โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิด 8 เหตุผลที่ควรเร่งจัดเก็บ "ค่าเหยียบแผ่นดิน"

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 23 ธ.ค. 2566 เวลา 07.52 น. • เผยแพร่ 23 ธ.ค. 2566 เวลา 07.50 น.

ในที่สุดแผนการจัดเก็บ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” หรือค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ (TTF) จำนวน 300 บาทต่อครั้ง สำหรับการเดินทางทางอากาศ และ 150 บาทต่อครั้ง สำหรับการเดินทางผ่านทางทางบกและทางน้ำ ก็ยังไม่สามารถเดินหน้าจัดเก็บได้

ทั้ง ๆ ที่แผนการดำเนินการจัดเก็บทั้งหมดผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ 2566 ตามที่คณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) นำเสนอ โดยครั้งแรกกำหนดวันเริ่มจัดเก็บ 1 มิถุนายน 2566 จากนั้นได้เลื่อนเป็นเริ่ม 1 มกราคม 2567 นี้

หวั่นกระทบความรู้สึกนักท่องเที่ยวต่างชาติ

“สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนล่าสุดเมื่อ 21 ธันวาคม 2566 ว่านโยบายการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้นเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา แต่เนื่องจากปัจจุบันไทยอยู่ในช่วงที่ต้องการประชาสัมพันธ์ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางมาเยือน จึงต้องชะลอการจัดเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวออกไปก่อน

โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากมองว่าแม้ว่าอัตราการจัดเก็บจะไม่ใช่จำนวนเงินที่มาก แต่อาจกระทบต่อความรู้สึกของนักท่องเที่ยวต่างชาติได้

“ยืนยันว่าไม่ได้ยกเลิกการจัดเก็บค่าธรรมเนียม เป็นเพียงแค่การชะลอออกไปก่อนเท่านั้น”

และบอกว่ากระทรวงการท่องเที่ยวฯ เตรียมยื่นขอจัดสรรงบกลางวงเงิน 50 ล้านบาท เพื่อดูแลนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาเที่ยวประเทศไทยในกรณีประสบอุบัติเหตุแทน โดยในกรณีนักท่องเที่ยวต่างชาติเสียชีวิตจะมีวงเงินดูแล 1 ล้านบาทต่อราย และในกรณีบาดเจ็บมีวงเงินค่ารักษาพยาบาลตามจริง และไม่เกิน 500,000 บาทต่อราย

โดยหารือร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขให้ประสานงานกับโรงพยาบาลให้เบิกค่าใช้จ่ายกับภาครัฐโดยตรง นักท่องเที่ยวไม่ต้องสำรองจ่ายไปก่อน

และย้ำว่า แนวทางดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะเสนอเรื่องของบกลางดังกล่าวในสัปดาห์หน้า

กฎหมายระบุชัดให้เก็บ “ค่าเหยียบแผ่นดิน”

ประเด็นดังกล่าวนี้ แหล่งข่าวในวงการท่องเที่ยวหลายคน บอกกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ในทิศทางเดียวกันว่า รัฐบาลไม่ควรชะลอการจัดเก็บอีกแล้ว เพราะได้เลื่อนมาหลายครั้งแล้ว จากเดิมเมื่อผ่าน ครม. รัฐบาลกำหนดให้จัดเก็บ 1 มิถุนายน 2566 จากนั้นได้เลื่อนมา 1 กันยายน 2566 และล่าสุดกำหนดไว้ที่ 1 มกราคม 2567

และที่สำคัญ แนวทางดังกล่าวยังเป็นไปตามพระราชาบัญญัติ (พ.ร.บ.) นโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติ พ.ศ. 2551 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 ซึ่งให้คณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) นำเสนอให้มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อนำมาใช้จ่ายในการบริหารและพัฒนาการท่องเที่ยว รวมทั้งจัดให้มีประกันภัยแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติในระหว่างเที่ยวภายในประเทศไทย

นอกจากนี้ สาระสำคัญใน (พ.ร.บ.) นโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติ ยังบัญญัติให้จัดตั้ง “กองทุนเพื่อส่งเสริมท่องเที่ยวไทย” เพื่อใช้ในการพัฒนาการท่องเที่ยว การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยว รวมถึงการพัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการ การตลาด การอนุรักษ์และดูแลทรัพยากรธรรมชาติ การดูแลแหล่งท่องเที่ยวในชุมชน และการประกันภัยนักท่องเที่ยว

และบอกด้วยว่า เท่าที่ได้รับข้อมูลที่ผ่านมาคนทำงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องพร้อมเดินหน้าจัดเก็บแล้ว และไม่เข้าใจว่ารัฐบาลมีเหตุผลอะไรที่ออกมาประกาศชะลอการจัดเก็บอีกครั้ง และมองว่าการออกมาแถลงข่าวว่ารัฐบาลกังวลว่าอาจกระทบต่อความรู้สึกของนักท่องเที่ยวนั้นไม่น่าจะเป็นเหตุผลที่สมเหตุสมผลนัก

เพราะที่ผ่านมารัฐบาลได้ทำการศึกษา วิเคราะห์ วิจัยแล้วว่าอัตราการจัดเก็บที่ 300 บาทคต่อคน สำหรับการเดินทางทางอากาศ และ 150 บาทต่อคน สำหรับการเดินทางทางน้ำและทางบก ไม่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยว

