ถูกใส่ร้ายแท้ๆ

ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญ นั่นก็คือในบรรดาบริกรทั้งหมดในบาร์เดย์ลิลลี่ ลู่เฉินหล่อเหลาที่สุด ทำเอาคนสิวเต็มหน้าอย่างเขาคนนี้กระเด็นไปไกลอย่างน้อยสามช่วงถนน แถมอาศัยหน้าตาหล่อๆ หาเงินไปได้ไม่น้อยอีก

ด้วยความโกรธแค้นในใจ ทำให้เขาชอบหาโอกาสกระแนะกระแหนลู่เฉิน ลู่เฉินรู้ว่าคนแบบนี้ไม่มีเหตุผลให้ต้องเจรจากัน และก็ไม่อยากหาเรื่องหาราว ด้วยเหตุนี้จึงมองฝ่ายตรงข้ามเป็นอากาศไปเสีย

การเมินเฉย ความจริงแล้วก็คือการตอบโต้อย่างรุนแรงเช่นกัน!

ยังไม่ถึงช่วงเวลาทองของชีวิตกลางคืน แขกในบาร์ยังมีไม่มาก

บาร์เดย์ลิลลี่นับเป็นบาร์ขนาดกลางในแถบโฮ่วไห่ สร้างดัดแปลงจากโกดังเก่าหลังหนึ่ง พื้นที่ภายในสูงหกเมตรกว่าถูกแบ่งเป็นสองชั้น ตรงกลางเปิดโล่ง จัดวางเวทีแสดง ไฟ ผ้าม่านฉาก และลำโพงไว้เป็นต้น

ส่วนที่ล้อมรอบเวทีตรงกลาง บนชั้นหนึ่งและชั้นสองจัดวางโต๊ะและเก้าอี้บาร์หลายสิบชุด ยังมีเก้าอี้เดี่ยววางเรียงรายหน้าเคาน์เตอร์บาร์ สามารถจุแขกได้มากที่สุดสองร้อยคน ค่าใช้จ่ายในการตกแต่งร้านทั้งหมดประมาณสองล้านหยวน

ตอนที่ลู่เฉินเข้ามา เจ้าของบาร์เฉินเจี้ยนหาวกำลังนั่งคิดบัญชีอยู่หลังเคาน์เตอร์ สาวสวยรายหนึ่งนั่งอยู่ข้างๆ กำลังละเลียดจิบเครื่องดื่มค็อกเทลสีฟ้า

ลู่เฉินลังเลเล็กน้อย ก่อนเดินถือกล่องกีตาร์เข้าไป “ขอโทษด้วยครับเถ้าแก่ วันนี้ผมมาสาย”

เวลาเริ่มงานของเขาคือทุ่มครึ่ง แต่ตอนนี้เวลาล่วงไปถึงสองทุ่มแล้ว สายไปครึ่งชั่วโมง

เฉินเจี้ยนหาวเป็นชายวัยกลางคนอายุสี่สิบกว่า แต่ดูท่าทางเหมือนคนอายุประมาณสามสิบ รูปร่างสมส่วน เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายประณีตมาก มีราศีอย่างคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตและบุคลิกสง่างาม

ลู่เฉินทำงานในบาร์เดย์ลิลลี่มาครึ่งปีกว่า เขารู้ว่าเจ้านายไม่ชอบให้ใครมาทำงานสาย และยิ่งไม่ชอบให้คนที่ทำผิดหาข้ออ้างแก้ตัว เขาจึงยอมรับผิดแต่โดยดี

เฉินเจี้ยนหาววางปากกาในมือลง เอ่ยเรียบๆ ว่า

“ครั้งนี้ไม่เป็นไร แต่ครั้งหน้าไม่ได้แล้วนะ”

ตามกฎของบาร์แล้ว ถ้าพนักงานมาทำงานสายจะถูกหักเงินเดือน แต่ลู่เฉินความประพฤติดีมาตลอด ครั้งนี้เป็นการทำผิดครั้งแรก เขาจึงละเว้นโทษไป

ลู่เฉินแอบโล่งใจ รีบตอบกลับว่า

“ขอบคุณครับเถ้าแก่”

“ใช่แล้ว…”

เฉินเจี้ยนหาวพูดขึ้น “พี่น่ากับเสี่ยวไซว่จะมาช้าหน่อย คืนนี้นายขึ้นร้องเพลงอุ่นเครื่องก่อนแล้วกัน”

ลู่เฉินพยักหน้าตอบรับ

“ครับผม!”

ด้วยความไม่ตั้งใจ เขาสังเกตเห็นว่าสาวสวยที่นั่งอยู่ข้างเฉินเจี้ยนหาวหันมามองตนแล้วยิ้มให้เล็กน้อย

หญิงสาวสวมชุดกระโปรงสีฟ้าทั้งตัว ทำผมประณีต รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ใบหน้าแต่งเครื่องสำอางอ่อนๆ มาอย่างดี ดวงตาคู่งามทรงเสน่ห์ราวจิ้งจอกสาว

ทั้งสองสบตากัน มุมปากของหญิงสาวหยักยกขึ้นเล็กน้อย เธอขยิบตาให้ลู่เฉิน สายตายั่วยวนดึงดูดใจ เผยให้เสน่ห์เย้ายวนรางๆ

นางปีศาจ!

ลู่เฉินใจเต้นแรงขึ้นมา รีบหันหน้าเดินไปที่เวทีด้านหลัง

เขากลัวว่าถ้าเขากับผู้หญิงแปลกหน้าคนสบตากันนานกว่านี้จะแสดงอาการเสียมารยาทออกมา

คนที่ท่าทางเหมือนนางปีศาจแบบนี้ ไม่ใช่ว่าคนทั่วไปจะควบคุมกันได้!

ด้านหลัง เสียงหัวเราะของหญิงสาวดังตามมา

เฉินเจี้ยนหาวมองเธออย่างจนปัญญา เตือนว่า

“เสี่ยวเม่ย เธอแกล้งพนักงานฉันทำไม”

หญิงสาวใช้มือขวาเสยปอยผมดำที่ปรกลงมาขึ้นไป มือซ้ายแกว่งแก้วค็อกเทลเบาๆ ตอบว่า

“ก็ฉันชอบนี่นา…”

เฉินเจี้ยนหาวยิ้มแหยๆ ไม่ได้เอ่ยต่อ

………………………………………………

ตอนที่ 3 น้องใหม่ในวงการ

ด้านหลังเวทีของบาร์เดย์ลิลลี่เป็นห้องใหญ่ที่ถูกกั้นแยกเป็นห้องเดี่ยว ด้านในกั้นเป็นอีกสองห้องเล็ก

ห้องหลังเวทีเป็นพื้นที่สำหรับเหล่านักดนตรีของบาร์

ห้องใหญ่ด้านนอกตั้งโต๊ะเครื่องแป้งและตู้เก็บของ บวกกับเก้าอี้เบาะอีกห้าหกตัวไว้ให้นักร้องและนักร้องตามคำสั่งใช้นั่งพัก ส่วนในสองห้องเล็กจัดวางโซฟา โทรทัศน์ ชั้นวางสุรา ห้องน้ำส่วนตัวเป็นต้น เป็นพื้นที่ของนักร้องที่เซ็นสัญญาและวงดนตรี

แม้จะร้องเพลงในบาร์เหมือนกัน แต่ตำแหน่งของนักร้องต่างกันราวฟ้ากับเหว

เมื่อลู่เฉินเข้ามาในห้องใหญ่ ด้านในมีนักร้องชายหญิงคู่หนึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้ว นักร้องชายกำลังเล่นโทรศัพท์มือถือ ส่วนนักร้องหญิงกำลังเติมเครื่องสำอาง ไม่มีใครหันมาสนใจผู้ที่เพิ่งเข้ามาอย่างลู่เฉินเลย

เพราะในพื้นที่เล็กๆ นี้ ลู่เฉินมีตำแหน่งด้อยที่สุด

“สวัสดีครับพี่เยี่ย สวัสดีครับพี่หง”