เรียกว่า กระบวนการทั้งหมดได้ผ่านกระบวนการที่สรุปว่า “กระทบ” หรือ “ไม่กระทบ” ไปนานแล้ว

เปิด 8 ข้อดีของ “ค่าเหยียบแผ่นดิน”

สอดรับกับ “สุรวัช อัครวรมาศ” รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) และ 1 ในคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) บอกกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่าในฐานะผู้ที่ทำงานและร่วมประชุมในการขับเคลื่อน พ.ร.บ.นโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติ และขับเคลื่อนการจัดตั้งกองทุนเพื่อส่งเสริมท่องเที่ยวไทยมาโดยตลอดมองว่ารัฐบาลควรเดินหน้าจัดเก็บค่าเหยียบแผ่นดินได้แล้ว

เพราะที่ผ่านมาคณะทำงานได้ทำการศึกษาแล้วว่าอัตราการจัดเก็บ 300 บาทไม่ส่งผลกระทบกับการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว

และอยากให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องพิจารณาและทำความเข้าใจกับเจตนารมย์ พ.ร.บ.นโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติให้ดี และเชื่อว่าหากพิจารณาวัตถุประสงค์จะเห็นว่าการจัดเก็บค่าเหยียบแผ่นดินนั้นเป็นประโยชน์กับประเทศมากกว่า

กล่าวคือ 1.ลดภาระงบประมาณในการดูแลเยียวยานักท่องเที่ยว เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลสูญเสียงบประมาณแผ่นดินประมาณ 300-400 ล้านบาท (ดูแลด้านสาธารณสุข) จากการเก็บค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลไม่เต็มจำนวน หรือส่วนที่ต่างชาติเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาแล้วไม่มีเงินจ่าย

2.รายได้จากการจัดเก็บจะนำมาเป็นงบประมาณสำหรับการดูแลแหล่งท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติที่เกิดความเสื่อมโทรมจากการท่องเที่ยว 3.เป็นรายได้สำหรับการดูแลพัฒนาสาธารณูปโภคที่จะสนับสนุนการท่องเที่ยวให้ปลอดภัย

4.สำหรับเป็นทุนหมุนเวียนในการพัฒนาการท่องเที่ยว 5.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว 6.ใช้สำหรับการพัฒนาทักษะด้านการบริหาร การตลาด หรืออนุรักษ์ทรัพยากรท่องเที่ยวในชุมชน 7.ส่งเสริมสินค้าทางการท่องเที่ยวใหม่ในท้องถิ่น

และ 8.จัดสรรส่วนหนึ่งไปทำประกันภัยให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ (ประกันอุบัติเหตุ) หรือดูแลเยียวยานักท่องเที่ยว เหมือนกับ“กองทุนช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ” ที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือเยียวยาและสร้างความพึงพอใจให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งทำให้เกิดความเชื่อมั่นและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านการท่องเที่ยวของประเทศ

เสนอฟื้น “กองทุนช่วยเหลือเยียวยาฯ”

“สุรวัช” ให้ข้อมูลด้วยว่าประเทศไทยทำการยุบกองทุนช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติไปเมื่อกันยายน 2565 โดยให้เหตุผลว่าในตอนนั้นว่าจะมีกองทุนใหม่ตามกฎหมายเกิดขึ้น ซึ่งเงินกองทุนจะมาจากการจัดเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน

แต่ที่ผ่านมากว่า 1 ปีแล้วการดำเนินการจัดเก็บค่าเหยียบแผ่นดินก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้ กองทุนกองทุนเพื่อส่งเสริมท่องเที่ยวไทยก็ไม่เกิด นักท่องเที่ยวเข้ามาประสบเหตุในประเทศไทยหลายต่อหลายครั้ง คนที่มีประกันส่วนตัวก็จะได้รับการดูแลจากประกัน หากใครที่ไม่มีประกันหรือมีแต่ไม่เพียงพอภาระก็จะตกอยู่ที่ผู้ประกอบการภาคเอกชนที่ต้องดูแลและเยียวยานักท่องเที่ยว เพราะรัฐบาลไม่มีกองทุนใดที่จะมาดูแล

และอธิบายว่า หลาย ๆ กรณีที่ผ่านมานักท่องเที่ยวประสบเหตุ แม้จะมีประกันส่วนตัวจ่ายค่าโรงพยาบาล แต่หากนักท่องเที่ยวมีความจำเป็นต้องพักพื้นต่อต้องรับภาระค่าใช้จ่าย ทั้งค่าโรงแรม ค่าอาหาร ฯลฯ เอง ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ประกอบการ เช่น บริษัททัวร์ รถขนส่ง แหล่งท่องเที่ยว ต้องร่วมดูแลนักท่องเที่ยว หรือหากญาติผู้ประสบเหตุต้องการเดินทางมาดูแลก็ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองหรือผู้ประกอบการร่วมรับผิดชอบ

พร้อมย้ำว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการชะลอการจัดเก็บ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” และไปเอางบกลางซึ่งเป็นภาษีของประชาชนไปดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือไม่อยากให้รัฐบาลพิจารณาฟื้น “กองทุนช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวต่างชาติ” เดิมกลับมาใช้ไปก่อนจนกว่าจะสามารถจัดเก็บค่าเหยียบแผ่นดินและจัดตั้งกองทุนใหม่ได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...