ลู่เฉินทักทายทั้งสองคนตามปกติ แล้วนั่งลงตรงที่ของตัวเอง วางกระเป๋ากีตาร์ลง

ที่นั่งของเขาคือสุดมุมของห้องหลังเวที

นักร้องชายตอบรับว่า “อือ” อย่างไม่ใส่ใจ ส่วนนักร้องหญิงวางเครื่องสำอางในมือลงแล้วเอ่ยยิ้มๆ ว่า “เสี่ยวลู่ วันนี้นายมาสายแล้วนะ ถูกเถ้าแก่ดุเอาละสิ? เหอะๆ!”

พี่หงปีนี้อายุสามสิบกว่าแล้ว เธอทำงานร้องเพลงในบาร์เดย์ลิลลี่มาห้าปี ถนัดร้องเพลงรัก เนื้อเสียงลูกคอไม่เลวเลย แม้จะไม่ได้สวยโดดเด่น แต่ในบาร์ย่านทะเลสาบโฮ่วไห่ก็ถือว่ามีชื่อเสียงในหมู่นักร้องด้วยกันอยู่บ้าง

แต่ถ้าเทียบกับนักร้องเซ็นสัญญาที่เป็นหนึ่งในหัวแรงหลักของบาร์เดย์ลิลลี่อย่างจางนาน่าแล้ว เธอยังด้อยกว่ามาก

ถึงแม้เป็นแบบนี้ เธอก็ยังแสดงอาการหยิ่งทระนงอย่างผู้อยู่เหนือกว่ากับลู่เฉินเสมอ ฟังแล้วรู้สึกเหมือนเป็นคำถามที่ห่วงใย แต่ความจริงซ่อนการสัพยอกและเยาะหยันไว้

ถ้าเป็นลู่เฉินคนเมื่อวานต้องไม่พอใจกับเรื่องนี้แน่ และไม่อาจแสดงความโกรธในใจออกมาได้

ทว่าเมื่อผ่านชีวิตทั้งสามช่วงในฝันมา จิตใจเขาเปลี่ยนแปลงไปโดยที่แม้แต่ตัวเองก็ไม่รู้ตัวแล้ว เขายิ้มเรียบๆ ตอบว่า “ขอบคุณพี่หงที่เป็นห่วงครับ ผมไปยอมรับผิดกับเถ้าแก่แล้ว”

พี่หงนิ่งอึ้ง คำพูดที่อยากจะเอ่ยต่อพลันพูดไม่ออกแล้ว

เธอเปล่งเสียง “หึ” เบาๆ แล้วก็ไม่สนใจลู่เฉินอีก หยิบสำลีแต่งหน้าที่เพิ่งวางลงขึ้นมาใหม่

ตอนนี้เอง ประตูห้องเล็กด้านในถูกเปิดออกทันใด ชายหนุ่มสวมเสื้อแจ็กเก็ตดำผมยาวสยายประบ่าเดินออกมา

“พี่ฉิน!”

พี่หงและนักร้องชายอีกคนตอบสนองเร็วมาก รีบยืนขึ้นยิ้มทักทายทันที

ลู่เฉินช้ากว่าหน่อย เขายืนขึ้นทักทายเหมือนกัน “สวัสดีครับพี่ฉิน…”

ฉินฮั่นหยางหรือพี่ฉินที่สวมเสื้อแจ็คเก็ตคนนี้คือคนสำคัญที่แท้จริงของบาร์เดย์ลิลลี่ นักร้องนำและมือกีตาร์หลักของวงเฮสิเทชั่น (Hesitation) เขาคือจิตวิญญาณที่วงเฮสิเทชั่นขาดไม่ได้ แม้แต่เถ้าแก่อย่างเฉินเจี้ยนหาวยังต้องเกรงอกเกรงใจ

เฮสิเทชั่นเป็นวงประจำของบาร์เดย์ลิลลี่ มีสมาชิกทั้งหมดห้าคน นอกจากฉินฮั่นหยางแล้วยังมีมือกีตาร์หลัก มือเบส มือกลอง และมือคีย์บอร์ด

ผับบาร์เช่นบาร์เดย์ลิลลี่แห่งนี้ จะเลี้ยงดูวงดนตรีสักวงนั้นไม่ง่ายเลย ในทางกลับกันการมีอยู่ของวงเฮสิเทชั่นช่วยเพิ่มชื่อเสียงและความนิยมของลูกค้าให้บาร์มากขึ้น ดังนั้นจึงเป็นเสาหลักที่ขาดไม่ได้

ใบหน้าของฉินฮั่นหยางไม่แสดงอารมณ์ พยักหน้าเป็นการตอบรับ

เขาหยิบกระดาษโน้ตสองสามใบมาจากโต๊ะเครื่องแป้ง จากนั้นเดินกลับเข้าห้องของตัวเองไปและปิดประตูตาม

สีหน้าของพี่หงและนักร้องชายเจื่อนลงเล็กน้อย แต่คนทั้งสองไม่มีอภิสิทธิ์จริงจังแบบฉินฮั่นหยาง ต้องรู้ว่าถ้าฝ่ายหลังเอ่ยปากแค่คำเดียวก็ทำให้พวกเขาถูกไล่ออกจากบาร์เดย์ลิลลี่ได้เลย ยิ่งกว่านั้นคือไม่อาจทำงานในย่านทะเลสาบโฮ่วไห่ได้อีกต่อไป

ลู่เฉินแอบยิ้มอยู่ในใจ เขากับฉินฮั่นหยางต่างกันมากเกินไป ตัวเขาเองก็ไม่คิดจะประจบประแจง จึงไม่ได้สนใจว่าฝ่ายนั้นมีท่าทีอย่างไร แน่นอนว่าไม่ต้องลำบากใจเพราะถูกทำให้เสียหน้า

ร้านบาร์หนึ่งร้านก็เหมือนหนึ่งวงการเล็กๆ ลู่เฉินเป็นแค่น้องใหม่ในวงการนั้น

เขานั่งลงไปอีกครั้ง เริ่มหวีจัดแต่งเส้นผมที่ยุ่งเหยิงของตัวเอง

บรรยากาศของบาร์ย่านทะเลสาบโฮ่วไห่ไม่เหมือนกับย่านซานหลี่ถุนที่วุ่นวาย นักร้องผู้สิ้นหวังหมดอาลัยตายอยากที่ชอบแต่งตัวแปลกประหลาด สกปรกซอมซ่อ มักไม่ได้รับการต้อนรับที่นี่ ดังนั้นรูปลักษณ์ภายนอกจึงสำคัญมาก

บนเวทีด้านนอกมีเสียงของพิธีกรดังขึ้นแล้ว นั่นคือการเริ่มต้นการแสดงอุ่นเครื่อง

ลู่เฉินต้องรีบทำเวลาเตรียมตัว เขาใกล้จะต้องขึ้นแสดงแล้ว

ส่วนคืนนี้เขาจะร้องเพลงอะไร ในใจได้คิดเอาไว้เบื้องต้นแล้ว

ตอนที่พิธีกรกำลังเล่นมุกตลกให้บรรยากาศสนุกสนานขึ้น บริกรที่ตอนแรกเฝ้าอยู่หน้าประตูร้านคนนั้นแอบลับๆ ล่อๆ เข้าไปในห้องควบคุมเครื่องเสียงทางด้านขวาของเวที

ห้องควบคุมเสียงเล็กมาก ด้านในมีอุปกรณ์ควบคุมเสียงและแสงไฟตั้งอยู่พร้อมกับคอมพิวเตอร์ สายไฟชนิดต่างๆ แน่นขนัดเหมือนใยแมงมุม ไฟ LED สีแดง สีเขียว และสีน้ำเงินกะพริบแสดงสถานะไม่หยุด

เจ้าอ้วนที่นั่งอยู่ท่ามกลาง ‘ใยแมงมุม’ เป็นชายที่มีน้ำหนักอย่างน้อย 100 กิโลกรัม เขาสวมหูฟังอันใหญ่ครอบศีรษะไว้ โยกหัวไปตามจังหวะดนตรีที่ฟังอยู่ บนโต๊ะทำงานตรงหน้ายังมีแฮมเบอร์เกอร์ที่กินแค่ไปครึ่งหนึ่งวางไว้

“พี่อ้วน พี่อ้วน!”

บริกรเรียกซ้ำสองครั้ง ฝ่ายนั้นไม่ได้ยิน ด้วยความเหนื่อยหน่ายเขาจึงออกแรงผลักๆ อีกฝ่าย

เจ้าอ้วนลืมตาขึ้นทันที เห็นว่าเป็นบริกรหนุ่มจึงขมวดคิ้ว ถอดหูฟังออกแล้วถามอย่างหงุดหงิดว่า “เสี่ยวเกา ทำไมนายไม่อยู่ข้างนอกต้อนรับลูกค้า เข้ามาหาฉันที่นี่ทำไม ออกไปๆ!”

เขาคือคนควบคุมเครื่องเสียงของห้องนี้ ในห้องเล็กๆ นั้นเกรงว่าต่อให้เป็นเฉินเจี้ยนหาวเมื่อเข้ามาก็ยังต้องฟังคำสั่งเขาเลย

เสี่ยวเกาย่อมรู้ดีในจุดนี้ เขารีบยื่นเบียร์ยี่ห้อจินเวยขวดหนึ่งให้ด้วยยิ้มหวาน

เจ้าอ้วนรับเบียร์มาอย่างไม่เกรงใจ เหลือบมองเขาแล้วถามว่า “ว่ามาเถอะ นายไม่มีเรื่องอะไรจะส่งส่วยให้ฉันทำไม อยากจะทำอะไร ฉันบอกไว้ก่อนเลยนะ เรื่องเล็กน้อยทำได้ แต่ถ้าเรื่องใหญ่ไม่ต้องพูดถึง!”

“เรื่องเล็กน้อยจริงๆ ครับ…”

เสี่ยวเกาพลันตั้งสมาธิ รีบเข้าไปกระซิบที่ข้างหูของเจ้าอ้วนสองสามประโยค

เจ้าอ้วนฟังไปแล้วสีหน้าประหลาด เขาเหมือนมองพิจารณาอีกฝ่ายจากบนลงล่างอีกครั้ง กล่าวว่า “นายนี่ร้ายกาจเลยนะ นี่ยังถือเป็นเรื่องเล็กอีกเหรอ”

เสี่ยวเกายิ้มตาม “เป็นเรื่องเล็กจริงๆ ผมเห็นเจ้าลู่เฉินมันขวางหูขวางตา อาศัยว่าหน้าตาดีหน่อยก็ไม่เห็นหัวคนอื่น พวกเราต้องสั่งสอนเขาหน่อยนะครับ ให้เขารู้ว่าอยู่ในบาร์เดย์ลิลลี่จะใช้แค่หน้าตาอย่างเดียวไม่ได้!”

“อืม…”

เจ้าอ้วนพยักหน้าเหมือนคิดตาม ยกมือขึ้นลูบๆ คางอวบอ้วนพลางบอก “พูดมีเหตุผลอยู่ นายว่าเขารูปหล่อร้องเพลงไม่ได้เรื่อง ทำไมไม่ไปเป็นคุณชายแถวซานหลี่ถุน มาแสร้งทำเป็นศิลปินหนุ่มที่ย่านโฮ่วไห่ ยังต้องให้พี่อ้วนเช็ดก้นให้อีก นี่…นี่มันวางลำดับความสำคัญสลับกันปะ”

เสี่ยวเกายิ้มชั่วร้าย “ใช่แล้ว ใช่แล้ว พี่อ้วน พี่ก็ทำไปเพราะหวังดีกับเขา…”

ทันใดนั้นเขาเปลี่ยนสีหน้า ชี้ไปที่หน้าต่างกระจกเงาด้านเดียวของห้องควบคุมเครื่องเสียง “ลู่เฉินขึ้นเวทีแล้ว!”

ผนังที่กั้นระหว่างห้องควบคุมเสียงกับเวทีติดตั้งกระจกเงาด้านเดียวไว้ คนที่อยู่ภายในมองเห็นทั้งเวทีด้านนอกได้ แต่คนที่อยู่ข้างนอกจะมองไม่เห็นภายในห้อง

คนที่เดินถือกีตาร์ขึ้นไปกลางเวทีนั้น ถ้าไม่ใช่ลู่เฉินแล้วจะเป็นใครไปได้?

“พี่อ้วน รีบลงมือเถอะ!”

เสี่ยวเกาจ้องลู่เฉินเขม็ง ปากเอ่ยอย่างเร่งอย่างร้อนใจ

“จะตื่นทำไม!”

เจ้าอ้วนถลึงตาใส่เสี่ยวเกาทีหนึ่ง เอ่ยว่า “ฉันรู้ว่าต้องทำยังไง ไม่ต้องให้นายมาสอน!”

ระหว่างพูด เขายื่นมือไปปิดปุ่มหนึ่งบนแท่นควบคุมเสียง ไฟ LED บนเครื่องช่วยปรับเสียงด้านข้างดับวูบลง

โดยพื้นฐานนักร้องในบาร์ย่านโฮ่วไห่มักจะร้องเพลงควบคู่ไปกับการเล่นดนตรีสด ถ้าไม่เก่งจริงก็ทำงานอยู่ในย่านนี้ยาก แต่เสียงของนักร้องถูกปรับจากห้องควบคุมเสียงได้ ปรับให้เสียงเพราะขึ้น ความสามารถเหมือนกับการเปลี่ยนของเน่าเสียให้กลายเป็นของวิเศษ

นักปรับแต่งเสียงมืออาชีพตัวจริงมักไม่มาทำงานตามผับบาร์ บาร์เดย์ลิลลี่เองก็จ้างไม่ไหว ดังนั้นการปรับแก้เสียงหลังเวทีจึงควบคุมโดยนักปรับแต่งเสียงกึ่งอาชีพ ทำงานร่วมกับเครื่องมือระบบดิจิทัลแบบจำเพาะ ก็กลบเกลื่อนเสียงให้คนข้างนอกได้ไม่มีปัญหา

ในหมู่ลูกค้าที่มาจ่ายเงินให้บาร์ คนที่รู้และเข้าใจเทคนิคนี้ก็มี แต่มีไม่มาก คนที่รู้ลึกซึ้งยิ่งไม่ต้องพูดถึง

ความสามารถด้านการร้องเล่นของลู่เฉินนั้นธรรมดามาก เขามีโอกาสได้ขึ้นเวทีเฉิดฉายเร็วกว่า นอกจากเพราะหน้าตาดีแล้ว เจ้าอ้วนที่คอยปรับแต่งเสียงของเขาอยู่หลังเวทีก็มีส่วนช่วยด้วย

สิ่งที่ทำให้เจ้าอ้วนไม่พอใจก็คือ ลู่เฉินไม่เคยทำประโยชน์อะไรให้เขาเลย หยิ่งผยองกว่านักร้องหลักเสียอีก!

ตอนนี้พอถูกเสี่ยวเกาเป่าหูยุยง ความเคืองแค้นจึงค่อยๆ ผุดขึ้นมา และปิดเครื่องปรับแต่งเสียงไปชั่วคราว

เมื่อเป็นแบบนี้ เสียงของลู่เฉินที่ร้องและเล่นเพลงอยู่บนเวทีจะไม่ถูกปรับแต่งให้ไพเราะขึ้นแต่อย่างใด จะดังออกมาผ่านลำโพง JBL ราคาหลายแสนด้วยเสียงดั้งเดิม

เขาจะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง!

เจ้าอ้วนหัวเราะชั่วร้าย ส่งสายตาให้เสี่ยวเกา “นายรอดูเรื่องสนุกก็แล้วกัน!”

เสี่ยวเกาพยักหน้าแรงๆ กำมือแน่นด้วยความตื่นเต้น…ลู่เฉิน ดูซิว่าต่อไปนายยังจะมีหน้ามาทำงานที่บาร์เดย์ลิลลี่อีกไหม!

ลู่เฉินในตอนนี้ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังถูกคนอื่นกลั่นแกล้ง

เขานั่งอยู่บนเก้าอี้เล่นดนตรี มือขวาโอบกีตาร์ไว้ ยื่นมือซ้ายออกมาปรับองศาของไมโครโฟน

เลยเวลาสองทุ่มมาแล้ว ทั้งยังเป็นเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ตอนนี้แขกในบาร์มากขึ้นทุกที พื้นที่สองในสามของบาร์ถูกจับจองแล้ว ในจำนวนนั้นมีลูกค้าประจำอยู่หลายคน

หลังจากเตรียมตัวเสร็จ ลู่เฉินพูดใส่ไมโครโฟนว่า “ขอบคุณทุกคนที่มาบาร์เดย์ลิลลี่ของเรานะครับ วันนี้ก่อนอื่นผมขอร้องเพลงให้ทุกคน เป็นเพลงที่มีชื่อว่าพิราบโบยบิน หวังว่าทุกคนจะชื่นชอบครับ!”

เสียงปรบมือดังขึ้นประปรายภายในบาร์ ลูกค้าสาวบางคนที่รู้จักลู่เฉินถึงกับเป่าปากให้

“เสี่ยวลู่สู้ๆ!”

ลูกค้าหลายคนหัวเราะ บรรยากาศครึกครื้นมีชีวิตชีวาขึ้นมา

ลู่เฉินโบกมือให้ทางลูกค้าอย่างเก้อเขิน จากนั้นเตรียมเริ่มการแสดงของตัวเอง

“พี่เจี้ยนหาว…”

ด้านหลังเคาน์เตอร์ สาวสวยทรงเสน่ห์คนนั้นมองดูลู่เฉินบนเวที ดวงตาเป็นประกายวาววับ “พนักงานของพี่คนนี้ดูภายนอกไม่เลวเลย มีแววเป็นหนุ่มหล่อ แถมยังร้องเพลงเล่นดนตรีได้อีก ให้เขามาอยู่บริษัทฉันเถอะ”

“เขา?”

เฉินเจี้ยนหาวหลุดหัวเราะ ส่ายหน้าตอบว่า “เสี่ยวลู่รูปลักษณ์ใช้ได้ แต่ระดับการร้องเล่นด้อยไป ร้องเป็นตัวเสริมที่นี่ก็ถึงขีดจำกัดแล้ว ยังต้องอาศัยปรับแต่งเสียงอยู่ข้างหลังเลย เธออยากจับเขาเซ็นสัญญาจริงเหรอ”

“ถ้างั้นก็ช่างเถอะ…”

หญิงสาวทรงเสน่ห์ตัดบท “ไม่มีพื้นฐานไม่เอา บริษัทเล็กๆ ของฉันเลี้ยงไม่ไหวหรอก”

ในเมืองหลวงมีสิ่งที่มีมากมายอยู่สามอย่างคือ ข้าราชการ คนรวย และคนสวยคนหล่อ คนเก่งที่รูปลักษณ์ดูดีมีถมเถไป

หากเอ่ยถึงด้านดนตรีอย่างเดียว ในเมืองหลวงมีมหาวิทยาลัยการดนตรีถึงสามแห่ง ทั้งยังมีโครงการอบรมด้านดนตรีหลากหลายรูปแบบ ทุกปีมีคนหน้าใหม่เปิดตัวมากมาย แล้วจะต้องลงทุนลงแรงปั้นคนที่ไม่มีพื้นฐานคนหนึ่งทำไม?

หญิงสาวก็แค่พูดไปอย่างนั้น ไม่ได้คิดจริงจังมาก

ตอนนี้เอง ลู่เฉินเริ่มดีดกีตาร์

……………………………………………………………..

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...